บทที่ 10 10

เป็นการกระทำที่กึ่งบังคับกึ่งออกคำสั่งอย่างไรอย่างนั้น เพราะงั้นภิรดาจึงหมดเวลาอาลัยอาวรณ์ห้องสุดที่รัก จำต้องย่ำเท้าตามพี่ชายไปติดๆ

“แล้วเมื่อกี้ตอนเล็กจะทำให้กิน พี่ใหญ่บอกว่าไม่หิว”

ก่อนหน้าที่จะจับของยัดใส่กระเป๋า เธอถามแล้วว่าหิวหรือเปล่าจะได้เข้าครัวทำอะไรง่ายๆ ให้กิน แต่อัณณพส่ายศีรษะโดยพลันแถมยังยืนกรานว่าไม่หิวสักนิด

“ครั้งล่าสุดที่เอ็งทำข้าวให้พี่กิน จำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”

ขนาดเอามาเล่าตอนนี้เขายังนึกขยาดไม่หาย อาการปวดท้องที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนทรมานจนต้องนอนโรงพยาบาล หมอบอกว่าเกิดจากอาหารเป็นพิษ

“คนเรามันก็ต้องมีการพัฒนาบ้างไหมเล่า” น้องสาวรีบกอดแขนคนเป็นพี่แล้วส่งเสียงออดอ้อน

มองย้อนกลับไปก็ขำได้อยู่หรอก ทว่านาทีที่พี่ตัวเองนอนบิดตัวไปมาอยู่ที่พื้นทำเอาเธอน้ำตาคลอ

แต่ปัจจุบันฝีมือเธอดีขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เพราะการอยู่คนเดียวจะเอาแต่ซื้อของข้างนอกตลอดคงไม่ได้ อะไรที่ไม่เข้าใจก็โทรถามแม่หรือไม่ก็เปิดดูคลิป เดี๋ยวนี้มีบอกวิธีทำทุกอย่างนั่นแหละ

“เล็กอยู่คนเดียวมาได้ตั้งหลายปี กินฝีมือตัวเองเกือบทุกวันไม่เห็นเป็นอะไร” แต่กว่าจะทำอาหารจนเริ่มคล่องมือ ครัวในห้องก็ผ่านความเละเทะหลายรอบอยู่

“ขอฝากชีวิตไว้กับแม่ค้าแถวนี้แล้วกัน” อัณณพไม่คิดเอาชีวิตตัวเองไปแขวนไว้บนเส้นด้ายเป็นครั้งที่สอง

“นี่น้องนะ พูดอะไรไม่รักษาจิตใจกันเลย” ชำเลืองมองตาค้อนควัก ซึ่งกลับทำให้คนเป็นพี่หัวเราะชอบใจพลางยื่นมือโคลงศีรษะอีกฝ่ายที่ทำทีเป็นงอน

“ก็น้องไง พี่เลยไม่อยากให้เหนื่อย เดี๋ยวเหงื่อออก”

“แหม” ภิรดาหัวเราะเต็มเสียง แม้จะรู้ว่าเป็นคำพูดที่ตลบตะแลงที่สุด “หน้าปากซอยมีร้านอาหารตามสั่ง มีก๋วยเตี๋ยวแล้วก็ข้าวหมูแดง กินร้านนั้นแล้วกันอร่อยทุกอย่าง”

คนเราพออิ่มท้องแล้วพอเจอแอร์เย็นๆ หนังตามันก็เริ่มหย่อน ภิรดาปรับเบาะเอนหลังพร้อมกับฝากความหวังในเรื่องขับรถให้กับพี่ชายทันที

“เล็กเคลียร์งานติดกันหลายคืนเลย พี่ใหญ่ก็ตั้งใจขับรถนะ”

“โถ! ไอ้เล็ก! ไอ้น้องบังเกิดเกล้า”

ภิรดาไม่คิดตอบโต้อะไรกลับไป เพราะงั้นระหว่างทางไม่มีบทสนทนาเท่าไรเพราะเอาแต่นอนหลับตลอดทาง

ตื่นอีกทีก็ตอนที่ถึงบ้านเพราะเสียงบ่นของอัณณพที่เอาแต่พูดถึงเรื่องที่เธอไม่ได้ทำหน้าที่อยู่คุยเป็นเพื่อนคนขับรถ

“ลูกสาวสุดที่รักของป๋า” คนเป็นพ่ออ้าแขนรอทันทีเมื่อเห็นหน้า แน่นอนว่าภิรดารีบวิ่งเข้าไปสวมกอดทันที

“เหนื่อยไหมน้องเล็ก”

“ไอ้เล็กมันหลับอย่างเดียวเลย”

อัณณพแย้งจนเสียงขึ้นจมูก นึกมันเขี้ยวน้องตัวเองจนต้องเอื้อมมือไปผลักศีรษะ แต่น้ำหนักที่ออกแรงนั้นก็ช่างแผ่วเบา

“ปล่อยให้ผมขับอยู่คนเดียว”

“ก็ถูกแล้ว น้องทำงานมาเหนื่อยๆ มึงมีหน้าที่ขับก็ขับไป”

“โอ้โห! ให้มันได้อย่างนี้สิกำนันหมาน!”

ลูกชายแกล้งโวยวายทว่าใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะจากน้องสาวกับพ่อที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำให้อัณณพคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่ย้อนกลับมา

ภิรดาเปรียบเสมือนจุดศูนย์รวมจิตใจของบ้านหลังนี้ ตอนมันไม่อยู่บ้านก็เงียบเหงาเพราะไม่มีคนช่างอ้อน จะให้เขาไปอ้อนพ่ออ้อนแม่ก็ยังไงอยู่

“เล็กคิดถึงป๋าที่สุดเลย”

ภิรดาวางศีรษะซบอกกำนันหมานพร้อมกับกระชับวงแขนแน่น แน่นอนว่ากำนันหมานถึงกับหัวเราะชอบใจ

“ป๋าก็คิดถึงน้องเล็กสุดหัวใจ ไหนดูซิ ผอมลงหรือเปล่าลูก”

หัวอกคนเป็นพ่ออดเป็นห่วงไม่ได้ที่ลูกต้องออกไปใช้ชีวิตเอง แม้มันจะเป็นเรื่องปกติของทุกบ้านแต่ถ้าเลือกได้ก็อยากให้ลูกอยู่ด้วยกันที่บ้าน

เพราะถึงยังไงบ้านเราก็ไม่ได้ขาดเหลืออะไร

“เอาอะไรไปผอมคะ น้ำหนักเล็กขึ้นมาสามกิโล” แม้เธอจะไม่ใช่คนกินเก่งเท่าไร แต่พออยู่ร่วมกับสังคมออฟฟิศก็มีไหลตามกันอยู่บ้าง กลายเป็นว่าพักกลางวันดันติดชาไทยไปเสียอย่างนั้นต้องได้ดื่มวันละแก้ว เพิ่งจะมาตัดใจลดน้ำหวานเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง

“ก็น่ารักอยู่ดี” กำนันหมานปากหวานชมลูกสาวไม่หยุดปาก จะขึ้นอีกกี่สิบกิโลลูกก็ยังน่ารักในสายตาพ่อเสมอ

“ไหน ใครน้ำหนักขึ้นนะ”

น้ำเสียงที่อบอุ่นดังขึ้นจากด้านหลัง ภิรดาค่อยๆ ผละตัวออกจากอ้อมกอดพ่อเพื่อหันไปหาเจ้าของเสียงที่ว่า

“แม่ขา คิดถึงแม่จัง” ถึงเวลาสวมกอดแม่ ซึ่งคนที่ผอมลงกลับกลายเป็นท่านมากกว่า

“โตเป็นสาวแล้วยังอ้อนเก่งเหมือนเดิม” ภาวิกาลูบศีรษะทุยได้รูปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ไม่คิดเลยว่าเวลาจะผ่านพ้นไปไวขนาดนี้ เผลอแป๊บเดียวลูกเธอโตเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ

ภิรดาถอนตัวออกจากคนเป็นแม่ แล้วค่อยหันไปทำหน้ามู่ทู่ใส่พี่ชายตัวเอง

“ลืมกอดไปได้ไงเนี่ย” ถึงบางครั้งเราจะตีกันบ่อย แต่เธอก็รู้ว่าอัณณพรักเธอมากแค่ไหน

“คิดถึงเล็กปะ”

“ไม่นึกออกพรุ่งนี้เลยล่ะ” อัณณพทำทีเป็นเบี่ยงตัวหนีแต่สุดท้ายก็ยอมให้น้องกอด

“กอดนานเกินไปและ ปล่อยๆ”

“มันจัดห้องให้น้องเล็กตั้งแต่เมื่อคืน” กำนันหมานเปิดเผยความลับ เห็นพี่น้องรักใคร่กันดีแบบนี้ พ่ออย่างเขาก็เบาใจ อย่างน้อยในวันข้างหน้าสองพี่น้องก็ยังดูแลกันได้

“คนอย่างพี่ใหญ่เนี่ยนะ” ภิรดาว่าเสียงสูง จนโดนพี่ชายดีดนิ้วใส่หน้าผากแบบไม่จริงจังเท่าไรนัก

“สงสัยเล็กนอนหลับฝันดีแน่ๆ”

“ทั้งจัดห้องไว้ให้ ทั้งขับรถไปรับ สำนึกในบุญคุณไว้ด้วย”

“แม่ทำกับข้าวเสร็จพอดี เราสองคนจะกินเลยไหม” ก่อนที่จะตีกันมากไปกว่านี้ ภาวิกาเลยต้องห้ามทัพด้วยการเอาของกินมาล่อ

“กินเลยค่ะ เล็กหิ้วท้องมาจากกรุงเทพฯ เพราะรอกินฝีมือแม่โดยเฉพาะ”

สำหรับเธอแล้วไม่ว่าจะกินอาหารมากี่สิบกี่ร้อยร้าน ก็ยังไม่มีร้านไหนถูกปากเท่าฝีมือแม่หรอก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป