บทที่ 8 ตอนที่ 4 การพบเจอ

ตอนที่ 4

การพบเจอ

“คุณลัคออกไปก่อน เดี๋ยวผมสามคนคุยกับคุณนักเขียนเอง”

พีรกรเป็นฝ่ายเอ่ยบอกเลขาของพี่ชายอย่างรีบร้อน เมื่อเห็นว่าทุกอย่างมันเงียบไปจนน่าอึดอัด คุณลัคนาเองก็ฉงนใจอยู่ไม่น้อยที่อยู่ ๆ บรรยากาศในห้องก็เริ่มกดดันขึ้น แน่ล่ะว่าใครจะอยู่ก็อยู่ไปเถอะ หล่อนไม่อยู่แล้วคนหนึ่ง

“เอ่อ..เริ่มได้แล้วมั้งคะ?”ส่วนพรภิภาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับคุณลัคนา แต่ตนเองออกไปจากตรงนี้ไม่ได้แล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อเลยเข้าเรื่องงานไปเลยแล้วกัน อย่างน้อยก็มีเรื่องให้คุย ไม่ต้องมายืนรับแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวพี่ชายแบบนี้

ผู้บริหารทั้งสามคนนั่งอยู่หัวโต๊ะ มีเพียงเจ้าน่านรักที่นั่งอยู่ส่วนด้านข้างซึ่งฝั่งที่ใกล้กับภัคคินัยที่สุด

เขาจะมานั่งตรงนี้ทำไมล่ะเนี่ย!

เธอยอมรับเลยนะ ว่าวินาทีแรกที่เห็นหน้าเขาในรอบหลายปี ใจเธอเต้นแรงยิ่งกว่าอะไรดี เพราะเธอตกใจที่ได้มาพบเขาในสถานการณ์แบบนี้

แล้วแบบนี้เธอจะหนีไปไหนได้

“เรามาเริ่มงานกันดีกว่านะครับ”

พีรกรบอกเหมือนเขาไม่ได้รู้จักเธอมาก่อน เขาเปิดเอกสารรายละเอียดต่าง ๆ ที่พนักงานฝั่งของตนเองเป็นคนกร่อนเพียงส่วนสำคัญออกมาให้ เขาถาม เจ้าน่านรักตอบ ถามมาตอบไปแบบนี้กันอยู่แค่พีรกร พรภิภาและเจ้าน่านรัก ส่วนภัคคินัยยังคงเงียบ

รังสีอำมหิตแผ่ซ่านไปทั่วห้อง เขายังมองอยู่เพียงแค่เจ้าน่านรักที่ยิ้มตอบน้อง ๆ ของเขาและทำเหมือนกับว่าเธอไม่เคยรู้จักกับพีรกรมาก่อน

ไม่ เธอมองเขาเป็นธาตุอากาศไปแล้วด้วยซ้ำ

“แต่งงานหรือยัง”

นี่เป็นคำถามแรกที่ออกจากปากของผู้อำนวยการ ทำเอาสองพี่น้องที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมามองด้วยความรู้สึกที่ต่างกันออกไป

พีรกรเหวอไป ส่วนพรภิภาก็งงไปสิ

“มัน..ต้องตอบคำถามแบบนี้ด้วยเหรอคะ”ส่วนเจ้าน่านรัก เธอเองก็ตกใจกับคำถามของเขาเช่นกัน แต่เธอต้องเก็บทั้งสีหน้าไม่ให้เขารู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่

“ผมถามก็ตอบครับ มันเป็นหนึ่งในคำถาม”เขาพูดด้วยสีหน้านิ่ง ๆ และเปลี่ยนท่าทีเป็นนั่งไขว่ห้างมองหน้าเธอ “ยังค่ะ ฉันยังไม่ได้แต่งงาน”

“แล้วเงินหกหลักนี่พอเหรอครับ?”

“พี่ฮานส์”พีรกรเอ่ยห้าม แต่พอโดนสายตาของพี่ชายมองดุ ๆ มาก็ต้องล่าถอยไป

“คุณเคยได้ไปเยอะกว่านี้ หกหลักนี่ผมว่าไม่พอนะ”เขาว่าต่อ

“สำหรับฉัน ขึ้นชื่อว่าเงิน จะมากจะน้อยก็คือเงิน มันจะพอหรือไม่พอ ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาไปทำอะไรค่ะ”แต่เจ้าน่านรักก็ตอบคำถามได้อย่างไม่มีตก แต่ในใจนี่แทบอยากจะเดินออกไปจากตรงนี้

ไม่ใช่ว่าเธอไม่รับรู้ถึงแรงกดดันนี้ เธอรู้ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่เธอจะเดินออกไปตอนนี้นี่

“เอ่อ ผมว่าเราเข้าคำถามอื่นกันดีกว่านะครับ”พีรกรชิงพูดก่อน

“คือว่า..ช่วงที่ต้องเรียบเรียงเขียนบทละครขึ้นใหม่ ช่วงแคสติ้งนักแสดง ทางบริษัทเราอยากได้แคสที่เหมือนต้นฉบับให้ได้มากที่สุดน่ะครับ เลยต้องให้คุณนักเขียนมาดูงานด้วยตัวเอง คุณนักเขียนสามารถออกความคิดเห็นได้เต็มที่เลยนะครับ เด็ก ๆ ของพวกเราพร้อมจะทำงานกับคุณนักเขียนอยู่แล้ว...แล้วก็ตอนถ่ายละคร คุณนักเขียนอาจจะต้องให้คำปรึกษา ให้ความเห็นกับ

ผู้กำกับด้วย บางทีอาจจะต้องไปที่กองถ่ายละครเลย..ไม่ทราบว่าเรื่องนี้...”

“ส่วนตัวฉันไม่มีปัญหาเรื่องงานที่คุณพูดไปนะคะ แต่มีปัญหาอยู่เรื่องเดียว คือถ้าฉันต้องไปต่างจังหวัดด้วย ฉันอาจจะไปด้วยไม่ได้ไกลนะคะ พอดี..”เธอเว้นวรรคและหันกลับมามองหน้าคนที่กำลังมองเธออยู่

“พอดี...ฉันต้องดูแลลูกด้วยน่ะค่ะ”

แกร่ก!

เสียงปากการาคาแพงในมือของภัคคินัยเกิดตกลงที่โต๊ะประชุมทันทีที่ได้ยินคำตอบจากปากของเจ้าน่านรัก

เขากำลังอึ้ง หูอื้อกับสิ่งที่ได้ยิน

“ไหนบอกว่าไม่ได้แต่งงาน ทำไมถึงมีลูก”

ก่อนที่พีรกรจะถามขึ้นมา ภัคคินัยก็สวนขึ้นมาเสียก่อน ในที่สุดทั้งน้องชายและน้องสาวก็ยอมแพ้ พวกเขาขอตัวออกไปด้านนอกเพราะรับความร้อนที่ออกมาจากตัวพี่ชายคนโตไม่ไหว

ตอนนี้เหลือแค่เขากับเธอแล้วที่อยู่ในห้องนี้

“ตอบมาสิ คุณเงียบทำไม!”

“ฉันบอกว่าฉันไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่มีลูกนะคะ”

หญิงสาวถอนหายใจ จะปิดก็คงปิดไม่ได้แล้ว ถ้าเรื่องนี้มันเกี่ยวกับงาน เธอก็ควรจะต้องบอกไปตามความสะดวกของเธอ

“แปลว่าตอนนี้คุณอยู่กับแฟนของคุณ แบบไม่ได้จดทะเบียน?”

“ฉันเลิกกับเขาไปแล้วค่ะ”

“อ๋อ...”

“ท้องไม่มีพ่อ”

คำนี้คำเดียวเท่านั้นที่ทำให้เธอหันขวับไปมองหน้าเขาได้

ท้องไม่มีพ่อเหรอ..

ไอ้คนเป็นพ่อมันก็นั่งอยู่ตรงหน้านี่ไง!

“ค่ะ ลูกฉันไม่มีพ่อ”

“แต่พ่อแบบนั้น ไม่มีก็ไม่เป็นไรหรอก”

“ก็สมควรแล้วนี่ คุณทำอะไรกับใครไว้ ก็สมควรจะได้รับกรรมนั้น ดีแล้ว! ผู้ชายคนนั้นคงแต้มบุญสูงเหมือนกันนะที่รอดพ้นจากผู้หญิงหน้าเงินแบบคุณได้”

“พูดอีกก็ถูกอีก ฉันมันหน้าเงิน แต่ชีวิตจะก้าวเดินต่อไปได้ มันก็ต้องใช้เงิน และที่ฉันมาที่นี่ฉันมาเพื่อเซ็นสัญญา ฉันมาขายงาน ขายความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้มาเพื่อที่จะมาต่อล้อต่อเถียงกับใคร และถ้าฉันพูดแบบนี้ไปแล้วมันจะทำให้คุณไม่พอใจ ฉันขอโทษด้วยนะคะ แต่ฉันจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ”

“ถ้าคุณไม่อยากร่วมงานกับฉันแล้วก็ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเองก็ยินดีที่จะเดินออกไปจากตรงนี้ทันที เพราะฉันก็ไม่อยากทำให้ใครมาลำบากใจด้วยหรอกค่ะ”เจ้าน่านรักลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีที่พูดจบ แต่ข้อมือของเธอก็เกิดแรงกระตุกขึ้นจากแรงดึงของคนที่นั่งอยู่

“คุณจะไปไหน! อย่ามาคิดหนีกันง่าย ๆ แบบนี้นะ”

“ปล่อยฉันนะ ฉันเจ็บ!”

“คุณเจ็บเหรอ? เจ็บ..เจ็บได้เท่าครึ่งหนึ่งที่ผมเจ็บหรือเปล่า?”

“คุณพูดเรื่องอะไร? คนแบบคุณเจ็บเป็นด้วยหรือไง?!”

“ผมต่างหากที่ต้องถามคุณ แต่ถามไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก คนแบบคุณใช้แค่ปากถามเฉย ๆ ก็คงไม่ได้ คงต้องใช้แค่เงินเท่านั้นแหละ”คำพูดดูถูกออกมาพร้อมกับสายตาที่เจ็บปวด ปากร้ายแต่แววตายังคงไหววูบ เธอไม่เห็นจะเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็นเลยสักนิด

“คุณจะเข้าใจยังไงมันก็เรื่องของคุณเถอะ เอาเป็นว่าวันนี้พอกันแค่นี้”

“ไม่! ผมไม่ให้คุณไป”เขาดันตัวเธอให้ติดกับขอบโต๊ะ หญิงสาวพยายามใช้เข่ากระทุ้งที่ท้องของชายหนุ่มเพื่อที่ว่าเขาจะได้เลิกกักตัวเธอ แต่เขาก็รู้ทันเธอจึงได้กักเธอไว้ทุกช่องทาง ต่อให้ใช้ทีเผลอก็ไม่มีทางที่จะหลุดออกจากการเกาะกุมนี้ได้

“ถอยไปฮานส์!”

“ภัค”

“ห้ะ?”

“คุณต้องเรียกผมว่าคุณภัค ไม่ใช่ฮานส์ คุณไม่มีสิทธิ์เรียกชื่อนี้”

“โอเค คุณภัค คุณถอยออกไปเถอะ ขอร้องล่ะ ถ้าน้องของคุณเข้ามาเห็น มันจะไม่ดีกับตัวคุณนะคะ”เธอพยายามกลั้นเสียงไม่ให้สั่นและใจเย็นกับเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ดูเหมือนว่ากาลเวลาจะทำให้ภัคคินัยตรงหน้าเธอหัวดื้อขึ้นกว่าเมื่อก่อน

หรือไม่เขาก็อาจจะเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ที่เขาว่านอนสอนง่ายในตอนนั้น อาจจะเป็นช่วงโปรโมชั่นอย่างที่ใคร ๆ เขาก็เป็นในช่วงคบกันแรก ๆ กระมัง

แต่ตอนนั้นก็นานมากพอที่จะไม่เรียกว่าโปรโมชั่นแล้ว

เขาอาจจะหมดรักเธอไปแล้วก็ได้

“คุณมีลูก..มีง่ายดีจังเลยนะ”

“คุณมีเหมือนกับว่าไม่เคยผ่านการมีลูกมาก่อน”

“ทำไมคุณถึงได้ใจร้ายกับผมแบบนี้”เขาตัดพ้อเสียงสั่นให้เธอเห็น คิ้วหนาเรียงเป็นระเบียบขมวดผูกเป็นปมบนใบหน้าหล่อ ความเจ็บเผยให้เห็นผ่านดวงตาจนเธอรู้สึกไหววูบตามไปด้วย แต่เธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเขาพูดเรื่องบ้าอะไรกันแน่

แต่ก็ดี ให้เขาคิดว่าธารรักเป็นลูกของคนอื่นก็ดี คนแบบเขาไม่ควรจะเป็นพ่อใครหรอก เขาไม่ควรจะได้เจอกับธารรักลูกสาวของเธอ

“คุณถอยไปได้แล้วค่ะ ที่นี่ไม่เหมาะกับการทำอะไรทุเรศ ๆ แบบนี้หรอกนะ”สุดท้ายเธอก็ผลักเขาออกไปให้ห่างจากตัวเธอ หญิงสาวออกห่างจากโต๊ะประชุมและจัดแจงเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อยก่อนเดินออกไป

ภายนอกยังคงมีพีรกรและพรภิภายืนรออยู่ เจ้าน่านรักเดินออกมา ด้านหลังของเธอมีภัคคินัยเดินตามออกมาด้วย

“เอาเป็นว่าฉันขอยกเลิกแล้วกันนะคะ ฉันไม่ขายแล้ว”เธอบอกกับพีรกรและพรภิภาแทนที่จะหันไปบอกกับผู้อำนวยการของบริษัท แต่พีรกรที่ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจมาก ตอนแรกเขานึกว่าคุยกันเข้าใจแล้วเสียอีกถึงได้เดินออกมากันแบบนี้ ส่วนภัคคินัยก็ดุนลิ้นที่กระพุ้งแก้มราวกับจะหาเรื่อง

“ทำไมล่ะครับ!?”

“ฉันแค่ไม่สะดวกใจค่ะ ขอโทษนะคะ”

“เอ่อ! เดี๋ยวก่อนนะครับพี่น่าน เดี๋ยวผมขอคุยกับพี่น่านหน่อยนะครับ”เอาล่ะ ตอนนี้

พีรกรได้หลุดพูดสรรพนามให้น้องสาวคนเล็กได้ยินแล้ว แต่ ณ เวลานี้ เขาไม่ได้สนใจแล้วว่า

น้องสาวจะรู้สึกอย่างไร เขาว่าจบก็พาเจ้าน่านรักออกมาคุยที่ห้องทำงานของตนเอง โดยมีภัคคินัยแอบตามมาด้วยความร้อนรุ่ม

“คุยอะไรกันวะ”

....

ภายในห้องทำงานที่เครื่องปรับอากาศอยู่ในอุณหภูมิที่เย็นเฉียบ

“เชิญนั่งก่อนครับ”ชายหนุ่มผายมือให้ที่เก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะทำงาน เจ้าน่านรักมองหน้าน้องชายของอดีตคนรักก่อนนั่งลงตามที่เขาเชิญ “คือว่าอย่างนี้นะครับ พี่น่านไม่ต้องไปสนใจ

พี่ฮานส์หรอก จริง ๆ ตรงนี้มันเป็นหน้าที่ของผม พี่คิดซะว่าพี่ทำงานกับผมแล้วกันนะ”

“ผมน่ะอ่านนวนิยายเรื่องนี้ของพี่แล้ว แล้วก็ให้คนไปเช็คเอ็นเกจเมนต์[1]มาแล้วด้วย เรื่องนี้เป็นรักโรแมนติก ฟิลกู๊ดหน่อย ๆ ผมว่าถ้าทำเป็นละครน่ะมันน่าจะดีกว่าแค่เป็นนวนิยายนะครับ แล้วมันก็จะทำให้ผู้ชมไปติดตามผลงานของพี่ต่อ พี่มีแต่ได้กับได้เลยนะ”

“ถ้ามองข้ามพี่ฮานส์ไป ถ้าพี่มองว่ามันเป็นธุรกิจ เงินหลักเนี่ย...ผมว่าพี่น่านควรรับไว้

พี่บอกว่าพี่มีลูกไม่ใช่เหรอครับ ค่าใช้จ่ายลูกน่าจะสูงพอตัวเลย”พีรกรพยายามพูดไกล่เกลี่ยให้

เจ้าน่านรักคล้อยตามเขา

และที่ชายหนุ่มตรงหน้าบอกมันก็จริงทุกอย่าง เงินหกหลักที่บริษัทนี้ทุ่มให้มันก็คุ้มอย่างที่เขาบอกจริง ๆ

ถ้าเธอมองข้ามภัคคินัยไป ทุกอย่างมันจะง่ายกว่านี้

“ก็ได้ค่ะ ฉันตกลง”

....

ปึก!

หลังจากเซ็นสัญญาเสร็จ พีรกรก็เดินเข้ามาเอาสัญญาที่มีลายเซ็นของเจ้าน่านรักมาวางไว้ตรงหน้าภัคคินัย ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองน้องชาย โดยมีพรภิภาคอยสังเกตปฏิกิริยาของพี่ชายทั้งสองคน

“พี่รู้ไหมว่ากว่าผมจะเกลี้ยกล่อมให้พี่น่านเธอเซ็นสัญญาได้มันยากแค่ไหน พี่น่านนั่งคิดอยู่นานเลยกว่าจะเซ็น ถ้าไม่เอาเรื่องลูกมาอ้าง เธอก็คงไม่ตัดสินใจเซ็นหรอก”พีรกรนั่งลงบ่นเสียยืดยาว ภัคคินัยพลิกกระดาษไปมาก็ทำหน้าเหมือนไม่ได้อยากได้หญิงสาวมาร่วมงาน

“เออแล้วตอนนี้พี่น่านเพิ่งออกไป ถ้าพี่จะตามไปก็รีบไปดีกว่า”

“ไม่”

“เอ้า”พีรกรถึงกับขมวดคิ้วมองพี่ชาย อะไรของของพี่ชายกันล่ะนี่ ถ้าจะไม่ตามไปแบบนี้ แล้วจะให้เขาวิ่งไปวิ่งมาเพื่ออะไรกัน

“เรายังต้องทำงานกับเธออีกนานไม่ใช่เหรอ พี่มีโอกาสเจอเธออีกเยอะ”

“ถามจริงเถอะ พี่จะทำอะไร เธอมีลูกแล้วนะ”

“แต่เลิกกับสามีไปแล้ว เพราะฉะนั้นพี่จะทำอะไรก็ได้อยู่แล้ว”

“เดี๋ยวก่อนนะ แอนพอจะรู้ละว่าพวกพี่พูดเรื่องอะไรกัน”พรภิภาแทรกขึ้นมา

เธอว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ชายสองคนถึงได้มีท่าทีแปลก ๆ

หญิงสาวเดินสับรองเท้าส้นสูงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพี่ชายสองคนที่นั่งอยู่ เธอหรี่ตามองราวกับจับโกหกของพวกเขาได้ จนพีรกรเลิกลั่กไป “อะไรยายแอน”พี่ชายคนกลางเอ่ยถาม

“เท่าที่แอนเห็น เท่าที่แอนสังเกต ให้แอนเดานะว่าพวกพี่รู้จักคุณเจ้าน่านรักมาก่อน โดยเฉพาะพี่..พี่ฮานส์ พี่กับเธอคนนั้นเคยมีซัมติงกันใช่ม้ะ”

“แล้วพอมีซัมติงกัน รักกันหวานชื่นดี แต่อยู่ ๆ ก็จบกันไม่ดีขึ้นมาทำให้

พี่ฮานส์โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ก็ยังอยากเอาเขาไว้ใกล้ ๆ ”การคาดเดาด้วยเซ้นส์ของผู้หญิงนี่มันแรงจริง ๆ โดยเฉพาะเซ้นส์ของน้องสาวคนเล็ก ทำเอาพี่ชายทั้งสองคนพูดไม่ออก

เพราะที่พูดมา มันใช่ทุกคำ

“....”

“เงียบ”

“เงียบแบบนี้ แปลว่าแอนเดาถูกล่ะสิ แหม แอนก็นึกว่าสกิลการอ่านนิยายของแอนตกลงไปแล้วนะเนี่ย”เธอว่าพร้อมตอบโต๊ะไปฉาดหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้เป็นเพราะว่าเธออ่านหรือเสพอะไรพวกนี้แล้วเดาได้หรอกนะ

แต่ที่เธอมองออกมันเป็นเพราะว่าอาการของพี่ชายคนโตมันออกชัดกว่าใครเพื่อน

ตั้งแต่ที่เจ้าน่านรักหันหน้ามาสวัสดีแล้วน่ะสิ

ตอนแรกก็ไม่มั่นใจหรอก แต่พอดีมันเกิดมีเหตุการณ์ที่ทำให้พรภิภาเข้าใจ คือเมื่อ

เจ้าน่านรักถูกพี่ชายคนกลางพาไปคุยในห้องทำงานส่วนตัว อาการที่เรียกว่า ‘อยากรู้อยากเห็น’

ก็ออกมาเสียเต็มหน้าของพี่ชายคนโต

“มีอะไรทำก็ไปทำไปแอน”ในที่สุดพี่ชายคนโตก็เอ่ยปากพูดออกมาเอง ซึ่งมันก็การันตีได้ทันทีเลยว่าสิ่งที่พรภิภาพูดเป็นความจริงจริง ๆ

“โอเค๊ แอนไปก็ได้ค่ะ แต่แอนขอบอกไว้อย่าง”

“ถ้าพี่จะทำอะไร อย่าทำให้มันเสียงานก็พอ แล้วเรื่องนี้แอนจะไม่บอกแม่”

....

เจ้าน่านรักกลับมาที่ร้านด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก

เธอนั่งลงที่โต๊ะทำงานของตนเองด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดจนเส้นด้ายหรือใครก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยทัก

“หนีมาตั้งไกล ยังวนกลับไปเจอเขาได้อีกนะน่าน”หญิงสาวถอนหายใจออกมา

เธอตัดสินใจเซ็นสัญญาไปแล้ว ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากต้องแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน

เธอต้องมองข้ามภัคคินัยตามที่พีรกรบอก

แต่มันจะได้สักกี่น้ำกัน

“ถ้าเขาไม่ยุ่งกับเรา มันก็ไม่เป็นไรหรอก”

“แต่ถ้าวันหนึ่งเขารู้ว่าฮันนี่เป็น..”พอคิดมาได้ถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้งหนึ่ง เธอล่ะ อยากจะบ้าตายจริง ๆ แต่ก็ว่าอะไรไม่ได้เพราะเธอมันสับเพร่าเองที่ไม่ได้เช็คให้ดีก่อนว่าผู้บริหารบริษัทดังนั้นเป็นใคร แล้วเธอก็ควรจะเอะใจตั้งแต่ครั้งแรกแล้วด้วยว่าทำไมผู้บริหารระดับนั้นถึงลงมาคุยกับนักเขียนได้

“หรือเขาตั้งใจตั้งแต่แรก..”

“ไม่หรอก! เขาจะทำแบบนั้นไปทำไมในเมื่อเขาเอง..ก็ไม่ได้รักเราแล้ว”เจ้าน่านรักตบแก้มตนเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติจนมานึกออกว่าต้องทำข้าวกล่องให้กับลูกค้า เธอจึงรีบลุกขึ้นและเดินเข้าครัวมาทำอาหาร

แต่เมื่อทำเสร็จ พอผูกผ้าที่กล่องข้าวเสร็จเธอก็หยุดชะงัก

เธอเพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างออก

“โอ๊ย แต่ลูกค้าคนนั้นก็คือเขานี่นา! อะไรเนี่ย!”

“มีอะไรหรือเปล่าพี่น่าน”เส้นด้ายรีบวิ่งเข้ามาเมื่อได้ยินเสียงโวยของเจ้าน่านรักอยู่ในครัว เจ้าน่านรักไม่ตอบ ได้แต่มองหน้าของรุ่นน้องสาวจนทำให้อีกคนสงสัยขึ้นไปอีก

“ฮือ! อยากจะร้องไห้ออกมาเป็นเต่าจริง ๆ เลย!”

[1] Engagement คือ ยอดตัวเลขที่ผู้พบเห็น “มีส่วนร่วม” ต่อคอนเทนต์หรือโฆษณาที่แบรนด์ได้เผยแพร่ไปทางแพลตฟอร์ม Social Media ทั้งการมีส่วนร่วมในทางบวก (Positive Feedback) เช่น ยอดถูกใจ (Like), ยอดแชร์ (Share), ปุ่มแสดงอารมณ์ (Reactions), ยอดในการแสดงความคิดเห็น (Comment)

บทก่อนหน้า
บทถัดไป