บทที่ 11 11
ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์แล้วสำหรับการกลับมาอยู่บ้าน ภิรดาตื่นเช้าทุกวันเพราะความเคยชิน ตื่นมาก็ทำงานบ้านเข้าครัวช่วยแม่เตรียมของ ส่วนวันพระก็ทำหน้าที่พาท่านไปทำบุญที่วัด ตกเย็นช่วยกำนันหมานทำสวนรดน้ำต้นไม้ นอกจากนั้นถ้าไม่นอนดูซีรีส์ก็หลบเข้าห้องมานั่งหาข้อมูลเรื่องเรียนต่อ
ภิรดายังไม่ได้บอกเพราะยังหาจังหวะดีๆ ไม่ได้ ตอนนี้ทั้งพ่อและแม่ดูมีความสุขกับการที่ตื่นขึ้นมาเจอเธอ ได้นั่งกินข้าวด้วยกันเหมือนแต่ก่อน เพราะงั้นเธอเลยไม่อยากทำลายบรรยากาศเท่าไร
แต่ถึงอย่างนั้นจะปล่อยให้เวลายืดออกไปก็คงไม่ใช่เรื่องดี บางทีเรื่องนี้เธอตัดสินใจว่าอาจจะต้องบอกตามลำดับความง่ายก่อนแล้วกัน
แน่นอนว่าพอสบโอกาสตอนที่อยู่กับแม่แค่สองคนเธอก็เลยเลือกที่จะบอกกับท่านก่อนเป็นคนแรก
“เรียนต่อเหรอลูก”
ภาวิกาถึงกับวางของในมือลง ใบหน้าอ่อนโยนของท่านขมวดคิ้วกับสิ่งที่ได้ยิน เพราะไม่แน่ใจเลยต้องถามซ้ำ
“เรียนต่อต่างประเทศ?”
“ค่ะแม่” พูดไปก็สังเกตอากัปกิริยาของคนเป็นแม่ไปด้วย แน่นอนว่าเธอคาดเดาไว้ก่อนแล้วว่าจะออกมาในรูปแบบนี้
“เพราะงั้นหนูถึงได้ลาออกจากงานแล้วกลับมาบ้านสินะ”
ท่านผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความกังวล
“ประมาณนั้นค่ะ” เธอตอบรับก่อนจะรีบขยับตัวเข้าไปสวมกอดท่าน “เล็กอยากไปเรียนต่อจริงๆ นะคะ”
“ต่างบ้านต่างเมืองแบบนั้นแม่เป็นห่วงน่ะสิ”
“โธ่...ลูกสาวแม่โตขนาดนี้แล้วนะคะ”
ขนาดเธอเรียนจบและทำงานแล้ว แถมพิสูจน์ว่าอยู่คนเดียวได้ ในสายตาท่านก็ยังมองว่าเธอเป็นเด็กเหมือนเคย
“มันเป็นความตั้งใจของเล็กตั้งแต่แรกแล้วค่ะ เล็กไม่อยากมานั่งเสียดายทีหลัง”
มันคือความสัตย์จริงจากความรู้สึก
“หนูไม่ได้คิดจะอยู่ที่นั่นตลอดไปใช่ไหม” สิ่งที่ภาวิกากลัวคือเรื่องนี้ “บอกตามตรงว่าแม่ไม่อยากให้ไป บ้านเราก็ไม่ได้ขาดเหลืออะไร ต่อให้เล็กไม่ทำงานมันก็ไม่ได้ทำให้บ้านเราลำบาก ป๋ากับแม่ตั้งใจมีพี่ใหญ่กับน้องเล็กในตอนที่พร้อมแล้ว ยังไงลูกแม่สองคนก็จะไม่มีวันลำบาก”
“ที่นี่คือบ้านของเล็กค่ะแม่” คนเป็นลูกไถลตัวลงไปนอนเอาหน้าซบลงบนตักแม่
“ยังไงเล็กก็ต้องกลับมาอยู่กับป๋ากับแม่อยู่แล้ว เล็กอยากไปเรียนหาความรู้เพิ่มเติม อยากลองหาประสบการณ์เพิ่มอีกนิด”
นี่สินะ ที่เขาว่ากันว่าเราเลี้ยงลูกได้แค่ตัว ส่วนเส้นทางชีวิตที่เหลือก็ควรปล่อยให้เจ้าตัวเขาเลือกเอา ในฐานะที่เธอเป็นแม่คงทำได้แค่เป็นกำลังคอยซัปพอร์ตอยู่ข้างหลัง
“ถ้าน้องเล็กยืนยันแบบนั้นแม่ก็ไม่ค้านอะไร” การที่ลูกเลือกบอกเธอแบบนี้ ก็แปลว่าคงผ่านการตัดสินใจมาอย่างดีแล้ว
“แต่หนูคงต้องไปคุยกับป๋าเองนะ”
มื้อเย็นวันเดียวกันภิรดาเลยรวบรวมความกล้าบอกเรื่องนี้กับบิดารวมถึงพี่ชายพร้อมๆ กันไปเลย เธอบอกถึงความตั้งใจที่อยากจะเรียนต่อรวมถึงเหตุผลต่างๆ
“เอาสิลูก” กลายเป็นว่ากำนันหมานเห็นดีเห็นงามด้วย ไม่คิดแม้แต่จะค้านสักคำ
“น้องเล็กยังอยู่ในวัยเรียนรู้ อยากจะเรียนต่อมันก็เป็นเรื่องที่ดี ถึงแต่ละประเทศที่หนูบอกมามันจะอยู่ไกลก็เถอะ แต่ถ้ามันเป็นความตั้งใจของน้องเล็กป๋าก็สนับสนุน”
“ป๋าโกรธเล็กหรือเปล่าคะ” แม้ท่านจะอนุญาตโดยง่าย แต่เธอก็ห่วงจิตใจของคนเป็นพ่อไม่น้อยไปกว่ากัน
“ป๋าชอบที่เห็นน้องเล็กมีความสุข”
กำนันหมานลูบศีรษะบุตรสาวคนเล็ก ไอ้เขาก็ไม่อยากให้ลูกอยู่ห่างนักหรอก แต่เห็นแววตาที่เป็นประกายของลูกเมื่อครู่แล้ว เขาที่เป็นพ่อก็ควรจะสนับสนุนไม่ใช่หรือไง
“แล้วน้องเล็กก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่ายังไงก็ต้องกลับมาอยู่บ้านเราอยู่ดี”
“ขอบคุณป๋าที่เข้าใจเล็กนะคะ” ภิรดาย่นหน้าใส่ผู้สูงวัยเล็กน้อย ไม่ว่าจะเมื่อตอนที่ยังเป็นเด็กๆ หรือแม้แต่โตจนถึงตอนนี้ ท่านรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของเธอเสมอมา
“แต่ป๋ามีข้อแม้นะ” กำนันหมานงัดเงื่อนไขขึ้นมาหนึ่งข้อ
“ข้อแม้อะไรเหรอคะ” ทำไมเธอรู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลกๆ
“ไปอยู่ไกลบ้านแบบนั้น ป๋าอยากให้น้องเล็กเรียนพวกวิชาป้องกันตัวไว้หน่อย”
ตอนอยู่กรุงเทพฯ ยังไปมาหาสู่ได้ไม่ยาก แต่ถ้าไปอยู่อีกฟากของโลกคงไปหาบ่อยไม่ได้
“ไม่น่าจะมีอะไรมั้งคะ อีกอย่างกฎหมายบ้านเขาก็น่าจะแรงอยู่”
“คนชั่วมันสนกฎหมายที่ไหน” ไม่ใช่ว่ากำนันหมานไม่รู้ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ยิ่งอยู่ไกลหูไกลตาแบบนั้นหัวอกคนเป็นพ่อก็ยิ่งห่วง
“ฝึกไว้มันไม่เสียหายตรงไหนนี่ลูก”
“ก็ได้ค่ะ เอาไว้เล็กจะหาคอร์สลงเรียนนะคะ” พวกคอร์สเทควันโดหรือศิลปะการป้องกันตัวระยะเวลาสั้นๆ น่าจะมีให้เรียนเยอะ
“จะไปหาที่อื่นทำไม” คนเป็นพ่อว่าเสียงกลั้วหัวเราะ “เรียนมวยที่ศิษย์ราชันย์ก็จบ”
ศิษย์ราชันย์...ชื่อนี้เกือบจะทำให้ภิรดาลืมเลือนไปแล้วด้วยซ้ำ
“ค่ายมวยของลุงขามเหรอคะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่วเบา ถึงจะผ่านมาหลายปีแล้วแต่ถ้าเลือกได้เธอก็ไม่อยากพาตัวเองเข้าไปใกล้วงโคจรของผู้ชายคนนั้นเท่าไร
ถึงความรู้สึกของเธอในวันนี้จะไม่ได้เหมือนเมื่อหกปีก่อนแล้ว แต่ถ้าเลี่ยงได้เธอก็อยากจะเลี่ยงมากกว่าการพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ ผู้ชายคนนั้น
“แต่เล็กว่าเรียนพวกยูโดไม่ก็เทควันโดน่าจะดี...”
“มันจะไปสู้แม่ไม้มวยไทยได้ยังไง” กำนันหมานค้านขึ้นมาทันที และดูเหมือนเรื่องนี้ท่านไม่น่าจะยอมง่ายๆ
“เดี๋ยวป๋าให้ไอ้ใหญ่มันจัดการให้ เรียนกับคนรู้จักดีกว่า ป๋าจะได้ไม่ต้องห่วงมาก”
กลายเป็นว่า...ข้อแม้ของท่านทำเอาเธอหนักใจยิ่งกว่าตอนแรกเสียอีก
