บทที่ 13 13

เมื่อก่อนเธอยังมีความคิดไม่โตเท่าไรเลยมองอะไรแค่ด้านเดียว พอมองย้อนกลับไปก็นึกเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ติดต่อหาเพื่อนจนเริ่มห่างกันไปในที่สุด

“เออลืมบอก” ลิตาหยุดพูดไปขณะหนึ่งราวกับหนีไปถกเถียงตัวเอง “เมื่อวานก่อนฉันไปกินข้าวที่ห้างแล้วบังเอิญเจอพี่เตว่ะ มันยังมีหน้ามาทักทายแล้วถามถึงแกด้วยนะ ฟังแล้วเลือดขึ้นหน้าเลย”

“เหรอ”

“ฉันสวดมันไปหนึ่งยก ไม่บอกด้วยว่าแกออกจากงาน กลับไปอยู่บ้านแล้ว”

“ดีแล้ว”

ภิรดาไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าอดีตคนรักถามถึงแบบนั้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เธอพยายามติดต่อหาเขามาโดยตลอดแต่ก็โดนอีกฝ่ายเพิกเฉย

“แกรู้ไหมว่าพี่เตมันว่ายังไง ฮีบอกว่าไม่ได้อยากเลิก แต่ไม่อยากทะเลาะกับแม่”

ดูเหมือนคนที่โมโหมากกว่าเธอน่าจะเป็นลิตานี่แหละ

“ผู้ชายที่เป็นลูกแหง่ยังไม่หย่านมแม่ แกรู้ใช่ไหมว่ายังไงในอนาคตมันจะมีปัญหาตามมา”

“รู้น่า ฉันไม่ตักอาหารหมาให้เพื่อนกินหรอก” ก่อนหน้านี้เคยมีคำถามมากมายเกิดขึ้นในใจ แต่ตอนนี้ภิรดาไม่สนใจแล้วว่าสาเหตุมันจะมาจากอะไร

“แกมันเป็นเพื่อนที่ประเสริฐที่สุด”

“แค่นี้ก่อนนะ” ภิรดาแง้มผ้าม่านมองไปที่ประตูบ้าน เห็นพี่ชายตัวเองขับอีแก่คู่ใจเข้ามาพอดี “ไว้คุยกัน”

เพราะเธอมีเรื่องที่ต้องคุยกับอัณณพหลังจากเพิ่งคิดบางอย่างออกแบบสดๆ ร้อนๆ ยืนดักรอพี่ชายอยู่ข้างแคร่ไม้ รอจนเจ้าของร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ถึงโผล่ออกไปให้เห็น

“เล่นอะไรวะเนี่ย!”

คนเป็นพี่แหกปากร้องลั่นบ้านด้วยสีหน้าแตกตื่น แข้งขาอ่อนแรงเพราะความตกใจจนต้องทิ้งตัวนอนแผ่ลงกลางแคร่

“เมียก็ยังไม่มี เกือบหัวใจวายตายแล้วกู”

“ขอโทษๆ ไม่ได้ตั้งใจจะแกล้ง” ภิรดารีบปลอบใช้มือลูบไหล่คนเป็นพี่ “เล็กมีเรื่องจะขอพี่ใหญ่อะ”

“ไม่ให้”

อัณณพเบี่ยงตัวหลบฝ่ามือเล็กๆ ที่กำลังฟาดลงมา ยังเคืองไม่หายที่น้องวางแพลนหนีไปเรียนต่อต่างประเทศทั้งที่เพิ่งกลับมาแท้ๆ

“ฟังก่อนสิ” ก็เพราะชอบกวนประสาทใส่เธอแบบนี้ไง พอมีช่องว่างให้แกล้งเลยไม่อยากปล่อยผ่านไปเฉยๆ

“เรื่องเรียนมวยที่ค่ายลุงขามอะ”

“ถ้าจะขอให้ช่วยคุยกับป๋า บอกเลยว่าไม่ได้ผล” ดักคอน้องมันไว้ก่อน ไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วยพูดแต่คนอย่างไอ้ใหญ่โน้มน้าวใจกำนันหมานไม่ได้หรอก ขนาดมันอ้อนขอไปเรียนที่อื่นป๋ายังไม่ยอมเลย นับประสาอะไรกับเขา

“ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น”

“แล้วเรื่องอะไร”

“เล็กอยากให้พี่ใหญ่เป็นคนสอน พี่ใหญ่ขลุกอยู่ที่ค่ายศิษย์ราชันย์มาตั้งกี่ปี ยังไงก็ต้องเป็นมวยอยู่แล้ว” เมื่อก่อนตอนมีงานเทศกาลพี่ชายเธอยังเคยขึ้นชกในนามลูกศิษย์ของค่ายด้วยซ้ำ

“ไม่เอา” คนเป็นพี่ปฏิเสธรวดเร็วแบบไม่ฉุกคิดอะไรสักนิด “ให้พี่สอนเอ็งได้ตีกันตาย”

“แล้วใครจะเป็นคนสอนเล็ก” จนถึงตอนนี้ภิรดาก็ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากแขนเสื้อพี่ชาย เผื่อว่าอัณณพจะยอมใจอ่อนเปลี่ยนใจมาสอนเธอแทน

“ก็น่าจะครูแดนมั้ง ปกติแกก็รับสอนลูกค้าที่มาสมัครเรียนอยู่” แต่คนสอนไม่ได้มีแค่คนเดียว ซึ่งต่อให้บอกชื่อคนอื่นไปมันก็ไม่รู้จัก เพราะช่วงที่น้องมันอยู่กรุงเทพฯ ที่ค่ายก็มีรับครูคนใหม่เข้ามาบ้าง

“เล็กไม่อยากเรียนเลยอะ” ภิรดายอมรับว่าตอนนี้เธอออกอาการงอแง แต่ถ้าไม่ยอมเรียนตามเงื่อนไขของกำนันหมาน ก็อาจจะต้องไปทำงานแบบไม่สบายใจเท่าไร

“ต้องเรียน” อัณณพว่าเสียงเข้ม เหมือนรับหน้าที่ตรวจเข้มสำหรับเรื่องนี้ “ไม่งั้นก็ไม่ต้องไป”

“เล็กอยู่กรุงเทพฯ คนเดียวมาตั้งหกปี” ไม่เห็นต้องเรียนวิชาปกป้องตัวอะไรเลย

“แล้วกรุงเทพฯ กับต่างประเทศมันเหมือนกันที่ไหน ใช่ว่าจะไปแล้วขับรถไปได้เลย” คนเป็นพี่ปรามเสียงดุ คนที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการให้เธอไปทำงานต่างแดนก็น่าจะเป็นอัณณพ

“เรียนก็เรียน พอใจยัง” พูดแล้วก็ดึงมือตัวเองออกจากการเกาะแขน แล้วยิ่งเธอแสดงอาการปั้นปึ่งมากเท่าไรก็ดูเหมือนจะยิ่งทำให้พี่ชายหัวเราะชอบใจมากเท่านั้น

“ถ้าไม่ไปเรียนต่อจะพอใจมากกว่านี้” อัณณพขัดใจไม่น้อยที่พ่อกับแม่เห็นดีเห็นงามด้วย

เขามองว่าไม่เห็นมีความจำเป็นต้องพาตัวเองไปอยู่ในที่ไกลหูไกลตาแบบนั้น ธุรกิจที่บ้านก็มีให้มันทำตั้งเยอะแยะ ไม่รู้จะเอาตัวเองไปลำบากทำไมยังไงเรียนจบก็ต้องกลับมาช่วยงานที่บ้านอยู่ดี

“กลับมาอีกทีจะไม่เหลือสมบัติให้สักชิ้น”

“ดีเลย” ภิรดาหัวเราะร่วนกับคำขู่พวกนั้น “เล็กจะได้ไม่ต้องทำงาน อยู่เกาะพี่ใหญ่ไปเรื่อยๆ

เดิมทีราชันย์กับกำนันหมานไม่ได้เป็นเพื่อนกันตั้งแต่แรก เรียกว่าเริ่มจากการเหม็นหน้ากันมาก่อนด้วยซ้ำ สาเหตุหลักๆ ก็มาจากเคยจีบผู้หญิงคนเดียวกันสมัยแรกรุ่น

แต่สุดท้ายต่างฝ่ายต่างลงเอยกับคู่ชีวิตของตัวเอง ที่กลับมามองหน้าและคุยกันได้ก็เพราะเมียเขากับเมียกำนันหมานมักไปจ่ายตลาดเวลาเดียวกัน คุยกันถูกคอจนกลายเป็นสนิทกันไปในที่สุด

“พ่อเราย้ำนักย้ำหนาให้ลุงดูแลน้องเล็กให้ดี”

เขาเคยอยากมีลูกสาวและตั้งมั่นว่าจะมีให้ได้ แต่สุดท้ายไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไร้วี่แวว เลยล้มเลิกความตั้งใจแล้วหันมาทุ่มเทเลี้ยงไอ้หัวแก้วหัวแหวนแบบเต็มกำลัง

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่ะลุงขาม ป๋าก็ห่วงไปเรื่อย เล็กแค่มาขอเรียนวิชาป้องกันตัวนิดหน่อยเองค่ะ” ความต้องการของภิรดาในเวลานี้คืออยากรีบเรียนรู้แล้วจบเรื่องนี้ เท่าที่หาข้อมูลมาดูเหมือนคนที่มาลงเรียนระยะเวลาสั้นๆ ก็มี เพราะงั้นเธอจะเลือกลงเรียนคอร์สที่ใช้เวลาที่สั้นที่สุด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป