บทที่ 3 3
“เป็นอะไรของมัน” คนเป็นพี่ส่ายหน้าไปมา อุตส่าห์รีบสับเท้ากลับมาเพราะกลัวน้องจะรอนาน
“แต่ให้มันลอยกับเพื่อนก็ดี ลอยพร้อมกูถ้าเกิดกระทงแยกไปคนละทาง เดี๋ยวมันก็เครียดอีก”
จิรัชนึกระอากับสิ่งที่ได้ยิน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ภิรดาเป็นลูกแหง่อย่างที่เขาว่ามา ลอยกระทงทั้งทียังมานั่งกังวลกลัวว่ามันจะแยกจากกัน
ชีวิตนี้คงไม่ต้องทำอะไรแล้วมั้ง!
ภาวิกาถึงกับต้องถอยหลังกลับมาสามสี่ก้าว เมื่อเห็นลูกสาวคนเล็กกำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟา
“ใกล้จะเที่ยงแล้วนะน้องเล็ก วันนี้หนูไม่เอาปิ่นโตไปให้พี่ใหญ่เหรอ”
ปกติแล้ววันหยุดในช่วงเวลานี้ภิรดามักจะรับหน้าที่หิ้วอาหารกลางวันไปให้อัณณพที่ค่ายมวย ‘ศิษย์ราชันย์’
“เล็กฝากพี่ไจ๋เอาไปให้แล้วค่ะแม่” เด็กสาวเงยหน้าตอบมารดาพร้อมรอยยิ้ม
“สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลย เป็นอะไรหรือเปล่าลูก” สีหน้าดูซีดเซียวกว่าปกติ คนเป็นแม่เลยใช้หลังมืออังหน้าผากลูก
“ตัวก็ไม่ร้อนนี่”
“เมื่อคืนเล็กน่าจะนอนดึกไปหน่อยค่ะ”
การโกหกพ่อแม่มันบาปภิรดารู้แก่ใจ แต่จะให้บอกเรื่องที่เป็นสาเหตุจริงๆ ก็คงไม่ได้
อันที่จริงก็ผ่านมาเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้วหลังจากวันลอยกระทง แล้วก็เป็นจำนวนวันที่เธอได้นอนคิดแล้วก็ตกตะกอนอะไรหลายๆ อย่าง
นอกจากครอบครัวแล้วภิรดาไม่เคยมีความรักกับคนอื่นมาก่อน ความรู้สึกที่เธอมีต่อจิรัชอาจจะเป็นเพียงความชอบที่ยังไม่พัฒนาเป็นความรัก แต่การโดนปฏิเสธกลับสร้างความเจ็บปวดแก่เธอไม่น้อย
เขาเรียกว่าอะไรนะ...อาจจะเป็นความผิดหวังกระมัง
คนเราพอแอบหวังอะไรสักอย่างแล้วมันไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ย่อมเสียใจเป็นธรรมดา อีกอย่างการที่เราจะสมหวังกับรักครั้งแรกมันอาจจะเป็นเรื่องยากเกินไป
ยอมรับว่าคำพูดของจิรัชทำให้เธอสะอึกไม่น้อย แต่พอย้อนถามตัวเองก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นอย่างที่เขาว่ามาจริงๆ นั่นแหละ
ริมฝีปากบางแค่นยิ้มกับความรักครั้งแรก ยังไม่ทันจะได้สารภาพความรู้สึกด้วยซ้ำแต่โดนอีกฝ่ายจับได้แล้วก็ชิงปฏิเสธแบบไร้เยื่อใยเสียก่อน
ยิ่งไปกว่านั้นความจริงที่น่าเศร้าใจก็คือคนที่จิรัชหมายปองกลับกลายเป็นคนใกล้ตัวของเธอเสียนี่ ไม่รู้ว่าเธอนิสัยเสียเกินไปหรือเปล่าที่ไม่ยอมบอกเรื่องนี้กับเพื่อนตัวเอง
มันอาจจะเป็นความเห็นแก่ตัวบวกกับความอิจฉาที่พยายามกดไว้ให้ลึกที่สุดของใจ คิดเพียงว่าถึงเธอไม่บอกยังไงเจ้าตัวก็คงสารภาพบอกเองนั่นแหละ
เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเธอไง...
ถึงจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องของตัวเองก็เถอะ แต่ตอนนี้ภิรดายังคิดว่าเธอนั้นขี้ขลาดเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับความจริงได้
ขวัญฤทัยพยายามติดต่อหาเธอตั้งแต่จบวันงานลอยกระทง แต่เป็นเธอเองที่ไม่รับสายแล้วส่งข้อความบอกไปว่าไม่สบาย
บอกตามตรงว่าเธอไม่อยากรับรู้และไม่อยากได้ยินอะไรที่เกี่ยวกับจิรัชอีกแล้ว ดูจากรูปการณ์ที่เพื่อนพยายามโทรหากันแบบนั้น มันก็เป็นไปได้ว่าจิรัชอาจจะหาโอกาสสารภาพความรู้สึกกับขวัญฤทัยไปแล้ว
ภิรดารู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ถูกต้องเพราะขวัญฤทัยไม่ผิดอะไร แต่จะให้เธอทำเหมือนไม่เป็นอะไรก็คงยาก
เพราะงั้นทางที่ดีช่วงนี้เธอควรให้เวลาจัดการกับสภาพจิตใจของตัวเองก่อน
หลายวันที่ผ่านมาภิรดาปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้าโศกเต็มที่ อาจจะต้องรักษาบาดแผลทางใจสักพักใหญ่ๆ แอบรักมาตั้งหลายปีจะให้หายในเร็ววันคงเป็นไปได้ยาก
อกหักรสชาติแบบนี้เองสินะ...เพิ่งเข้าใจก็วันนี้
กำนันหมานสังเกตมาหลายวันแล้วว่าลูกคนเล็กมีท่าทีแปลกไป เลิกเรียนกลับมาก็เอาแต่ขลุกอยู่ในห้องนอนถึงเวลาถึงออกมากินข้าว แวะเล่นกับแมวสักพัก อ้อนพ่อกับแม่อีกนิดหน่อยก็ขอตัวกลับห้องต่อ
ตลาดที่ชอบเดินเล่นซื้อของจุกจิกกลับมาบ้านก็ไม่ค่อยไป ไกลสุดที่ไปตอนนี้น่าจะเป็นสวนมะม่วงที่ลูกแวะไปสอยกับเมียเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน
ถึงจะยิ้มแย้มพูดคุยปกติ แต่ดวงตาคล้ายไม่สดใสเหมือนแต่ก่อนเท่าไร ลูกทั้งคนเขาเลี้ยงมากับมือ ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม อะไรผิดแผกไปทำไมเขาจะมองไม่เห็น
“ไอ้ใหญ่”
กำนันหมานใช้ตีนสะกิดลูกชายที่นั่งโซ้ยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ข้างๆ อาหารที่ดีมีคุณค่าทางโภชนาการมันเสือกไม่กิน
“มึงแกล้งอะไรลูกสาวกูหรือเปล่า”
อัณณพมุ่นหัวคิ้วกับข้อหาที่ได้รับมาหยกๆ รีบเคี้ยวของที่อยู่ในปากก่อนกลืนลงคอแล้วตอบ
“ใครจะไปแกล้งมัน โอ๊ย!” ขยับไม่ทันเลยโดนเหยียบเต็มตีน
“มึงเรียกน้องดีๆ เดี๋ยวได้โดนหลังแหวน!” ใช้กำลังส่วนล่างสั่งสอนไปแล้วยังไม่พอ เตรียมง้างมือจะฟาดอีกรอบ
“ไม่ค่อยรักลูกลำเอียงเลยนะครับตาหมาน” อัณณพบีบเสียงตามความหมั่นไส้กับตาชั่งที่โกงซึ่งหน้า เรียกลูกชายว่ามึงแต่เรียกลูกสาวว่าน้อง
ดูก็รู้ว่าใครมันลูกรักของกำนันหมาน อันที่จริงพ่อเขาไม่ได้เป็นกำนันนานแล้ว แต่หลายๆ คนยังติดเรียกคงเพราะชินปากไปแล้วกระมัง
