บทที่ 15 15
ภิรดาส่งยิ้มให้ผู้สูงวัย ท่านคงรับรู้ได้ถึงบรรยากาศคุกรุ่นเมื่อครู่ถึงได้ออกตัวขอโทษแทนลูกชายตัวเอง
“ยังไงเล็กขอตัวกลับก่อนนะคะ”
วันต่อมา
เรื่องมันจะไม่ยุ่งยากเลยถ้าอัณณพรับหน้าที่นี้สอนเธอด้วยตัวเอง นอกจากพวกศิลปะป้องกันตัวเองแล้วกำนันหมานยังขอให้เธอเรียนพวกการชกมวยขั้นพื้นฐานอีก
‘ไหนๆ ก็ต้องเรียนแล้ว ฝึกให้เป็นมวยไปเลยไม่ดีกว่าเหรอน้องเล็ก’
ภิรดาค้านแล้วรวมถึงหาเหตุผลมาสู้กลับ แน่นอนว่ากำนันหมานรับฟังและตามใจเธอ ทว่าสีหน้าของท่านทำให้เธอต้องกลับคำยอมรับปากไปเสียอย่างนั้น
‘แม่เห็นด้วยกับป๋านะน้องเล็ก ไปอยู่คนเดียวแบบนั้นแม่ก็เป็นห่วง เรียนพวกนี้ไว้ก็ไม่เสียหายอะไรนี่ลูก’
จากที่ต้องเรียนคอร์สสั้นๆ ดูเหมือนอาจจะต้องลากยาวกินเวลาหลายเดือนไปอีก
“เอาวะ!” ภิรดาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อเรียกกำลังใจให้กับตัวเอง ในอนาคตยังต้องทำงานกับคนอื่นและยังต้องเจอกับอุปสรรคอีกมากมาย
ถ้าเรื่องแค่นี้เธอยังผ่านมันไปไม่ได้ การทำงานร่วมกับคนอื่นอาจจะยากยิ่งกว่า ถือว่าเป็นบททดสอบก่อนต้องแยกออกไปใช้ชีวิตคนเดียวที่ต่างแดนก็แล้วกัน
“พี่ใหญ่สอนเล็กเองไม่ดีกว่าเหรอ” แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็อยากจะลองอ้อนพี่ชายอีกสักรอบ เผื่อว่าอัณณพจะเปลี่ยนใจยอมสอนน้องสาวตัวเอง
“จะสอนได้ไง” คนเป็นพี่ปฏิเสธทันควันเช่นเคย “พี่ไม่ได้เป็นครูสอนนะเว้ย ให้ครูในค่ายสอนเอ็งแหละดีแล้ว”
“แต่เพื่อนพี่ใหญ่ก็ไม่ใช่ครูนี่”
ถ้าจิรัชสอนได้ เธอคิดว่าความสามารถของอัณณพก็ไม่น่าจะน้อยไปกว่ากัน เพราะสองคนนี้เรียนมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก
“ไอ้ขุนเป็นคนสอนเหรอ” ท่าทีของพี่ชายดูแปลกใจไม่น้อย ความหวังของภิรดาเลยไต่ระดับมากขึ้น แต่นั่นก็เกิดขึ้นแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น “ให้มันสอนก็ยิ่งดีเลยดิ”
“ดียังไง”
“มันเก่งกว่าครูบางคนด้วยซ้ำ” อัณณพว่าเสียงกลั้วหัวเราะ ค่าเรียนก็ได้ส่วนลดแถมยังได้ไอ้ตัวดีมาเป็นครูให้อีก ภิรดาคงไม่รู้ว่าตัวเองเหมือนถูกหวยรางวัลใหญ่
นักเรียนจากที่อื่นลงทุนมาสมัครเรียนที่ศิษย์ราชันย์หลายคนเพียงเพราะหวังจะได้เรียนกับจิรัชแต่กลับต้องผิดหวัง เพราะมันถอนตัวจากการชกมวยไปดูแลระบบหลังบ้านนานแล้ว แถมหลายปีหลังมานี่ยังลงทุนทำธุรกิจเลยต้องไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านกับกรุงเทพฯ
มีช่วงนี้แหละที่มันบอกว่าพักงาน กลับมาอยู่บ้านยาวๆ หลังจากที่ก่อนหน้านี้วุ่นอยู่กับธุรกิจ
“เล็กกะเรียนแบบพื้นฐานเฉยๆ ไม่ได้อยากเรียนแบบจริงจังสักหน่อย”
“เออน่า เรียนไปก่อน” อัณณพจับศีรษะน้องสาวโคลงไปมา เข้าใจว่ามันไม่ได้เจอกับจิรัชมาหลายปีเลยอาจจะมีความรู้สึกเกร็งๆ กันอยู่บ้าง เพราะปกติสองคนนี้ก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันอยู่แล้ว
“ถ้าครูคนอื่นว่างเขาอาจจะมาสอนแทน ไอ้ขุนมันก็งานเยอะ คงไม่ได้สอนเอ็งตลอดหรอก”
ภิรดาถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่จริงมีเรื่องอยากคุยกับขวัญฤทัยด้วย กลัวว่าเพื่อนจะไม่สบายใจถ้ารู้ว่าเธอต้องมาเรียนกับจิรัช เธอแค่อยากยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าวินาทีนี้ความรู้สึกเก่าๆ มันเลือนหายไปหมดแล้ว
บอกตามตรงว่าอยากโฟกัสกับชีวิตตัวเองมากกว่า เรื่องของหัวใจหรือความรักตอนนี้เธอวางตำแหน่งไว้หลังสุดเลย
“เล็กถามอะไรหน่อยสิ ทำไมพี่ใหญ่ถึงต้องมาขลุกอยู่ค่ายมวยเกือบทุกวัน” เธอนึกว่าพี่ชายตัวเองเป็นครูสอนมวยที่นี่แล้วด้วยซ้ำ แต่เจ้าตัวออกปากเองว่าไม่ได้เป็น
ถ้างั้นมาทำอะไรเกือบทุกวี่ทุกวัน?
“เลิกถามซอกแซกได้แล้ว นู่น...ไอ้ขุนมันยืนรออยู่โน่น” คนเป็นพี่กอดคอน้องสาวแล้วดึงเข้าหาตัวก่อนที่จะถามอะไรมากไปกว่านี้
เพราะมัวแต่สนใจคำบอกของอัณณพ หันมาอีกทีก็ไม่เจอพี่ชายตัวเองแล้วไม่รู้ว่าปลีกตัวแยกออกไปตั้งแต่ตอนไหน
ตอนนี้ยังไม่เก้าโมงตรงด้วยซ้ำ แต่จิรัชมายืนรอแบบนี้มันให้ความรู้สึกเหมือนเธอต้องมาเข้าค่ายยังไงชอบกล
ชายหนุ่มยืนกอดอกในขณะที่นัยน์ตาคมกริบสำรวจนักเรียนอย่างถี่ถ้วน สวมเสื้อยืดกับกางเกงวอร์มขายาว ผมเผ้ามัดรวบสูง ไม่มีสร้อย ต่างหู เหมือนเมื่อวาน อย่างน้อยก็ถือว่าเตรียมตัวมาดีกว่าที่คิด
“ก่อนจะเริ่มเรียน ฉันอยากถามบางอย่างกับเธอ” แต่การที่หญิงสาวเตรียมตัวมาดีขนาดนี้มันเลยยิ่งเพิ่มความสงสัย
“ทำไมอยู่ๆ ถึงอยากเรียน”
“ไม่ได้อยากค่ะ” ภิรดาตอบไปตามความจริง “แต่เล็กต้องเรียนเพราะความจำเป็น”
“หาเรื่องมาเรียนเองมากกว่ามั้ง”
ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นอยากจะเรียน นี่กลับมาไม่ทันไรก็วิ่งแจ้นมาถึงที่นี่ เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าตัวมีเหตุผลหรือจะงัดข้ออ้างอะไรขึ้นมา
“มานึกอยากจะเรียนเอาป่านนี้ น่าเชื่อตรงไหน?”
“เล็กต้องไปเรียนต่อ ที่บ้านเลยอยากให้เรียนเรื่องพวกนี้ไว้ก็แค่นั้นเองค่ะ” อย่าบอกนะว่าจิรัชคิดว่าเธอมาที่นี่เพราะอยากเจอเขาน่ะ “หรือพี่ขุนคิดว่าเล็กมาเพราะจุดประสงค์อื่น?”
“เหอะ!” คนตัวโตแค่นหัวเราะ “อย่าร้อนตัว”
เธอเนี่ยนะร้อนตัว!
“คำนั้นห่างไกลจากเล็กมากค่ะ” หญิงสาวแค่นหัวเราะเลียนแบบดูบ้าง ในขณะที่อีกฝ่ายหน้าตึงแถมยังขมวดคิ้ว “ที่จริงถ้าพี่ขุนไม่เต็มใจจะสอน ให้คนอื่นมาสอนเล็กก็ได้”
ก็บอกแล้วว่าเธอเรียนกับใครก็ได้ เขาไม่จำเป็นต้องอยากเอาชนะเธอกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ด้วยซ้ำ
“คิดว่าคนอื่นเขามีเวลามานั่งสอนเธอหรือไง” ที่พ่อโยนหน้าที่นี้ให้เขามันก็เป็นเพราะคนอื่นติดภารกิจอื่นกันหมด
“โตจนป่านนี้แล้วยังแยกแยะไม่เป็น”
