บทที่ 13 บาสเกตบอล
“รับมือยากเหรอคะ… แบบเรื่องมากทำนองนั้นเหรอ”
“ยายนั่นน่ะมากกว่านั้นอีก เป็นพวกคุณหนูชอบบงการ พี่คิณต้องกลับบ้านกี่โมง ต้องคุยกับเธอกี่ชั่วโมง ห้ามเข้าใกล้ผู้หญิงเกินสองเมตร”
“คนเราจะมีกฎมากมายขนาดนั้นได้เหรอคะ”
“ใช่ไหม ตอนนั้นเมนิลพาลมาหาเรื่องพี่ ไอ้คิณมันเลยเลิก เอาไปคุยทั้งคณะว่าพี่ไปแย่งแฟนนาง” พี่ธิดาแอบเบะปากก่อนจะหันไปทางสนาม นิสัยห้าวหาญ พูดตรงไปตรงมาของหญิงสาวรุ่นพี่ทำเอาฉันอึ้งตะลึงไปเลย แต่ยังไม่อึ้งเท่ารุ่นพี่สุดสวยที่ฉันมองเขาเป็นไอดอลมาตลอดกลับไม่ตรงปกเลยสักนิด
“พี่ธิดาคะ”
“ว่าไงจ๊ะ”
“คือว่า” ฉันยกมือลูบท้ายทอยด้วยความรู้สึกประหม่า “พี่คิณมาแล้วค่ะ”
ฉันรีบชี้ไปที่สนามบาสเกตบอลด้วยความตื่นเต้นจนลืมไปชั่วขณะว่าเมื่อครู่อยากจะถามอะไรกับพี่ธิดา เสียงกรี๊ดลั่นสนามส่งเสียงเชียร์ไปยังนักกีฬาที่เดินเรียงรายกับเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง
พี่คิณในตอนนี้อยู่ในชุดนักกีฬาบาสฯ สีแดงในร่างสูงโปร่งของพี่เขาดูดีขึ้นมาจนหัวใจของฉันแหลกเหลวไปหมด ใบหน้าหล่อมีเหงื่อประปรายเสริมให้พี่เขาดูดีอย่างประหลาด ทั้งยังสวมใส่ผ้าคาดศีรษะที่เป็นลายเกียร์สัญลักษณ์ของคณะเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากข้างนามกันเป็นแถบ ๆ
“แก พี่คิณหล่อเวอร์ ไม่กรี๊ดหน่อยเหรอ” มนเขย่าแขนฉันด้วยความตื่นเต้นพลางส่งสายตามองไปทางสนามอย่างปลาบปลื้ม
“ฉันกรี๊ดไม่ออกว่ะแก รู้สึกเหมือนจะลอยเลยอะ”
“เกินไปละ” มนว่าอย่างหมั่นไส้ก่อนจะหันไปทางวิ “แกก็อีกคนเงียบเชียว”
ฉันชะโงกหน้าผ่านมนไปมองวิที่ยืนกอดอกนิ่งแต่สายตากลับจับจ้องไปที่สนามอย่างไม่วางตา
“ก็น่าสนใจดีนะ” หญิงสาวว่าพลางยกยิ้มอ่อน ฉันกับมนรีบหันไปมองทางสนามที่มีนักกีฬามากหน้าหลายตาทั้งฝั่งวิศวะฯ และฝั่งแพทย์โดยที่ไม่รู้ว่าคนที่เพื่อนสาวพูดถึงมันหมายถึงใคร
ก็หล่อหมดเลยนี่หว่า
“เบอร์ไหนจิ้มมาสิ ฉันไม่รู้นะยะ” มนว่า
“เบอร์สิบสอง” ทั้งฉันและมนต่างจับจ้องไปที่ชายหนุ่มที่วิบอก
“คณะแพทย์นี่ สักได้ด้วยเหรอ” มนเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เพราะแบบนี้ไง ถึงได้น่าสนใจอะ”
“แกไม่ชอบคนพี่มีรอยสักไหมใช่เหรอ” ฉันหันกลับมาถามวิ
“ก็ตอนแรกโฟกัสแค่หน้านี่นา”
“สาว ๆ เขาเริ่มแข่งแล้วนะ” พี่ธิดาว่าก่อนจะมองไปยังสนาม นักกีฬาเริ่มแยกตัวออกจากกันตามตำแหน่งที่แต่ละทีมวางแผนกันไว้ แน่นอนว่าฉันยังคงจับจ้องไปที่พี่คิณสุดหล่อของฉัน พี่เขาสวมเสื้อเบอร์หก และแน่นอนว่าต่อไปเบอร์หกจะเป็นเบอร์ที่ฉันชอบมาก
“เฮ้ย ไอ้คิณสู้เว้ย” พี่รามิลร้องตะโกนเชียร์เพื่อนรักอย่างสุดเสียง ทั้งสองทีมต่างแย่งลูกบาสเกตบอลกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ก่อนที่พี่คิณจะเข้าไปแย่งลูกบาสฯ ได้แล้วเลี้ยงลูกเข้าไปใกล้ห่วงของฝั่งตรงข้าม
พลั่ก
เฮ้ย ฉันอุทานออกมาอย่างตื่นตกใจยามที่พ่อหนุ่มเบอร์สิบสอง วิ่งเข้ามาแย่งลูกไปจากมือพี่คิณแล้วโยนเข้าฝั่งของคณะวิศวะฯ อย่างง่ายดาย
“ว้าว อย่างเท่อะ” ฉันหันขวับไปมองวิที่เอ่ยชมพ่อหนุ่มคนนั้นอย่างออกนอกหน้านอกตา
“แกเป็นใคร คายเพื่อนฉันออกมาเดี๋ยวนี้นะ” มนว่าพลางจ้องมองเพื่อนรักด้วยสายตาสับสน
“เราเคยบอกแล้วไง คนที่ใช่ แค่มองก็รู้สึกใช่” วิยักคิ้วพร้อมอมยิ้มอย่างร่าเริง
“ไอ้คิณทำแต้มได้แล้วเว้ย” พี่รามิลร้องตะโกนพร้อมเสียงเชียร์ที่ดังกึกก้อง ฉันหันไปมองแผ่นคะแนนที่ถูกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามความสูสีของเกม
ทั้งสองคณะ ต่างแข่งกันอย่างไม่มีใครยอมใครผลัดกันเสียผลัดกันได้แต้มจนคะแนนไล่ตามกันมาติด ๆ
“พี่คิณสู้เขานะคะ” ฉันไม่อาจละสายตาจากรุ่นพี่หนุ่มไปได้เลย ยิ่งเวลากำลังใกล้หมดลงในขณะที่ทั้งสองฝั่งมีคะแนนที่เท่ากันพอดิบพอดี
“นิดา” พี่ธิดาสะกิดฉันก่อนจะโน้มตัวเข้ามากระซิบที่ข้างใบหู “ตะโกนดัง ๆ เลยเชื่อพี่”
“จะดีเหรอคะ”
ฉันหันมามองรุ่นพี่สาวด้วยเพื่อขอความมั่นใจ พี่ธิดาพยักหน้าก่อนจะหันไปมองในสนามแล้วร้องเชียร์เสียงดัง ฉันสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดเรียกความมั่นใจ
“พี่คิณ สู้ ๆ นะคะ” ฉันตะโกนออกไปลั่นสนามแม้เสียงจะกลืนไปกับเสียงดังกึกก้องของคนอื่น ๆ ในโรงยิม แต่มีแวบหนึ่งที่พี่คิณหันมาหาต้นตอของเสียงจนสบตาเข้ากับฉัน ฉันรีบโบกไม้โบกมือพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างไปให้หนุ่มรุ่นพี่
ไม่รู้ว่าฉันตาฝาดไหมแต่ว่า ฉันเห็นพี่คิณยิ้มตอบก่อนจะวิ่งเข้าไปแย่งลูกบาสฯ จากมือของคู่ต่อสู้
เวลานับถอยหลังสิบวินาทีสุดท้าย ทำเอาหัวใจของฉันลุ้นระทึกจนแทบจะหยุดหายใจ
ร่างสูงโปร่งดันตัวเองให้กระโดดขึ้นก่อนจะโยนลูกบาสฯ ให้ลอยออกจากมือตรงเขาไปหาห่วงของคู่ต่อสู้
ฉันมองตามลูกบาสฯ ลูกนั้นจนเผลอเปิดริมฝีปากเหวอ
ปึก
เสียงลูกบาสฯ ลงห่วงหล่นสู่พื้นก่อนเสียงกริ่งหมดเวลาจะดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ทำเอากองเชียร์ของคณะวิศวะฯ เฮลั่นกันไปตาม ๆ กัน
“กรี๊ดดดด” ฉันเผลอส่งเสียงออกมาด้วยความดีใจก่อนจะหันไปกอดมนที่ยืนอยู่ด้านข้าง เราทั้งสามกอดคอกันกระโดดไปมาด้วยความดีใจ
“นิดา ๆ” พี่ธิดาดึงเสื้อฉันให้กลับมายืนข้างพี่เขา ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองคนพี่อย่างงุนงง สายตาของพี่ธิดาจับจ้องไปอีกฝั่ง ฉันรีบหันไปมองตาม พี่เมนิลยืนอยู่ที่ขอบสนามพลางถือน้ำเย็นแล้วหันไปบิดตัวอย่างเคอะเขินกับกลุ่มของตัวเอง
“พี่ธิดามีอะไรหรือเปล่าคะ” ฉันเอ่ยถาม
