บทที่ 10 ตอนที่ 6 จะเลิกหาเรื่องได้หรือยัง
ตอนที่ 6
จะเลิกหาเรื่องได้หรือยัง
หนึ่งเดือนต่อมา การดำเนินงานในการทำละครเรื่อง และแล้วเราก็ได้รักกันก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่เจ้าน่านรักต้องไป ๆ มา ๆ จากบ้านไปบริษัท Temerfilm ต่อจากนั้นก็กลับมาที่คาเฟ่ในสวนธารรักและท้ายที่สุดก็วนกลับมาที่บ้านริมน้ำพิงรัก วนลูปอยู่เช่นนี้จนเวลาผ่านพ้นไปถึงหนึ่งเดือน
และสิ่งที่วนลูปอีกอย่างคือภัคคินัยก็ยังคงหาเรื่องแกล้งเธออยู่ทุกครั้งไป เขายังคงหาเรื่องและถามถึงเรื่องลูกอยู่เช่นนั้น แต่ทุกครั้งก็ไม่ได้รุนแรงเท่าครั้งที่เจอกันใหม่ ๆ ซึ่งมันก็ทำให้เธอเบาใจลงไปได้บ้าง แม้มันไม่ได้มากแต่ก็ ‘ลงบ้าง’ นั่นแหละ
“ขอบคุณนะคะคุณบุที่มาส่ง ลำบากคุณบุเกือบทุกวันเลยช่วงนี้”หญิงสาวก้มลงที่หน้าต่างของรถฝั่งคนนั่ง เธอรู้สึกซาบซึ้งกับน้ำใจของบุรีเสียเหลือเกิน ต่อให้ต้องเอ่ยขอบคุณไปตลอดชีวิตเธอก็ยินดีจะทำ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมยินดีไปรับไปส่งคุณน่านทุกวันเลยนะ”บุรียังคงเดินหน้าจีบต่อ แม้จะแค่ไปรับไปส่ง แต่แค่นี้เขาก็ดีใจมากแล้ว
“งั้นฝากฮันนี่ด้วยนะคะ”เธอไม่ได้ตอบกลับ เพียงแต่ยิ้มให้แล้วหันไปโบกมือให้ธารรักและขวัญตาก่อนที่รถหรูของบุรีจะแล่นออกไป เธอยิ้มให้กับรถคันนั้นจุดพ้นสายตาก็หันหลังกลับมาและก้าวเดินเข้าไป
“ยิ้มหวานเชียวนะ ผู้ชายมาส่งเหรอ?”
เดินมาได้ไม่ทันไร เสียงทุ้มเข้มอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นใกล้ ๆ กับตัวเธอ
“ผมถาม ทำไมไม่ตอบ?”แต่พอเธอทำเมินเหมือนว่าคนพูดไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ เสียงก็ดังเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนเธอนึกว่าเสียงของเขาอยู่เพียงแค่ด้านหลังของเธอเท่านั้น
แน่ล่ะว่ามันเป็นอย่างที่เธอคิด เขาอยู่ด้านหลังแบบประชิดตัวเธอจริง ๆ
“คุณ! ทำแบบนี้เดี๋ยวพนักงานเขาก็เห็นกันหมดหรอก”ทันที่หันมองก็ถอยห่าง บางทีเธอก็สงสัยนะว่าทำไมเขาถึงได้มาทำงานเช้านัก ปกติก็น่าจะเข้าประมาณ สี่โมงเช้า ไม่ก็สิบเอ็ดโมงเลย แต่นี่บางวันคงมาพร้อมรปภ.กะเช้ากระมัง
ถ้าเขาไม่ได้เป็นผู้บริหาร เธอก็จะนึกเข้าข้างตัวเอง ว่าเขามารอหาเรื่องเธอ
“ทำไม? จะเห็นก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ผัวเก่าอยู่ใกล้ทำเป็นรังเกียจไปได้”
“แฟน! แฟนเก่าค่ะ ไม่ใช่ผัว คุณไม่มีสิทธิ์ได้เป็นสามีของฉันหรอก”ว่าจบเสียงลิฟต์ก็ดังขึ้น เธอรีบหันเดินเข้าไปในลิฟต์โดยที่มีเขาเดินตามเข้ามาด้วย
“ทำไมจะไม่มี ในเมื่อลูกก็ยังเคยมีด้วยกันเลย”
“แล้วไหนบอกว่าพ่อของลูกไม่ได้สนใจที่จะเลี้ยงดูไง ที่เห็น ๆ นั่นไม่เรียกว่าสนใจเหรอ”เขาเอ่ยถามขึ้นลอย ๆ หน้าไม่มองแบบนี้เธอล่ะหมั่นไส้
“นี่! คุณไม่ตอบผมอีกแล้วนะ”
“คุณไม่ได้มองหน้าฉัน ฉันก็นึกว่าคุณคุยกับตัวเอง”เธอตอบกลับ แต่เธอก็ต้องตกใจ เมื่อเขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้เธอจนเธอไม่ทันได้ตั้งตัว “มองแล้ว คราวนี้จะบอกได้ยัง?”
“ฉันไม่จำเป็นต้องตอบเรื่องส่วนตัวกับคนแปลกหน้า”เธอยิ้มให้อย่างเหนือกว่าจน
ภัคคินัยถึงกับเหวอไป ประจวบเหมาะกับที่ลิฟต์เปิดออก ทำให้เขาต้องหยุดการกระทำทุกอย่างแล้วยืดกายตรงเช่นเดิม
แม้ในใจจะหงุดหงิดที่ได้เห็นภาพนั้น...
แต่มันก็หงุดหงิดจริง ๆ !!
เขาไปคิดมาแล้วว่าเขาควรจะให้คุณก้องไปสืบว่าลูกของเจ้าน่านรักตอนนี้เรียนอยู่ที่ไหน และเธอกับลูกอาศัยอยู่กับใคร อะไร อย่างไร เพราะต่อให้เขาถามเธอเป็นร้อยเป็นพันครั้งว่าเธอฆ่าลูกของเขาและเธอจริง ๆ หรือเปล่า เธอก็ไม่มีทางตอบเขาแน่ ๆ
แม้จะมาคิดได้ในตอนที่ทำรุนแรงกับเธอไปแล้วก็เถอะ
“เดี๋ยวก่อนน่าน”เขาเดินตามเธอออกมาจากลิฟต์
“คุณน่าน”เธอหันกลับมา
“คุณให้ฉันเรียกคุณว่าคุณภัค คุณก็ควรจะเรียกฉันว่าคุณน่าน หรือคุณเจ้าน่านรักเหมือนกันค่ะคุณภัคคินัย บริษัทของคุณสนับสนุนความเท่าเทียมไม่ใช่เหรอคะ อย่ามาทำเป็นฉันทำได้แต่คนอื่นทำไม่ได้แบบนี้จะดีกว่า เดี๋ยวภาพลักษณ์ของผู้อำนวยการมันจะแย่เอา”ถึงแม้ว่ามันจะฟังแล้วแปลก ๆ แต่การรักษาระยะห่างในตอนทำงานมันย่อมดีที่สุด ทุกคนจะได้ไม่สงสัยในตัวเธอและเขา อีกอย่างเลิกกันไปขนาดนี้ เขาก็น่าจะมีคนรักใหม่ไปนานแล้ว ที่มายุ่งวุ่นวายกับเธอ มันก็คงเป็นแค่เรื่องไม่เป็นเรื่องเท่านั้นแหละ
“มันไม่เกี่ยวกันสักหน่อยนะคุณ”เขาเถียงกลับ อย่าคิดจะมาใช้ไม้นี้กับเขาเลยจะดีกว่า มันไม่ได้ผลหรอก
“แล้วแต่คุณจะคิดแล้วกัน ฉันขี้เกียจจะเถียง”แต่การเถียงก็ไม่ได้ผลสำหรับเจ้าน่านรักเหมือนกัน เธอทำถอนหายใจ หลังจากนั้นเธอก็มองเขาเป็นธาตุอากาศในตอนที่อยู่กับคนอื่น
แต่ตอนที่ต้องพบกับพีรกรมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องคุยกับเขา
นี่ขนาดเพิ่งกลับมาเจอกัน เขายังกวนทั้งใจและประสาทของเธอได้มากขนาดนี้ ถ้านานเข้ามันจะไปสุดที่ตรงไหนกัน อยากจะบ้าจริง ๆ
“เดี๋ยวงานในส่วนนี้ พี่น่านค่อย ๆ ดูไปด้วยนะคะ ถ้าติดปัญหาอะไรตรงไหนบอกพวกหนูได้เลยค่ะ”ทีมงานสาวจากฝ่ายของพีรกรเอ่ยขึ้นหลังจบการประชุม ส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องแคสติ้งนักแสดงแล้วเลยต้องเครียดขึ้นมาหน่อย
“ได้ค่ะ แต่พี่คงไม่ได้เข้าไปยุ่งอะไรมาก พี่ค่อนข้างมั่นใจในฝีมือของพวกน้อง”เธอยิ้มให้และมองเอกสารรายละเอียดรายชื่อนักแสดงที่เข้าข่ายตรงกับบทบาทของตัวละคร ซึ่งแต่ละคนก็ถือเป็นดาราระดับดาวเด่นทั้งนั้น
แต่ก็ต้องเข้าใจว่า Temerfilm และ ช่อง TC นั้นมีพื้นที่วงการค่อนข้างใหญ่ ระดับ Temerfilm จะทำละครหรือซีรี่ย์และรายการวาไรตี้ทั้งทีก็ต้องออกมาดีและสมบูรณ์ที่สุด ทำให้ทุกคนไว้ใจที่จะร่วมงานด้วย ที่สำคัญพนักงานที่นี่เก่งกันมาก ๆ ไม่หลุดมาตรฐานกันสักคน
“ขอบคุณนะคะที่ไว้ใจพวกเรา พวกเราจะทำออกมาให้ดีที่สุดเลยค่ะ ถ้าการแคสติ้งและการประสานงานเป็นไปได้ด้วยดี หนูจะแจ้งพี่เป็นระยะ ๆ นะคะ งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้ว หนูขอตัวไปดำเนินงานก่อนนะคะพี่น่าน สวัสดีค่ะ”คนอายุน้อยกว่ายิ้มให้และยกมือไหว้ ส่วนเธอก็ไม่มีอะไรต้องทำที่นี่แล้วจึงจัดแจงตัวเองให้เรียบร้อยก่อนเดินออกไป
“เฮ้ย! คุยเพลินจนถึงเวลาส่งข้าวกล่องแล้วเหรอเนี่ย”แต่พอมองไปที่นาฬิกาบนข้อมือแล้วก็ถึงกับต้องร้อนรน ในขณะเดียวกันภัคคินัยที่เดินบ่น ๆ คุณลัคนามาได้ยินเข้าพอดี
ที่บ่นเป็นเพราะข้าวกล่องไม่มาส่งสักที
แต่เขาว่าเขาเจอตัวแม่ครัวของคาเฟ่สวนธารรักเข้าแล้วล่ะ
“ส่งข้าวกล่อง? คุณทำข้าวกล่องขายด้วยเหรอ?”ชายหนุ่มเอียงคอโน้มลงมาข้างหูของคนที่มองไปที่ถนนด้วยท่าทีที่ลนลานเหมือนกำลังทำอะไรไม่ถูก
“คุณ! มาแบบนี้อีกแล้วนะ”เจ้าน่านรักถอยห่างเขาอีกครั้ง ภาพฉายซ้ำเหมือนตอนเช้าไม่มีผิด แต่ภัคคินัยก็ไม่ได้สนใจ เขายืดตัวตรงและกอดอกยืนมองเธอ
“ผมถามแค่นี้ต้องตกใจถึงกับเหงื่อตกเลยเหรอ”
“คุณช่วยดูอากาศเมืองไทยด้วยก็ดีนะคะ อย่าหลงตัวเองนักเลย”
“คุณนี่ปากร้ายจริง ๆ ผมนับถือเลย”เขาเอ่ยประชด
“ว่าไงล่ะ? คุณทำข้าวกล่องขายด้วยเหรอ?”
“อย่ามาทำท่าเหมือนจะจับผิดฉันนักได้ไหมคะ”
“ผมไม่ได้ทำท่าเหมือนจับผิดซักหน่อย ผมว่ากำลังจับถูกอยู่ต่างหาก”
“จ..จับถูกอะไร”
เขามองคนที่เสียงเริ่มสั่นอยู่ครู่หนึ่งก็คว้ามือของเจ้าน่านรักเดินมาที่รถของตนโดยไม่ได้สนใจสายตาของพนักงานที่เดินออกมาเพื่อออกไปทานอาหารกลางวัน
“คุณเป็นอะไรเนี่ย! ปล่อยฉันนะ ฉันจะกลับบ้าน!”หญิงสาวพยายามสะบัดมือของชายหนุ่มตรงหน้าออก แต่มันก็ไม่เป็นผล เขาดันเธอให้เข้าไปในรถยุโรปหรูก่อนจะรีบเดินขึ้นไปนั่งด้านคนขับโดยที่เธอยังคงพยายามที่จะเปิดประตูรถออกไป
“ไม่ต้องพยายามหรอก ถ้าผมไม่เปิดให้ยังไงคุณก็ไม่มีทางได้ออกไปหรอก”
เขากล่าวพร้อมโน้มตัวมารัดเข็มขัดให้กับคนที่นั่งอยู่และขับรถออกไปโดยที่ไม่สนใจว่าเธอจะพูดหรือจะถามเขาว่าอะไร
“หยุดรถเดี๋ยวนี้นะ!”
“ไม่หยุด”
“คุณจะพาฉันไปไหน?!”
“คุณภัค!”
“อยู่นิ่ง ๆ เถอะน่า”
“แต่มันจะออกนอกเมืองแล้วนะ ฉันต้องรีบกลับไปที่ร้า..”
“ยอมรับแล้วล่ะสิ”
“คุณ!”เจ้าน่านรักขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด ในที่สุดเขาก็ทำให้เธอเผยไต่ออกมาได้ คราวนี้เธอได้แต่นั่งเงียบไปจนเห็นป้ายบอกทางเขียนว่า ‘จังหวัดนครปฐม’
ภัคคินัยพาหญิงสาวมาที่จังหวัดนครปฐม รถหรูหยุดอยู่ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง และมันก็เป็นที่ที่คุ้นเคยของเธอกับเขา...
รีสอร์ทศิราเป็นรีสอร์ทขนาดใหญ่ที่ติดกับแม่น้ำสายใหญ่และมีธรรมชาติล้อมรอบ ส่วนภายในก็มีบ้านไม้หลังเล็กหลังใหญ่ตามราคาปะปนกันไป บรรยากาศก็ร่มรื่นด้วยต้นไม้ดอกไม้ที่ถูกปลูกไว้รอบ ๆ
“สวัสดีค่ะคุณภัค วันนี้เข้ามาดูงานเหรอคะ”ผู้จัดการรีสอร์ทรีบเดินเข้ามาสวัสดีด้วย
สีหน้าที่ยิ้มแย้มก่อนจะหันมายิ้มต้อนรับเธอ
“คุณอ้อนจัดที่พักให้ผมทีนะครับ พอดีผมว่าจะค้างที่นี่สักคืน”
“ได้เลยค่ะ เดี๋ยวอ้อนจัดการให้นะคะ”ภัคคินัยพยักหน้ารับ เป็นอันรู้กันว่าผู้จัดการต้องส่งพนักงานไปทำความสะอาดที่ห้องไหน
“เดี๋ยวนะ มันหมายความว่ายังไง?”
“คุณจะนอนที่นี่ได้ยังไง?”
“ทำไมจะนอนไม่ได้”
“แต่ฉันต้องกลับบ้าน คุณพาฉันมาที่นี่เพื่อที่จะให้ฉันหาทางกลับบ้านเองใช่ไหมห้ะ”
เจ้าน่านรักหันหน้ามาเอาเรื่องหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่ภัคคินัยพูดกับผู้จัดการวัยกลางคน
เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะทำแบบนี้กับเธอจริง ๆ
“ใครมันจะใจร้ายปล่อยให้คุณกลับคนเดียวล่ะ”
“คุณก็ได้ยินที่ผมสั่งคุณอ้อนแล้วไม่ใช่เหรอ”
“สั่ง?”
“หมายความว่าไง?”เธอมองไปที่พนักงานที่กำลังเดินผ่านไปมา ทุกคนต่างยกมือไหว้ภัคคินัยและยังมีอีกคนหนึ่งที่เดินเข้ามาหาเขาด้วย “สวัสดีค่ะคุณภัค”
เสียงของคุณนายศิราเจ้าของรีสอร์ทดังขึ้น ทั้งสองคนต่างยกมือไหว้กันด้วยความนอบน้อมต่อกัน ทำราวกับว่าเป็นพันธมิตร รู้จักมักคุ้นกันดีอย่างไรอย่างนั้นแหละ
แต่เดี๋ยวนะ..?
พันธมิตร..รู้จักมักคุ้น...
“แหม ดิฉันดีใจมากเลยนะคะเนี่ยที่คุณภัคเข้ามารีสอร์ทวันนี้น่ะ จริง ๆ มาบ่อย ๆ ก็ได้นะคะ ดิฉันจะได้เห็นหน้าเห็นตาหุ้นส่วนบ้าง ตามใจคนแก่ให้บริหารคนเดียวแบบนี้มันเหงานะคะ”คุณนายศิราเอ่ยเล่น ๆ ด้วยความสนิทสนม
เพราะตั้งแต่ที่ภัคคินัยเข้ามาเป็นหุ้นส่วนของนางในตอนที่รีสอร์ทกำลังอยู่ใน
ช่วงระส่ำระส่ายจากหนี้สินที่กู้มาในตอนเกิดโรคระบาด ภัคคินัยก็ไม่ค่อยได้เข้ามาดูงานด้วยตัวเอง เขาจะคอยให้คุณลัคนาประสานงานให้เสมอ แต่ก็ไม่ได้ยุ่งกับการบริหารอะไรมาก ปล่อยให้นางบริหารไปแค่ปรับเปลี่ยนระบบนิดหน่อยให้นางบริหารได้สะดวกขึ้นและรีสอร์ทไปต่อได้เท่านั้น
เหมือนจ่ายช่วยเสร็จแล้วก็จบ ภัคคินัยไม่เคยนับว่านี่เป็นบุญคุณเลยสักครั้งทำเอา
คนแก่อย่างนางปลื้มใจ และด้วยความที่นางไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ทำให้นางค่อนข้างที่จะเอ็นดูภัคคินัยอยู่มาก ไม่ว่าเขาจะทำ จะตกแต่งรีสอร์ทใหม่อย่างไร นางก็ไม่คัดค้านหรือออกความเห็นอะไรเพิ่มเติม
“แล้วนี่มากับแฟนเหรอคะ อ้าว! คุณผู้หญิงคนนี้ ดิฉันจำได้ เคยมากับคุณภัคใช่ไหมคะ”คนโดนทักถึงกับสะดุ้ง คุณนายศิราเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร เพราะนางรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเจอเจ้าน่านรักที่นี่เมื่อหลายปีก่อน
ตอนนั้นทั้งคู่เหมือนจะยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย
“ใช่ครับ”ภัคคินัยตอบสั้น ๆ
“คบกันนานขนาดนี้ แต่งงานเมื่อไรเชิญดิฉันด้วยนะคะ”นางว่ายิ้ม ๆ กับภัคคินัยก่อนจะขอตัวออกไปต้อนรับแขกเรื่อคนอื่นที่เพิ่งเดินเข้ามา ทำเอาเจ้าน่านรักถึงกับทำตัวไม่ถูก ปฏิเสธก็ปฏิเสธไม่ทันเลยต้องปล่อยเลยตามเลยให้คุณนายศิราเข้าใจไปแบบนั้นแทน
แต่เธอก็ต้องตกใจอีกครั้งหนึ่งเมื่อภัคคินัยดึงมือเธอให้เดินไปพร้อมกับเขาโดยไม่พูดไม่จา “คุณปล่อยฉัน! ฉันไม่ใช่สิ่งของของคุณนะ”
ร่างสูงพาหญิงสาวเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ของรีสอร์ทศิรา ขณะเดียวกันแม่บ้านก็เดินออกไปพอดี ทำให้ตอนนี้เหลือแค่เธอกับเขาอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยกันสองคน
แต่นี่ขนาดว่าอยู่ในบ้าน ลงกลอนขนาดนี้เขายังไม่ปล่อยมือเธอเลย!
“เดี๋ยวคนอื่นก็มาเห็นหรอกค่ะ”เธอหยุดดิ้นและพยายามพูดอย่างใจเย็น
“อยู่ในบ้านแบบนี้ใครจะเข้ามาเห็นไม่ทราบครับคุณเจ้าน่านรัก?”เขายอมปล่อยมือเธอแต่โดยดีเพราะเห็นว่าเธอไม่ดื้อแล้ว
แต่คนดื้อก็ยังคงเป็นคนดื้อ เมื่อได้โอกาสเจ้าน่านรักจึงรีบขยับเอาตัวเองวิ่งออกมาจนถึงประตู ภัคคินัยจึงรีบอุ้มเธอที่ดิ้นไปมาเข้ามาในห้องนอน ด้วยความที่ภัคคินัยมีเชื้อของคนยุโรปอยู่ในตัวทำให้เขามีรูปร่างที่สูงใหญ่ เจ้าน่านรักที่เป็นคนไทยแท้และตัวเล็กกว่าจึงทำอะไรคนที่อุ้มเธอพาดบ่านี้ไม่ได้มากนอกจากจะใช้มือทั้งสองข้างทุบและข่วนเขาเท่านั้น
“อย่าดื้อได้ไหม”แต่การกระทำทุกอย่างก็หยุดนิ่งไปแบบกระทันหันเมื่อมือหน้าตีเข้าที่ก้นของเธอ นี่เขาคิดว่าเธอเป็นลูกของเขาหรือไงกัน
“นี่คุณ! ฉันไม่ใช่ลูกคุณนะ ว้าย!”
“จะหยุดไหม ถ้าไม่หยุดผมจะตีอีก”
“โรคจิต!”
“โรคจิตเหรอ? นี่! โรคจิตพอไหม”ชายหนุ่มก้มลงไปใกล้สะโพกของเธอ ทำทีเป็นหอมเข้าที่สะโพก จนทำให้หญิงสาวเข้าใจว่าเขาจูบเข้าที่สะโพกของเธอจริง ๆ ทำเอาเธอเหวอไปอีกรอบ
และมันก็ยิ่งทำให้เขาได้ใจ เขาหยุดยืนอยู่ต้องนั้นแสร้งว่าจะทำเหมือนเมื่อครู่
“โอเค ๆ ฉันยอมแล้ว! ย..อย่าทำอะไรฉันเลยนะ”
“หืม มันยังไม่จบแค่นี้หรอกคนสวย”เขากล่าวจบก็วางเธอลงบนเตียง แต่จะเรียกว่าวางก็คงไม่ใช่ เรียกว่าโยนยังจะดีกว่า
“คุณจะทำอะไร”เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ ตัวเธอถอยกรู่ไปอยู่ที่หัวเตียง
“คุณคิดว่าผมจะทำอะไรคุณล่ะ?”
“จะไปรู้เหรอ! แต่ขอร้องล่ะ ไม่ว่าคุณคิดจะทำอะไร คุณหยุดคิดเถอะนะ”
“พาฉันกลับเถอะ ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่”
ซ่า..
ว่าไม่ทันขาดคำ เสียงฝนและเสียงฟ้าร้องก็ดังเข้ามาในโสตประสาทของหญิงสาว
ทั้งภัคคินัยที่ยืนอยู่ปลายเตียงและเจ้าน่านรักที่นั่งอยู่ที่หัวเตียงต่างมองออกไปที่นอกหน้าต่างพร้อมกัน
แต่คนที่ยิ้มรับกับฤดูฝนในครั้งนี้คือคนที่ยืนอยู่ตรงปลายเตียง
“ผมว่าเราคงต้องนอนที่นี่กันจริง ๆ ฝนตกแบบนี้คุณคงไม่บ้าตากฝนออกไปหรอกใช่ไหม?”
“งั้นก็รับปากก่อนสิว่าจะไม่ทำอะไรฉัน”
“ไม่รับปาก”
“คุณมันเป็นคนยังไงกันแน่เนี่ย!”
“ผมต่างหากที่ต้องถามคำถามนั้นกับคุณ”
“นี่คุณพาฉันมาเพื่อพูดเรื่องพวกนี้ที่นี่เหรอ ลงทุนจังเลยเนอะ”
“งั้นคุณก็พูดมาสิ สิ่งที่ผมถามไปทุกอย่าง คุณพูดมา!”ภัคคินัยค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาใกล้เจ้าน่านรัก ใจของเธอเต้นระรัวยิ่งกว่าตอนที่กลัวฟ้าร้องเสียอีก “ผมบอกให้คุณพูด!!”
“ฉันไม่มีอะไรจะพูด!!”
“ทำไมเหรอน่าน? ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องของเราสองคนแท้ ๆ ทำไมผมถึงรู้ไม่ได้เหรอ ตอนที่คุณทิ้งผมไป คุณก็ไปไม่ลา ปล่อยให้ผมตามหาคุณเหมือนคนโง่ พอตอนนี้เราเจอกัน
ผมต้องการคำตอบจากคุณ คุณก็ไม่ให้คำตอบกับผม!”ความเสียใจที่เอ่ออกมาจนล้นอกทำให้เขาดึงตัวเธอให้นอนลงบนเตียงคิงไซส์พร้อมกับคร่อมตัวของเธอไว้ เสียงตกใจและน้ำตาที่เอ่อออกมาของเธอ ไม่ได้ดูน่าสงสารสำหรับเขาเลยสักนิด
“ฉันไม่มีคำตอบอะไรให้คุณจริง ๆ ”เจ้าน่านรักยังคงยืนยันคำเดิมว่าเธอไม่มีอะไรจะตอบ ไม่มีอะไรจะพูด ไม่มีอะไรให้กับคนเหนือร่างเธอทั้งนั้น
เธอมองเห็นความเสียใจของเขา แต่เขาไม่เคยมองเห็นความเสียใจของเธอ สิ่งที่เขาทำวันนั้น เธอยังจำได้ขึ้นใจ
เขาไปกับผู้หญิงคนอื่น...ผู้หญิงที่ดูเหมาะสมมากกว่าเธอร้อยเท่าพันเท่า
ภาพวันนั้นคือสิ่งที่เธอเห็นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะจากกัน แต่ที่เธอไม่เอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีก เพราะเรื่องของเขากับเธอมันจบไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว เธอไม่ใช่คนแบบเขาสักหน่อยที่จะเอาเรื่องเก่า ๆ มาพูดให้เป็นเรื่อง
“คุณเลิกเอาเรื่องของเรามาทำอะไรแบบนี้สักทีจะได้ไหม คุณไม่แคร์ความรู้สึกของผู้หญิงของตัวเองบ้างหรือไง”
