บทที่ 7 ตอนที่ 3 ข้าวกล่อง รสชาติที่คุ้นเคย
ตอนที่ 3
ข้าวกล่อง รสชาติที่คุ้นเคย
ถึงจะได้ออเดอร์ทำข้าวกล่องจากคุณหญิงศรีสมรผู้เป็นลูกค้าในวันนั้นมาแล้ว
แต่รายจ่ายก็อยู่ในช่วงท่วมหัว ถึงได้มาก็ต้องจ่ายออกไป
เงินร้อนดี ๆ มันเป็นแบบนี้นี่เอง
แต่เธอก็ดีใจนะที่เธอจ่ายค่าเทอมของธารรักได้ทันเวลา
นี่สินะ หยาดเหงื่อของคุณจันเจ้าแม่ของเธอ ตอนที่เธอยังเรียนอยู่
เธอรู้ซึ้งแล้วล่ะว่ามันเป็นยังไง
ไม่สิ ไม่ใช่เพิ่งมารู้ซึ้ง
เธอรู้ซึ้งมาตั้งนานแล้ว
แต่สิ่งที่เธอได้รู้อีกอย่างคือ ลูกนี่แหละที่เป็นกำลังใจของเธอ
“คนของคุณหญิงศรีสมรมารับข้าวกล่องค่ะพี่น่าน แหม ถ้ารู้ว่าพี่น่านมารับบทแม่ครัวของร้านแล้วรายได้เข้าแบบนี้ ด้ายน่าจะเชียร์ให้พี่มาทำนานแล้วนะ”เส้นด้ายเดินเข้ามาพร้อมกับอุ้มธารรักเข้ามาด้วย
วันนี้เป็นวันเสาร์ เด็กน้อยจึงงอแงขอมาเล่นที่ร้านด้วย โชคดีที่เจ้าน่านรักทำห้องทำงานไว้ด้านหลัง ธารรักจึงไม่ได้ออกมารบกวนลูกค้าในร้านสักเท่าไร
เพราะเธอคิดเสมอว่า ลูกเราไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน
“แต่ถึงรายได้จะเข้า ก็ต้องจ่ายออกไปเหมือนเดิม”เจ้าน่านรักยิ้มให้รุ่นน้องพร้อมยกถุงข้าวกล่องมาวางไว้ที่โต๊ะให้เส้นด้ายและเดือนถือออกไป โดยที่เธอรับธารรักมาไว้ในอ้อมอกแทน
“แม่ขา~”ธารรักซบลงที่อกของมารดาอย่างออดอ้อน
น้องฮันนี่หรือธารรักเป็นเด็กขี้อ้อน หนูน้อยวัยห้าขวบเศษฉายแววขี้อ้อนนี้มาตั้งแต่อายุสองขวบจนถึงตอนนี้ ยิ่งโตยิ่งขี้อ้อน แถมยังเป็นเด็กดีมากด้วย
“ว่าไงคะ หนูอยากได้อะไร”เจ้าน่านรักเสียงอ่อน
กับลูก เธอมักจะอ่อนโยนเสมอและเธอก็ไม่เคยคิดโกรธลูกเลยสักครั้ง หากทำผิดก็จะสั่งสอนให้รู้จักว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำมากกว่าจะดุด่า
“น้องฮันนี่อยากไปดูสวนดอกไม้ด้านนอกค่ะ แม่ขาพาหนูไปโหน่ย~”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูใส่หมวกก่อนนะคะ แดดมันร้อน เดี๋ยวจะเป็นหวัด”ว่าจบแม่ลูกหนึ่งก็เดินกลับเข้ามาในห้องทำงาน เธอคว้าหมวกปีกกันแดดสำหรับเด็กสีครีมมาใส่บนหัวเล็ก ๆ ของลูกสาวก่อนจะจูงเด็กน้อยออกไปด้านนอกด้วยกัน
และครั้งนี้เธอก็สวนกับคนของภัคคินัยอีกครั้งหนึ่ง
คุณลัคนาเลขาของผอ.ภัคคินัย
“สวัสดีค่ะ คุณเป็นเจ้าของร้านใช่ไหมคะ”คุณลัคนาเอ่ยถามเส้นด้ายที่นั่งอยู่ที่โต๊ะด้านในเคาท์เตอร์คิดเงิน “คุณมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“คือทางเจ้านายฉันเขาอยากสั่งร้านของคุณทำข้าวกล่องหน่อยน่ะค่ะ มีสองส่วนนะคะ ส่วนแรกเป็นข้าวกล่องแบบเดี่ยวค่ะ ส่วนที่สองคือข้าวกล่องกองถ่าย”คุณลัคนาเริ่มอธิบาย เส้นด้ายเองก็เริ่มหาสมุดมาจดงาน
“ส่วนแรกเป็นส่วนของเจ้านายฉันเองค่ะ พอดีว่าเจ้านายฉันเคยมาทานอาหารร้านนี้แล้วประทับใจก็เลยอยากสั่งข้าวกล่องที่เชฟของที่นี่เป็นคนทำ เป็นข้าวกล่องบ้าน ๆ ตามปกติ
เชฟสามารถเรนด้อมเมนูได้เลย เจ้านายฉันไม่ได้แพ้อะไร”
“และส่วนที่สองที่เป็นข้าวกล่องกองถ่าย อยากจะให้ทำอาทิตย์ละครั้งจำนวนไม่เกินยี่สิบถึงสามสิบกล่อง อันนี้เดี๋ยวทางเราจะให้คนส่งรายละเอียดมาให้นะคะ ว่าคนของเรามีใครทานอะไรไม่ได้บ้าง”
“ส่งกี่โมง ที่ไหนคะ”
“ส่งตอนเที่ยงที่ Temerfilm ค่ะ”
....
“ก็ตามนี้แหละพี่น่าน เขาให้เวลาพี่น่านคิดก่อนสักสองวันนะ เผื่อว่าพี่น่านไม่โอเคอะไรแบบนี้ เขาจะได้กะเวลาหาที่อื่นถูก”เส้นด้ายวางรายละเอียดงานที่ปริ้นท์ออกมาไว้ตรงหน้าของ
เจ้าน่านรักในช่วงสองทุ่ม เพราะช่วงนี้แม้จะมีลูกค้ามาจองพื้นที่สังสรรค์ แต่ก็เป็นตอนที่เจ้าของร้านว่างพอดี
เจ้าน่านรักเงยหน้าออกมาจากโน้ตบุ๊คของตนเองด้วยท่าทางที่ง่วงนอนแบบสุดชีวิต
“ห้ะ อะไรนะ?”
“พี่ไหวปะเนี่ย”พอเห็นสภาพหัวยุ่ง ๆ ตาเบลอของรุ่นพี่ รุ่นน้องสาวก็ชะโงกหน้ามาดู
นวนิยายที่เจ้าน่านรักกำลังรีบเขียนอยู่ เห็นแบบนั้นแล้ว เส้นด้ายก็อดที่จะสงสารไม่ได้จริง ๆ
“ไหว..แต่เมื่อกี้ด้ายว่าไงนะ พี่ขออีกที”
“มีออเดอร์เข้า รายละเอียดอยู่ในนี้ ลูกค้าเจ้านี้เขาให้เวลาพี่ตัดสินใจด้วยว่าจะรับหรือเปล่า เพราะดูท่าร้านเราน่าจะมีออเดอร์อาหารเข้าเยอะ”
เจ้าของร้านมองกระดาษเอสี่ที่วางอยู่ก็หยิบมาอ่านรายละเอียด
เมื่อตอนบ่ายเธอเพิ่งเตรียมของสำหรับสังสรรค์ไว้ให้ลูกค้าด้านนอกไป เมื่อเห็นว่าไม่มีออเดอร์เข้าแล้วเธอจึงรีบลงมือเขียนนวนิยายเรื่องใหม่ที่วางแพลนเอาไว้ต่อและระหว่างนั้นก็ต้องกล่อมให้ธารรักนอนหลับไปด้วย เพราะวันนี้เธอน่าจะอยู่ที่นี่ดึกเลยล่ะ
“แต่ถ้าพี่ไม่ไหว ไม่โอเคก็ยังไม่ต้องรับก็ได้นะพี่”
“พี่โอเค แค่ต้องแบ่งน้องส่วนคาเฟ่มาส่วนอาหารหน่อย”
“คนที่ทำอาหาร..ที่พอจะเป็นลูกมือพี่ได้ก็มียายเดือน ยายมิ้มแล้วก็ด้ายนี่แหละ
เออ สองคนนั้นยังนั่งเล่นอยู่ที่ร้าน เพราะเหมากะดึกวันนี้ด้วย เรียกน้องมันเข้ามาคุยเลยไหมล่ะ เดี๋ยวด้ายเรียกเข้ามาให้”เจ้าน่านรักไม่ว่าอะไร เธอพยักหน้าตามที่เส้นด้ายเสนอ
หลังจากนั้น เจ้าน่านรักก็ทำการแบ่งคนใหม่เพื่อกระจายงานให้ครอบคลุมกว่านี้เพื่อที่เธอจะได้ไม่ทำงานหนักมากด้วย อย่างน้อยถึงเดือนกับมิ้มจะไม่ได้อยู่หน้าเตาตลอดเวลาเหมือนกับเธอ แต่ทั้งสองคนก็ช่วยเธอทำนั่นทำนี่ในครัวได้โดยที่เธอไม่ต้องทำเอง อย่างเช่นการเตรียมวัตถุดิบ หรืองานอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการทำอาหาร
เอะ หรือบางทีเธอควรจะเลิกทำคาเฟ่แล้วทำแค่ร้านอาหารดี
แต่ก็นะ เธอทำร้านนี้มาหลายปี สร้างมาเองกับมือ เธอก็อยากให้มันอยู่แบบที่มันเคยอยู่ อีกอย่างลูกค้าก็จำแบบนี้ไปแล้วด้วย
แค่ทำให้มันดีขึ้นก็พอ
.....
เสียงนาฬิกาปลุกดังในตอนเช้า เจ้าน่านรักต้องรีบออกมาตั้งแต่ตีห้าโดยที่เธอต้องฝากธารรักไว้กับพี่แจ่ม ตอนนี้เด็กน้อยยังคงนอนหลับปุ๋ย เธอจึงปล่อยให้ลูกได้นอนหลับอย่างสบายใจ
หญิงสาวออกมาที่ตลาดสดใกล้ ๆ กับร้าน เพราะถ้าอยากได้ของสดและราคาดีก็ต้องมาตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้แหละถึงจะดีและคุ้มค่า แต่ก็นะ มันก็ต้องแลกกับการตื่นเช้าตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นแบบนี้แหละ
เมื่อซื้อของเสร็จก็ต้องเข้ามาที่ร้าน เธอจัดแจงของทุกอย่างในครัว ตรวจเช็คจำนวนของอย่างที่เคยทำ วันนี้เธอต้องทำทั้งข้าวกล่องของลูกค้าคนหนึ่ง และข้าวกล่องกองถ่าย เธอมองกระดาษรายละเอียดแล้วก็นำเอาหมุดตัวเล็กปักกระดาษให้ติดกับกระดานแขวนผนังเนื้อไม้สีครีม
“ข้าวกล่องของลูกค้าหนึ่งคน..ไม่มีรายละเอียด? ทานอะไรก็ได้?”
“ทำไมรู้สึกว่ามันทำยากกว่าไอ้ที่มีรายละเอียดเยอะกันล่ะเนี่ย”
เป็นเรื่องจริงของคำว่า ‘อะไรก็ได้’ มันยากกกว่าการจำกัดนั่นนี่เสียอีก เพราะเธอเองก็เดาใจลูกค้าไม่ถูกซะด้วย ทำไปแล้วจะถูกใจเหมือนตอนที่มาทางที่ร้านหรือเปล่า
แต่เอาเถอะ มันจะแค่ไหนกัน การทำอะไรยาก ๆ ก็ถือว่าเป็นการฝึกตัวเองไปด้วย ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไรเลย “งั้นทำอะไรง่าย ๆ ไปก่อนแล้วกัน”
เมนูที่เธอคิดมีอยู่แค่เมนูเดียว แล้วมันก็สามารถมัดใจใครหลายคนไว้ได้
‘หมูทอดสูตรเด็ดของเธอ’
....
“ข้าวกล่องมาแล้วค่ะท่านผอ.”คุณลัคนาผายมือไปที่โต๊ะแก้วใส่ภายในห้องทำงานของเจ้านาย ภัคคินัยมองข้าวกล่องไม้สีอ่อนพร้อมห่อด้วยผ้าลายสก็อตขาวแดงผูกเป็นปมสวย พร้อมกันนั้นยังมีช้อนและส้อมไม้สอดไว้ใต้ปม ส่วนข้าง ๆ กล่องข้าวก็มีซองใส่กระดาษทิชชู่และขวดน้ำเปล่าวางไว้
“มาตรฐานร้านใช้ได้เลยนะ”เขาบอกเลขาสาว ซึ่งการเอ่ยปากออกมาแบบนั้นของเจ้านายทำให้เลขาสาวโล่งใจไป เพราะการเอ่ยเช่นนี้ นั่นแปลว่าภัคคินัยพอใจกับการบริการของร้านนี้มาก
ชายหนุ่มนั่งลงเขามองและแกะปมของผ้าห่อออก สายตาพลันเห็นกระดาษโน้ตสีชมพูอ่อนแปะไว้ด้วย มือหนาดึงเอาโน้ตที่แปะไว้ที่ฝากล่องขึ้นมาอ่าน
‘ทานให้อร่อยนะคะ ^^’
ข้อความถูกเขียนด้วยลายมือ เป็นลายมือที่คุ้นตา แต่เขาก็คงจะคิดไปเองอีกเช่นเคย ลายมือแบบนี้ การเขียนแบบนี้ ใคร ๆ ก็เขียนได้ ไม่จำเป็นจะต้องมีแค่เจ้าน่านรักสักหน่อย
รวมถึงการจัดข้าวกล่องแบบนี้ด้วย
“คุณลัค ตอนลงไปเอาข้าวกล่อง ใครเป็นคนมาส่ง”
“เจ้าของร้านให้เด็กที่ร้านมาส่งน่ะค่ะ ท่านผอ.มีอะไรรึเปล่าคะ?”
“เจ้าของร้าน? เจ้าของร้านชื่ออะไร?”
“เอ..เท่าที่ฉันจำได้ ได้ยินพนักงานในร้านเรียกว่าพี่เส้นด้ายนะคะ”
“แล้วเธอก็เป็นคนรับรายละเอียดทุกอย่างเองด้วย น่าจะใช่นะคะ”
“ผู้หญิงคนนั้นมีไฝรองรับน้ำตาหรือเปล่า”
“ไฝรองรับน้ำตาเหรอคะ?”คุณลัคนานิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เท่าที่หล่อนจำได้คนที่หล่อนคุยด้วยไม่มีไฝหรือจุดบนใบหน้าเลยสักที่ “ไม่มีเลยค่ะ”เธอตอบ
“แล้วหน้าแม่ครัวล่ะ คุณเห็นบ้างหรือเปล่า”
“ไม่เลยค่ะ วันที่ไปติดต่อก็ไม่เห็นแม่ครัวเลย”
“อืม คุณไปพักเที่ยงเถอะ ขอบคุณมากครับ”
คุณลัคนาก้มโค้งให้และเดินกลับออกไปด้วยความฉงนใจ เหลือเพียงภัคคินัยที่ยังคงนั่งอยู่บนโซฟา
เขาเปิดกล่องข้าวเที่ยงของตนเองดู กลิ่นข้าวเหนียวหมูทอดโชยหอมออกมาชวนให้คนที่ได้กลิ่นน้ำลายสอ เขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
มือหนาหยิบเอาข้าวเหนียวหมูทอดเข้าปาก คำแรกที่ได้ลิ้มรสทำให้เขานิ่งสนิทไป
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยได้ทานหมูทอดของร้านนี้ แต่พอทานเป็นครั้งที่สองมันยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าเขาเคยทานรสชาตินี้จากที่ไหน... ‘จากเจ้าน่านรัก’
หญิงสาวในชุดนักศึกษามายืนรอคนรักอยู่ที่ใต้อาคารคณะบริหารธุรกิจในเวลาพักเที่ยง ในมือของเธอถือร่มกันแดดสีดำพร้อมกับถุงผ้าใส่ของจำเป็น
“มาแล้ว!”นั่งอยู่ไม่นานนัก ชายหนุ่มที่เพิ่งลงมาจากตึกเรียนก็แยกจากเพื่อนวิ่งเข้ามาหาเธอ ทั้งสองคนยิ้มให้กันและพากันไปนั่งอยู่ที่โต๊ะกลมสำหรับนั่งกันสองคน หญิงสาวนำข้าวกล่องออกมาให้คนรัก เขามองข้าวกล่องในมือแล้วก็ยิ้มรับมา “น่านทำให้ฮานส์เหรอ”
“อื้อ น่านตั้งใจทำมาให้เลยน้า พอดีน่านเห็นว่าช่วงนี้ฮานส์ไม่ค่อยเจริญอาหารน่ะ ก็เลยลองทำสูตรนี้ดู เผื่อว่าฮานส์จะเจริญอาหารขึ้นมาบ้าง ขอบอกเลยว่าข้าวเหนียวหมูทอดสูตรนี้เป็นสูตรเด็ดของน่านเอง ขนาดแม่ลองแล้ว แม่ยังยกนิ้วให้น่านเลยนะ ฮานส์ลองทานดู”หญิงสาวว่าพร้อมเปิดข้าวกล่องตรงหน้าของชายหนุ่ม และยื่นอาหารป้อนเข้าปากของเขาไป
“เป็นไง”
“อืม...”ชายหนุ่มเล่นตัว ทำเป็นนึกจนคนรักลุ้นตามไปด้วย
“อร่อยมาก”
“เอาจริง ๆ ฮานส์ไม่ค่อยได้ทานอาหารไทยเลยนะ แต่ทานแบบนี้ค่อยดีหน่อย
ข้าวเหนียวหมูทอดสูตรเด็ดของน่านช่วยฮานส์ได้เยอะเลย”
“นี่อวยกันหรือเปล่าเนี่ย อย่าอวยน่านเพราะกลัวว่าน่านจะโกรธนะฮานส์ ไม่อร่อยก็บอกว่าไม่อร่อย คนเรามันต้องพัฒนา”
“ฮานส์พูดจริงทุกคำ อร่อยฮานส์ก็บอกว่าอร่อย”
“แต่ว่าน่านเป็นคนแรกเลยนะที่ทำข้าวกล่องมาให้ฮานส์ แล้วฮานส์ก็อยากให้เป็นคนแรก คนเดียวและคนสุดท้ายที่ทำข้าวกล่องให้ ทำทุกวันแล้วก็ทำตลอดไปด้วย”เขายิ้มบอก คำพูดของเขาเปรียบเหมือนน้ำหวานให้คนตรงหน้าชื่นใจและอดไม่ได้ที่จะหยิกแก้มนิ่มที่กำลังเคี้ยวตุ่ย ๆ ของเขาด้วยความเอ็นดู
“หืม~ คลั่งรักจังเลยนะเราเนี่ย”
“ว่าแต่ฮานส์ น่านก็พอ ๆ กัน คลั่งรักเก่งเหมือนฮานส์น่ะแหละ”
พอนึกถึงตรงนี้ น้ำตาก็ผล็อยลงอีกครั้งหนึ่ง ลูกเสี้ยวอิตาลีหนุ่มทานไปน้ำตาไหลไปจนต้องตั้งสติและทานมันไม่ให้เหลือแม้แต่นิดเดียว
เขาคิดว่ารสชาตินี้มันคุ้นมากเกินไป
มันบังเอิญมากเกินไปจนไม่อยากจะเชื่อว่าคนทำจะไม่ใช่เธอ
ในเมื่อคุณลัคนาเลขาของเขายังไม่ได้เห็นหน้าแม่ครัวแล้วล่ะก็ เขาก็ยังมีความหวังว่าคนที่ทำจะเป็นคนที่เขาตามหา
....
คาเฟ่ในสวนธารรักตอนนี้ลูกค้ากำลังพากันมาที่ร้านเพราะวันอาทิตย์ถือเป็นวันหยุดที่สุดแสนวิเศษสำหรับทุกคน และมันก็เหมาะแก่การพาครอบครัวมาทานอาหารนอกบ้าน
“พี่น่านคะ มีคนโทรมา”เดือนผู้ซึ่งหูไวตาไวหันบอกเจ้านายในขณะที่ตนเองกำลังหั่นผักอยู่ เจ้าน่านรักตักอาหารที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ลงจานก่อนจะเดินไปคว้ามือถือที่วางอยู่บน
เคาท์เตอร์สเตนเลสและกดรับมันทันที
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อสุจีนะคะ ปลายสายคือคุณนักเขียนน่านนภาใช่ไหมคะ สุจีเป็นตัวแทนจากบริษัท Temerfilm เจ้าของช่อง TC นะคะ”
“พอดีว่าเราได้อ่านต้นฉบับนวนิยายของคุณนักเขียนแล้ว ทางผู้บริหารฝ่ายจัดหาสนใจต้องการที่จะติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายเรื่อง และแล้วเราก็ได้รักกัน ของคุณนักเขียนน่ะค่ะ”
“ไม่ทราบว่าคุณนักเขียนสะดวกมาเซ็นสัญญาการซื้อขายที่บริษัทไหมคะ”
“ห้ะ?! จริงเหรอคะ!..เอ่อ..แล้ว..ค่าลิขสิทธิ์..พอจะบอกได้ไหมคะว่ากี่หลัก?”แม้ว่าจะดีใจที่ปลายสายโทรมาเพื่อบอกข่าวดี แต่เจ้าน่านรักก็ยังลังเลที่จะออกไปข้างนอก อย่างน้อยเธอก็ขอถามหน่อยแล้วกันว่าเงินดีมากพอที่จะให้เธอพาตัวเองเข้าไปในเมืองอีกครั้งหนึ่งหรือเปล่า
ตอนแรกที่ส่งไป นึกว่าจะนัดที่อื่นได้เสียอีก เพราะเท่าที่ได้ยินมาบริษัทนี้สามารถนัดคุยกันนอกสถานที่ได้
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นเลยค่ะ เจ้านายของสุจีใจป้ำอยู่แล้ว บางคนนี่ได้ค่าลิขสิทธิ์ตั้งครึ่งล้านเลยนะคะ อย่างของคุณนักเขียนเนี่ยก็ไม่ต่ำกว่าแสน สองแสนเหมือนกัน เพราะงั้นสบายใจได้เลยค่ะ”ฝั่งนู่นจีบปากจีบคอพูด และเงินแสนทำให้เธอตาลุกวาวได้ไม่ยาก
เธอก็พอจะรู้มานะว่าบริษัทนี้ค่อนข้างใจป้ำกับนักเขียนมากจนมีคนส่งผลงานไปมากมาย แต่ไม่คิดว่าจะใจป้ำได้มากถึงขนาดนี้...ทุนหนาจริง ๆ
แล้วอีกอย่างก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะไม่ไป ข้อเสนอดีขนาดนี้เธอไปอยู่แล้ว เพราะเงินหกหลักมันสามารถทำให้เธอกอบกู้สถานการณ์ซบเซาของร้านให้ผ่านพ้นไปได้โดยไว
“สรุปว่าคุณนักเขียนคอนเฟิร์มหรือเปล่าคะ เรทราคานี้ไม่ค่อยมีใครเขาได้
ง่าย ๆ หรอกนะคะ อีกอย่างผู้บริหารอ่านแล้วถูกใจใช่เลยแบบนี้ ยิ่งยากมากเลยค่ะ”เสียงของปลายสายดังเข้ามาดึงสติเธออีกครั้ง
“ฉันตกลงค่ะ นัดวันเวลามาได้เลย”
....
วันต่อมาหญิงสาวมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบริษัท Temerfilm โดยมีบุรีขับรถมาส่งก่อนไปส่งสองแสบที่โรงเรียน เธอเดินเข้ามาด้านในบริษัท ลังเลอยู่นานกว่าจะเข้าไปถามพนักงานที่ยืนอยู่
“พอดีฉันเป็นนักเขียนที่ทางบริษัทเรียกมาคุยน่ะค่ะ”เธอบอกกับพนักงานสาวที่ยืนอยู่ ส่วนพนักงานสาวเมื่อรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใครก็เปลี่ยนเป็นยิ้มรับอย่างแจ่มใสแทน
“เชิญทางนี้เลยค่ะ”
“นี่คุณลัคนาค่ะ เป็นเลขาของท่านผอ. ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมคุณนักเขียนสามารถถามคุณลัคนาต่อได้เลยนะคะ ดิฉันขอตัวก่อน”
“ขอบคุณค่ะ”
พนักงานสาวพาเธอเข้าในห้องประชุมชั้นบริหารเพื่อเข้ามาพบกับเลขาของผู้อำนวยการซึ่งมีอำนาจมากที่สุดในบริษัทแห่งนี้
แต่ทำไมเธอถึงได้รู้สึกเอะใจแปลก ๆ ปกติแล้วคนที่ต้องคุยควรจะเป็นฝ่ายจัดหาที่ติดต่อเธอไปเมื่อวานไม่ใช่หรอกหรือ? แล้วผู้อำนวยการที่ควบคุมทุกฝ่ายเกี่ยวอะไรด้วย?
“สวัสดีค่ะคุณนักเขียน เดี๋ยวรอสักครู่นะคะ สัญญากำลังมาค่ะ”คุณลัคนาเอ่ยบอก
เจ้าน่านรักพอจะคุ้นชื่อของผู้หญิงตรงหน้า แต่นึกได้ไม่นานก็นึกออกว่าเธอคนนี้เป็นคนไปจ้างเธอให้ทำข้าวกล่องให้กับเจ้านายของหล่อน และกองถ่ายละคร
“สวัสดีค่ะท่านผอ. ท่านรอง”
แต่ผ่านไปไม่นานลัคนายกมือไหว้สามพี่น้องที่เดินเข้ามาพร้อมกัน ทำเอาคนที่ไม่ค่อยพบเจอใครมาตลอดห้าปีถึงกับประหม่า เผลอกำกระโปรงเดรสสีครีมของตนเองเสียแน่นจนเหงื่อออกมือ
“เอ่อ คุณนักเขียนคะ”
“คะ!?”ทันทีที่ลัคนาเรียกและแตะตัวเธอ ทำให้เธอหันหน้าไปหาคนมาใหม่โดยอัตโนมัติ เธอไหว้สวัสดีทั้งสามคนที่ยืนอยู่ตามมารยาท
สองคนรับไหว้ แต่อีกหนึ่งคนกลับนิ่งเป็นหิน
เธอเองก็เช่นกัน
“น่าน”
“ฮ..ฮานส์..”
