บทที่ 1 1
งานลอยกระทงรอบนี้ดูครึกครื้นกว่าทุกๆ ทีเพราะนอกจากร้านขายของทั่วไปแล้ว ปีนี้ยังมีกิจกรรมหลายอย่างดึงดูดทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวให้มารวมตัวกันที่นี่ ทั้งประกวดรำวงย้อนยุค นางนพมาศ ประกวดการตกแต่งกระทง ปาโป่ง สาวน้อยตกน้ำ รวมไปถึงการชกมวยไทย
ภิรดาก็เป็นหนึ่งในคนที่มาร่วมงานเทศกาลนี้เป็นประจำ แต่ไม่ได้มาเที่ยวเล่นมาเพราะต้องขายของต่างหาก
“ครึ่งชั่วโมงที่แล้วคนยังเยอะอยู่เลย ตอนนี้หายไปไหนหมด” แม่ค้าหน้าหวานบ่นอุบอิบ เพิ่งมีโอกาสได้นั่งพักหลังจากยืนโยกเครื่องทำไอติมหลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา
แต่นี่ลูกค้าปล่อยให้เธอพักนานเกินไปแล้วหรือเปล่า
“ไปออกันที่ซุ้มมวยกันหมดแล้วมั้ง” ขวัญฤทัยว่าพลางหยิบไม้เสียบกับไอติมบางหลอดที่เริ่มแข็งตัว
“ยิ่งคนรู้ว่าพี่ขุนลงแข่งเองรอบนี้ สาวน้อยสาวใหญ่ไปนั่งจองที่กันตั้งแต่บ่ายนู่น”
“ขึ้นชกสี่ทุ่มเลยไม่ใช่เหรอ”
ภิรดาร้อนใจขึ้นมาทันทีที่ได้ยิน ถ้าถึงขนาดจองที่กันตั้งแต่บ่าย แล้วแบบนี้จะมีที่พอให้เธอได้ดู ‘เขา’ ขึ้นชกหรือเปล่า ตอนแรกคิดแค่ว่าสี่ทุ่มคงไม่มีใครอยู่รอถึงขนาดนั้น แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจ
“เหมือนจะมีมวยทะเลพื้นบ้านเพิ่มเข้ามานะ ได้ยินเขาพูดกันว่าพี่ขุนลงแข่งด้วย”
ภิรดาถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้เมื่อได้ยินแบบนั้น เธอวางแพลนทุกอย่างไว้หมดแล้ว ทำไมจู่ๆ ถึงมีคิวแทรกกลางคันแบบนี้เล่า
“ถ้าเล็กจะไปดูก็ไปได้เลยนะ แค่มาช่วยเราขายของก็เกรงใจจะแย่” แค่เห็นท่าทีของเพื่อน เธอก็รู้ว่าใจของอีกฝ่ายลอยไปอยู่หน้าเวทีตั้งนานแล้ว
“ได้เหรอ ขวัญอยู่ขายของคนเดียวก่อนได้ใช่ไหม”
“ทำไมจะไม่ได้เล่า”
เจ้าของร้านไอติมหลอดว่าเสียงกลั้วหัวเราะ ถึงต่อให้ไม่มีใครมาช่วยเธอก็ขายด้วยตัวคนเดียวได้
“งั้นขวัญฝากดูพี่ขุนด้วยนะ”
“ได้เล้ยยย!”
คนมาออที่ซุ้มมวยกันอย่างที่ขวัญฤทัยว่ามาจริงๆ ด้วย แต่ก็ยังไม่ถึงกับแน่นจนหาพื้นที่ยืนดูไม่ได้ แต่ปัญหามันติดตรงที่ความสูงของภิรดามีไม่มากพอที่จะเห็นเป้าหมายได้อย่างชัดเจน
เพราะแบบนั้นเลยต้องเดินหาที่ใหม่อย่างน้อยๆ ตอนที่จิรัชลงแข่งก็อยากเห็นหน้าเขาชัดๆ
เจ้าของร่างบางถอนหายใจเป็นรอบที่สิบหลังจากเปลี่ยนที่หลายรอบแต่ก็ยังไม่ถูกใจ ไม่ได้ท้อใจที่ตัวเองเกิดมาเตี้ยแต่ท้อใจตรงที่ผู้คนรอบข้างตัวสูงกันเกินไปต่างหาก
“มุมนี้น่าจะได้” เบียดเข้าไปก็เจอแต่คนสูงๆ เพราะงั้นเลยถอยออกมาด้านหลังที่มีเนิน อาจจะไกลหน่อยแต่เวลาเขาขึ้นชกก็น่าจะเห็นชัดอยู่
ภิรดาก้มหน้าหันซ้ายมองขวาเตรียมทิ้งตัวนั่งกับพื้นหญ้า คิดว่าคงอีกสักพักถึงเริ่มคู่แรกเพราะตอนนี้โฆษกยังไม่ขึ้นมาพูดเลยด้วยซ้ำ
แต่ยังไม่ทันจะได้ย่อตัวลงก็ดันมีเสียงมารผจญดังขึ้นเสียก่อน
“มายืนทำไรตรงนี้ไอ้เล็ก”
ซึ่งมารที่ว่าก็คืออัณณพหรือพี่ชายแท้ๆ ของเธอ แถมตอนนี้ยังใช้อำนาจข่มเหงน้องด้วยการวางศอกบนศีรษะจนเธอต้องออกแรงตีไปหลายป้าบ
“ตัวก็แค่นี้ ทำไมแรงเยอะจังวะ” สุดท้ายคนเป็นพี่ก็ยอมเอาศอกออกจากหัวน้อง
“แล้วสรุปมายืนทำไรตรงนี้ ไม่ได้ไปขายของหรือไง”
“ก็มา...” น้ำเสียงของภิรดาขาดช่วงไป เพิ่งเห็นว่าอัณณพไม่ได้มาคนเดียวแต่มี ‘เขา’ ยืนอยู่ข้างๆ ทำเอาเธอหลบตาแทบไม่ทัน
“ตอนพี่ขึ้นแข่งเอ็งต้องแหกปากเชียร์ดังๆ เลยรู้เปล่า” อัณณพวางมือบนศีรษะทุยได้รูปแล้วจับโยกไปมาตามความมันเขี้ยวที่ล้นอก ในขณะที่น้องสาวมุ่นหัวคิ้วกับสิ่งที่เพิ่งรู้
“ขึ้นกับเขาด้วยเหรอ”
“ต้องขึ้นดิ ลุงขามให้ตั้งหมื่นหนึ่ง” อัณณพไม่ได้เห็นแก่เงินแต่ก็ทำใจไม่ได้ที่เงินหมื่นจะปลิวไป
“พี่ชายเอ็งเป็นตัวเรียกแขก รู้ไว้ด้วย”
“เขาอาจจะไม่ได้มาดูพี่ใหญ่ก็ได้” หญิงสาวพึมพำเสียงเบาแต่กระนั้นอีกฝ่ายก็ยังได้ยิน
“ปากเหรอนั่น เดี๋ยวปั๊ด!” คนเป็นพี่ฉุนจัดจับน้องสาวล็อกคอด้วยวงแขนตัวเอง ก่อนหันไปถามเพื่อนสนิทโดยที่ยังไม่ยอมปล่อยแขนจากคอ “ไปเลยปะไอ้ขุน”
“เดี๋ยวก่อนพี่ใหญ่ จะไปไหน”
“ลอยกระทงดิ”
“จะลอยกันเลยเหรอคะ แล้วไม่ต้อง...”
“คู่สุดท้าย”
ประโยคเมื่อครู่จิรัชเป็นคนตอบ คล้ายตัดบทเพราะรำคาญก่อนเป็นฝ่ายเดินนำออกจากบริเวณนี้ โดยไม่สนสายตาของกลุ่มสาวๆ ที่พากันจับกลุ่มรอการขึ้นชกมวยของชายหนุ่ม
เห็นแบบนี้แล้วหัวใจของภิรดาก็เกิดอาการหดลีบ ก็รู้อยู่ว่าจิรัชค่อนข้างเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน แต่ก็ไม่คิดว่าคู่แข่งตัวเองจะเยอะถึงขนาดนี้
แต่อย่างน้อยเธอก็ได้แต้มต่อตรงที่พี่ชายตัวเองเป็นเพื่อนสนิทกับเขานี่แหละ จะบอกว่าเป็นพริวิเลจก็ไม่ผิดนักเพราะนอกจากอัณณพกับจิรัชจะเป็นเพื่อนกันแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับจิรัชจะสนิทสนมกันไปด้วย ความจริงแล้วมันตรงกันข้ามเลยต่างหาก
“ปล่อยได้แล้วพี่ใหญ่ เล็กหายใจไม่ออก” ภิรดาทั้งทุบทั้งขืนตัวแต่จะไปสู้แรงควายผู้ชายตัวใหญ่ๆ อย่างอัณณพได้ยังไง ล็อกคอไม่ว่าแถมยังลากเธอให้เดินตามไปอีก
นอกจากจะไม่ตอบแล้วยังล็อกคอลากกันไม่ปล่อย ภิรดาเหนื่อยเกินจะร้องห้ามได้แต่เร่งฝีเท้าตามพี่ชาย ส่วนตาก็เอาแต่จับจ้องแผ่นหลังกว้างของใครอีกคน
