บทที่ 9 ตอนที่ 5 คาดคั้น

ตอนที่ 5

คาดคั้น

สรุปแล้วเจ้าน่านรักก็ต้องทำข้าวกล่องให้ภัคคินัยต่อไป เพราะก่อนที่จะรับงานนี้เธอได้เซ็นสัญญากับทางผู้ว่าจ้างไปแล้วว่าจะทำข้าวกล่องและข้าวกองถ่ายให้กับบริษัทของเขา และสัญญาก็มีผลถึงห้าเดือน

แล้วเธอก็รับเงินล่วงหน้าครึ่งหนึ่งตามที่ตกลงกับผู้ว่าจ้างอย่างคุณลัคนามาเรียบร้อยแล้วด้วย “สับเพร่าแล้วสับเพร่าอีก เธอนี่มันยังไงกันนะน่าน”

“มีเงินนี่มันดีจริง ๆ ”เธอบ่นอุบอยู่คนเดียว แต่คนที่ได้ยินนี่สิมีถึงสามคน

“วันนี้พี่น่านเธออารมณ์ไม่ดีเหรอพี่เดือน ทำไมบ่นมุบมิบ ๆ อยู่คนเดียว”มิ้ม สาวน่ารักผมสั้นเอ่ยถามเดือนที่กำลังเตรียมวัตถุดิบทำเมนูต่อไปอยู่

“เออ พี่ก็ว่างั้น เห็นนั่งบ่นแถมหน้าบึ้งแบบนี้ตั้งแต่เช้าละ สงสัยประจำเดือนจะมาล่ะมั้ง”

“ใช่เหรอ ปกติพี่น่านก็ไม่เป็นแบบนี้นะ มันเหมือนเครียด ๆ มากกว่า”ทั้งสองคนได้แต่ซุบซิบคุยกันด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าเจ้านายจะไม่สบายเนื้อสบายตัว แต่ก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปถาม จนกระทั่งถึงเวลากลับบ้าน ในหัวของเจ้าน่านรักก็มีแต่เรื่องของภัคคินัยอยู่ตลอด

สลัดยังไงก็สลัดไม่ออกจริง ๆ

....

“แม่ขา เป็นยังไงบ้างคะ เหนื่อยไหมคะ”

เสียงสดใสของธารรักเอ่ยขึ้นมา ในมือเล็ก ๆ สองข้างนั้นถือแก้วน้ำมาให้กับมารดาด้วย ทำเอาคนเป็นแม่ถึงกับซาบซึ้งที่ลูกพยายามที่จะถือแก้วน้ำมาให้ตนโดยที่ไม่ทำหกเลยสักนิดเดียว

“แม่ไม่เหนื่อยเลยค่ะ ขอบใจนะคะคนเก่งของแม่”เจ้าน่านรักรับแก้วน้ำจากลูกสาวมาถือไว้ เธอดื่มน้ำในแก้วนั้นจนหมดและวางมันไว้ที่โต๊ะก่อนจะหันไปขอบคุณพี่แจ่มที่ช่วยไปรับธารรักจากบ้านของบุรีมาให้

เธอมองหน้าลูกสาวที่มีดีเอ็นเอของพ่ออยู่เต็มหน้า

ภาพซ้อนของผู้เป็นพ่อผ่านเข้ามาเสมอเมื่อคนเป็นแม่จ้องมองไป

และนั่นก็ทำให้เธอเจ็บแปลบขึ้นมาในใจจนน้ำตาคลอ ทำให้ธารรักที่เป็นเด็กไม่รู้ประสาเดินเข้ามาเช็ดน้ำตาให้ให้แม่ “แม่ขาร้องไห้ทำไมคะ”

“แม่ขาอย่าร้องไห้เลยนะ เดี๋ยววันนี้น้องฮันนี่จะกล่อมแม่ขานอนเองนะคะ”ธารรักเอ่ยพร้อมกับเดินเข้ามากอดเธอด้วยแขนป้อม ๆ นั้น ทำให้หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะกอดลูกไว้แน่น และนึกไปถึงวันที่เธอรู้ว่าเธอกำลังจะมีเด็กคนนี้เข้ามาในชีวิต

และนึกถึงเขาด้วย

“ฮันนี่คะ ฮันนี่อยากเจอพ่อหรือเปล่า”เธอผละออกจากลูกสาว พยายามกลั้นใจถามคำถามนี้กับเด็กน้อย แม้จะรู้ว่ามันไม่ควรถามแต่เธอก็อยากรู้ไว้ ถ้ามันเป็นความต้องการของ

ธารรัก เธอก็จะให้เขาเจอกับธารรักได้

แต่เธอจะไม่ให้เขารู้ว่าธารรักคือลูกของเขาเด็ดขาด

“พ่อเหรอคะ?”เด็กน้อยเอียงคอมอง นึกไปถึงตอนที่ขวัญตาเรียกบุรีว่าพ่อ และเพื่อนคนอื่น ๆ ที่โรงเรียนก็เรียกผู้ชายที่มาส่งว่าพ่อ อีกทั้งยังเคยได้ยินแม่ของเพื่อนในห้องบอกว่า ครอบครัวควรมีพ่อแม่และลูกอยู่พร้อมหน้ากัน

“อยากเจอค่ะ! น้องฮันนี่อยากเจอพ่อ!”เด็กน้อยกล่าวด้วยรอยยิ้มที่สดใส ความบริสุทธิ์ของเด็กน้อยนั้นทำเอาเธอไม่กล้าที่จะพูดปฏิเสธอะไร เธอได้แต่ยิ้มให้นางฟ้าของเธอก่อนจะพาไปทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ จนกระทั่งถึงตอนเข้านอน เสียงมือถือของเธอก็ดังขึ้น

“ข้อความจากเพื่อนใหม่? ใคร?”ข้อความในไลน์เด้งขึ้นมาในแจ้งเตือนทำให้เธอกดเข้าไป แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนส่งมาก็ถึงกับตาโตด้วยความตกใจ

“คุณภัค?! เขาไปเอาไลน์เรามาจากไหน!?”

“ไปเอามาจากในสัญญาแน่เลย”

‘พรุ่งนี้คุณต้องเข้ามาคุยงานที่บริษัท คุณว่างหรือเปล่า?’

‘ไม่ตอบ? กล่อมลูกนอนอยู่หรือไง’

‘หรือว่าอยู่กับใคร? กลัวผู้ชายคนอื่นรู้หรือไงว่าคุยกับผัวเก่าอยู่’

เธอถึงกับเหวอไปก่อนพิมพ์ตอบ

‘พรุ่งนี้ฉันว่างค่ะ’

‘แต่ตอนนี้ฉันจะนอนแล้ว โอเคนะ’

‘เฮ้ย เดี๋ยว!’

“เขากินอาหารหมามาหรือไง ปากร้ายชะมัดเลย แล้วมาผัวกงผัวเก่าอะไร น่าไม่อาย”

แต่ละคำที่เขาพิมพ์มานี่มันช่างน่าบล็อคเสียจริง ๆ แล้วทำไมเขาต้องเสียสละตัวเองมาบอกงานเธอขนาดนั้นด้วย มันไม่ใช่หน้าที่ของผู้อำนวยการอย่างเขาเลยด้วยซ้ำ

แต่พอเธออ่านไม่ตอบไปไม่ถึงห้านาที เสียงมือถือก็ดังขึ้น เป็นชื่อของภัคคินัยที่ขึ้นมา ทำให้เธอต้องรีบรับสายเพราะถ้าปล่อยไว้ลูกคงตื่นแน่

“คุณมีอะไรอีก”

(โทรมาเฉย ๆ อยากรู้ว่าอยู่กับใคร)

“ต่อมเผือกทำงานรึไง ฉันจะอยู่กับใครแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณไม่ทราบ”

(เกี่ยวสิ ทำไมจะไม่เกี่ยว ผมจะคุยเรื่องงานกับคุณ ไม่ต้องการให้ใครมารับรู้ด้วย)

“ขอโทษนะคะคุณภัคคินัย นี่มันสามทุ่มครึ่งแล้ว คุณจะมาวอแวอะไรกับฉันนักหนา

มีเวลาขนาดนี้ก็เอาเวลาไปพักผ่อนสมองบ้างเถอะ”

(เดี๋ยวนี้ปากร้ายขึ้นเยอะเลยนะ ไม่เห็นน่ารักเหมือนเมื่อก่อนเลย)

“ฉันน่ารักกับคนอื่นเสมอ ยกเว้นคุณ”

“แค่นี้นะ แล้วถ้าคุณยังจะโทรมาอีก ฉันจะบล็อคคุณจริง ๆ ด้วย”

เธอว่าจบก็ตัดสายเขาไป นี่เขาจะกวนประสาทเธอจริง ๆ ใช่ไหมถึงได้มาวอแวทั้งข้อความและโทรมาแบบนี้

“จากนี้ไป ฉันจะเจออะไรอีกกันล่ะเนี่ย”

“แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว”

....

เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าน่านรักถูกภัคคินัยโทรหาเธอเพื่อคุยเรื่องงานในวันนี้ตั้งแต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำข้าวกล่องให้ธารรัก บุรีและขวัญตา ทำเอาเธอต้องใช้หูฟังไร้สายคุยกับเขาไปยาว ๆ จนถึงหกโมงเช้า

ไม่สิ จะเรียกว่าคุยก็ไม่ได้

เรียกว่าเถียงกันไปมาเหมือนพริกกับเกลือ ลิ้นกับฟันเสียมากกว่า

เธอเองก็ไม่คิดเลยว่าอดีตคนรักที่ห่างหายกันไปนาน พอกลับมาเจอกันอีกครั้ง เขาจะพูดจาถากถางได้เก่งขนาดนี้ ถึงแม้เธอจะรู้ว่าภัคคินัยจะเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่เขาก็เป็นคนที่น่ารักสำหรับทุกคนเสมอ แค่ในตอนที่อยู่กับเธอ เขาจะน่ารักมากเป็นพิเศษ

....

และตอนนี้เธอก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องประชุมอีกฝั่งหนึ่งของบริษัท ซึ่งห้องประชุมนี้ตั้งอยู่ในอนาเขตฝ่ายจัดหาของพีรกร ไม่มีทางที่ภัคคินัยจะเข้ามายุ่งได้

ซะเมื่อไรกันล่ะ

พอเปิดเข้ามาก็พบกับคนชอบหาเรื่องนั่งไขว่ห้าง ในมือข้างหนึ่งควงปากกาสุดหรูอย่างชำนาญ อีกข้างถือแฟ้มเอกสารพลางกวาดสายตาอ่านไปด้วย

“สวัสดีครับคุณนักเขียน”เขาเอ่ยทักทั้ง ๆ ที่ไม่ได้หันมามองหน้าเธอเลยสักนิด หญิงสาวกรอกตาไปมา มือจับที่กระเป๋าสะพายข้างไว้ก่อนจะเดินมานั่งตรงข้ามกับคนตรงหน้า

และตอนนี้ก็มีแค่เขาและเธอที่อยู่ภายในห้อง

“แล้วทีมงานของคุณฮันล่ะคะ อยู่ที่ไหน”

“เรียกซะสนิทเชียวนะ”

“ก็เจ้าของชื่อเขาให้ฉันเรียกฉันก็เรียกค่ะ แต่ใครที่ไม่ให้ฉันเรียก ฉันก็ไม่เรียกตามความต้องการของเจ้าของนั่นแหละ”เธอตีมึนตอบเขากลับไป ทำเอาคนฟังถึงกับเผลอจิ๊ปากออกมาด้วยความหงุดหงิดที่อีกฝ่ายมีความสนิทสนมกับน้องชายของตนเองได้มากถึงขนาดนั้น ส่วนเธอก็นั่งนิ่งรอให้อีกฝ่ายเริ่มพูดเรื่องงานเสียที

แต่ความเงียบก็กดดันให้เธอเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน

“ขอโทษนะคะ ฉันมีเวลาไม่มาก เข้าเรื่องเลยดีกว่า”

ชายหนุ่มลอบมองหน้าหญิงสาวครู่หนึ่งก็เหลือบมองไปที่เอกสารในมืออีกครั้ง

“ฉากแรกต้องไปถ่ายที่ทะเล คุณต้องไปกับกองถ่ายด้วย”

“อะไรนะ! แต่ฉันบอกไปแล้วนี่คะว่าฉันต้องดูแลลูก”

“เด็กคนนั้นน่าจะมีพี่เลี้ยงนะ หรือไม่ก็เอาไปฝากไว้กับพ่อของเด็กสิ จะได้ไม่ต้องมัวมาพะวงหน้าพะวงหลังให้เสียงาน”

“พ่อของเด็กคนนั้นไม่เคยรับผิดชอบอะไรหรอกค่ะ เรื่องที่จะเอาไปฝากไว้กับพ่อน่ะเลิกคิดไปได้เลย”

“แล้วแม่คุณล่ะ?”

“แม่ฉัน...แม่ฉันไม่อยู่ ไปต่างจังหวัด อีกนานกว่าจะกลับ”

“ภาระคุณนี่มันเยอะจังเลยนะ คุณก็ได้จากผมไปตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่ใช้เงินที่ได้จากผมไปให้มันเป็นประโยชน์บ้าง อย่างน้อยก็ควรจะเอามันไปจ้างพี่เลี้ยงให้ลูกของคุณสักคนสองคนน่าจะพอถึงตอนที่ลูกคุณโตนะ”

“หรือว่าเอาเงินของผมไปปรนเปรอผู้ชายคนอื่นจนหมด”

“คุณภัคคินัย มันจะมากไปแล้วนะคะ ถ้าคุณเรียกฉันมาด่า ฉันขอตัวก่อน คุยกับคุณแล้วเสียเวลาชีวิต”เธอไม่อาจทนเขาพูดถึงธารรักแบบนี้ได้โดยเฉพาะคำว่า ‘ภาระ’ นี่แสดงว่าเขามองเด็กทุกคนที่เกิดมาเป็นภาระอย่างนั้นสินะ

ก็ดี เธอเองก็จะไม่เอาเด็กที่เขามองว่าเป็นภาระมาเจอหน้าเขาเด็ดขาดเลย

“คุณหยุดเดี๋ยวนี้ ผมยังไม่ได้สั่งให้คุณไป”มือเรียวที่แตะประตูถูกมือหนาคว้าเอาไว้จนร่างของเธอหันขวับมาหาเขา “ปล่อยฉัน!”

ร่างบางพยายามดึงมือของตนเองออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย จะทำอะไรมากกว่านี้ก็ไม่ได้ ถ้าเธอทำร้ายร่างกายเขาขึ้นมา เขาได้เอาเรื่องเธอแน่

หรืออาจจะหาเรื่องเธอมากกว่านี้ก็ได้

“ไม่ต้องมาทำเป็นสำออยหรอกน่า ผมรู้ว่าคุณอยากจะถีบผมออกไปเสียเต็มแรงเลยใช่ไหมล่ะ”

“ถ้ารู้แล้วก็ดี แต่ที่ฉันไม่ทำ เพราะฉันไม่อยากมีเรื่องกับคุณ ปล่อย”

“เรายังคุยกันไม่จบ”

“คุณจะคุยอะไรก็พูดมา รีบพูดให้มันจบ”

“คุณฆ่าลูกของเราจริง ๆ เหรอ”

คำถามเดียวทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงราวกับว่าเมื่อครู่ไม่ได้เกิดการทะเลาะกันมาก่อน เจ้าน่านรักมองแววตาของภัคคินัยที่ส่งมา เขามอง...เหมือนเขากำลังหาอะไรบางอย่างนัยน์ตาของเธอ

ฆ่าลูก? ฆ่าลูกเนี่ยนะ?

เขาคิดว่าเธอทำแบบนั้นจริง ๆ เหรอ?

จริง ๆ เธอไม่มีความคิดนั้นอยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เธอจะท้องในวัยเรียน แต่นั่นเป็นเพราะว่าเธอใกล้เรียนจบพอดี เธอไม่กล้าทำอะไรลูกที่เกิดจากความรักของเธอกับเขา ณ ตอนนั้นหรอก แต่ในเมื่อเขาเห็นว่าธารรักเป็นภาระ มันก็ไม่จำเป็นอะไรที่เขาจะต้องรู้ถึงการมีอยู่ของเด็กคนนี้

“คุณคิดว่าไงล่ะคะ?”เธอยิงคำถามกลับเข้าแสกหน้าของภัคคินัย เธอมองหน้าเขาโดยที่ขอบตาเริ่มมีน้ำตาเอ่อออกมา “ไม่ต้องมาเสแสร้งทำเป็นร้องไห้ขอความสงสาร”

“เพราะผมไม่เคยคิดจะสงสารผู้หญิงอย่างคุณ”

“ฉันไม่เคยร้องขอความสงสารจากใคร คุณเองก็ด้วย”

“แค่ตอบให้มันตรงคำถามของผมนี่มันยากนักหรือไง!”ภัคคินัยเริ่มทนไม่ไหว เขาดันเธอติดกำแพงห้องและออกแรงบีบข้อมือของเจ้าน่านรักจนเธอทำหน้าเหยเกเพราะความเจ็บที่แล่นเสียดผ่านกระดูก “ฉันเจ็บนะ!”

“ฉันไม่รู้หรอกนะ ว่าคุณถามคำถามแบบนี้กับฉันทำไม แต่ที่ฉันไม่ตอบหรือตอบไม่ตรงคำถาม มันเป็นเพราะว่าฉันมีสิทธิ์จะไม่ตอบคำถามของคุณ เรื่องของเรามันจบไปนานแล้ว”

“พอสักที!”

“มันยังไม่จบหรอกน่าน!”เขาสวนขึ้น “เรื่องของเรามันยังอีกยาวไกลเลยล่ะผมจะบอกให้ คุณต้องชดใช้กับสิ่งที่ตัวเองทำ คุณทำอะไรกับผมไว้ คุณต้องรับผิดชอบ!”

“ถ้าทำงานหนักแล้วจะเป็นบ้าได้ถึงขนาดนี้ ฉันแนะนำนะ ไปหาจิตแพทย์ดีกว่า”

“ผมไม่ได้บ้านะ”

“ใช่ คุณไม่ได้บ้าอย่างเดียว คุณมันบ้ามาก บ้าแบบมาก ๆ ต่างหาก!”

“น่าน!”

“นี่มันเรื่องอะไรกันน่ะ!!”

ก่อนที่ไฟจะลามทั่วบริเวณไปมากกว่านี้ พีรกรก็เดินเข้ามาห้ามทัพของทั้งสองคน ทำให้ภัคคินัยยอมปล่อยมือของเจ้าน่านรักและดึงเสื้อของตัวเองให้เข้าที่เช่นเดิม ส่วนเจ้าน่านรักก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่มีคนเข้ามาห้ามเสียที

พีรกรมองหน้าทั้งสองคนสลับไปมาก็คิดเหนื่อยใจ ที่เขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็เป็นเพราะว่าพนักงานของเขาที่มีหน้าที่ต้องคุยเรื่องงานกับเจ้าน่านรักได้ยินเสียงทะเลาะกันเข้าพอดี จึงรีบส่งข้อความมาบอกน่ะสิ เขาถึงได้รีบวิ่งมาจนลืมสูทไว้ในรถแบบนี้

“น้อง ๆ เข้ามาคุยรายละเอียดกับคุณนักเขียนเลยครับ”เขาหันไปที่หน้าประตู พนักงานค่อย ๆ เปิดเข้ามา...ค่อย ๆ เปิดแบบเรียกได้ว่าแทบไม่มีใครกล้าเปิดเลยทีเดียว

“ส่วนพี่ฮานส์”

“พี่มาคุยกับผมหน่อยครับ”พีรกรว่าอย่างเหนื่อยหอบ ภัคคินัยมองหน้าเจ้าน่านรักอยู่ครู่หนึ่งก็ยอมเดินนำหน้าน้องชายออกไปโดยมีเสียงถอนหายใจยาว ๆ จากเจ้าน่านรักตามมาด้วย

....

“ผมว่าครั้งนี้พี่ทำรุนแรงไปนะ”พอมาถึงห้องของรองผู้อำนวยการของพีรกรแล้ว น้องชายคนกลางก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงติเตียนพี่ชายทันที

ที่ต้องใช้น้ำเสียงแบบนี้ เพราะสิ่งที่ภัคคินัยทำ ทำให้พนักงานตกใจและอาจจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าน่านรักตอนไหนก็ได้ คนที่ได้รับผลกระทบที่สุดก็คือเธอ

แต่พีรกรเองก็ลืมไป พี่ชายเขาคงต้องการให้เป็นแบบนั้นเสียมากกว่า

“ก็เจ้าน่านรักไม่ยอมตอบคำถามของพี่ จะให้พี่ทำยังไง”

“แต่มันก็มีวิธีที่ดีกว่านี้นี่”

“ครั้งเนี่ย ผมว่าพี่สติหลุดไปแล้วจริง ๆ มันไม่โอเคเลยนะ”

“พี่ตั้งสติแล้วคิดสักนิดหน่อยก็ดีครับ อย่าเล่นแบบใช้กำลังแบบนี้ พี่ตามหาเธออยู่ไม่ใช่เหรอ? ถ้าพี่เจอเธอแล้วพี่จะทำแบบนี้ ผมฟันธงได้เลยว่าพี่น่านเธอได้หนีหายจากพี่ไปอีกแน่ ๆ ”

“แล้วคราวนี้พี่คงได้ตามหาเธอตลอดชีวิตของจริง”

“แล้วพี่ถามเธอว่าอะไรล่ะ?”

เมื่อเห็นว่าพี่ชายนั่งเงียบฟังสิ่งที่เขาพูดเฉย ๆ พีรกรจึงนั่งลงข้างพี่ชายแล้วถามอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง “ถามว่าเธอฆ่าลูกของพี่กับเธอจริง ๆ เหรอ...ก็แค่นั้น”

“แต่เธอก็ไม่ตอบ พี่เลยใช้กำลัง?”

“พี่ไม่ได้ใช้กำลังนะ มันก็แค่...”

ภัคคินัยเงียบ เขาหยุดนิ่งไปเหมือนเพิ่งได้สติกลับคืนมาว่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยใช้กำลังกับเจ้าน่านรักเลยสักครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาทำแบบนี้ ยิ่งแก้ตัวก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

“พี่ควรทำยังไงวะ”เขาเปลี่ยนมาถอนหายใจทิ้งพร้อมลูบหน้าตนเอง

“พี่ลองคิดดี ๆ สิว่าพี่ควรจะทำยังไงต่อ จะคาดคั้นเอาคำตอบจากเจ้าตัวอย่างเดียวอยู่แบบนี้หรือจะทำยังไง ผมว่าฉลาด ๆ แบบพี่น่าจะคิดได้ไม่ยากนะ”

....

เจ้าน่านรักรีบเดินออกมาหลังจากที่คุยงานเสร็จ สรุปงานแรกที่เธอต้องร่วมงานกับพวกเขาคือการพูดคุยกับนักเขียนบทละครก่อน แต่งานนี้ค่อนข้างสบายหน่อยเพราะเธอไม่ได้เข้ามายุ่งอะไรมาก นาน ๆ ทีถึงจะได้คุย ถ้าฝ่ายเธอไม่พอใจกับบทของตัวละครตัวนี้ก็สามารถปรึกษากันได้

ถึงในนั้นจะมีภัคคินัย แต่เธอก็ค่อนข้างจะชื่นชมในระบบการทำงานของบริษัท Temerfilm ที่เซฟทั้งแฟน ๆ ของนวนิยายและแฟน ๆ คอละครของตนเอง

เขาบริหารและทำทุกอย่างได้ดีจริง ๆ เธอยอมรับ

ติ้ง!

เสียงมือถือดังเข้ามาในโสตประสาทในขณะที่เธอกำลังเดินออกมารอรถประจำทาง

เจ้าน่านรักเปิดมือถือของตนดูก็พบว่า เงินหกหลักตามที่ในสัญญาระบุไว้ได้เข้ามาในบัญชีธนาคารของเธอเรียบร้อยแล้ว

แบบนี้ค่อยเบาใจหน่อย....เธอนึกในใจ ในขณะนั้นก็มีมือ ๆ หนึ่งมาแตะที่ไหล่ของเธอ ทำเอาเธอตกใจสะดุ้งหันไปมอง

“น่าน?!”

“ณิน!”

บุคคลปริศนาที่แตะตัวของเจ้าน่านรัก ที่แท้ก็คือ ‘ญาณิน’ เพื่อนสนิทของเธอตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย สาวเจ้าตรงหน้าเผยความดีใจจนออกมาเต็มหน้าที่ได้พบกับเพื่อนสนิทอีกครั้ง ทั้งสองคนจึงพากันมาที่ร้านกาแฟแบรนด์ดังไกล ๆ กับศาลารอรถประจำทาง แม้ว่าเจ้าน่านรักจะแอบกังวลว่าตนเองจะกลับไปทำข้าวกล่องให้ลูกค้าใจร้ายอย่างภัคคินัยไม่ทัน แต่ในเมื่อเจอหน้าเพื่อนขนาดนี้ก็ขอแวะคุยสักหน่อยก็แล้วกัน

“น่าน! แกไปอยู่ไหนมา!? ฉันพยายามติดต่อแกแต่แกก็เปลี่ยนเบอร์ เปลี่ยนช่องทางการติดต่อทั้งหมด แกเป็นอะไรหรือเปล่า? ทำไมถึงได้หายไปแบบนี้ เพื่อนคนอื่นเป็นห่วงแกนะ รวมถึงแม่ของแกด้วย”ญาณินพูดเสียร่ายยาวหลังจากที่ทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเจ้าน่านรักแล้ว

“แกจะหายไปทั้งที แกจะไม่บอกพวกฉันก็ได้นะ แต่นี่เล่นไม่บอกแม่ด้วย เพราะอะไรทำไมถึงต้องทำแบบนี้”

คนฟังเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบเพื่อนรัก

“ฉันขอโทษนะที่ต้องหนีหายไปแบบที่ไม่ได้บอกได้กล่าวอะไรเลย แต่เมื่อเดือนก่อนน่ะ ฉันเจอกับแม่แล้วล่ะ แม่ตัดสินใจมาหาฉันที่สวนธารรักของคุณตาแล้วไปเจอฉันพอดี ฉันก็เลยได้คุยกับแม่แล้ว”

“งั้นก็ดีแล้ว แล้วแกเป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า ป่วยบ้างไหมเนี่ย”

“ฉันสบายดี แล้วแกมาทำอะไรแถวนี้ เออแล้วพวกแกเป็นยังไงบ้าง”

“พวกฉันน่ะสบายดีย่ะ ฉันมาแถวนี้เพราะต้องมาคุยงานฝ่ายจัดหาของบริษัท Temerfilm พอดีทางบริษัทฉันเป็นสปอนเซอร์ให้เขาในละครเรื่องใหม่น่ะ”

“เออนี่ แกรู้ไหมว่าหลังจากที่แกหายไป ฮานส์ก็พยายามตามหาตัวแกไม่พักเลยนะ

เขาถามทุกคนที่รู้จักกับแก ทั้งสนิทแล้วก็ไม่สนิท รวมไปถึงแม่แกด้วย”

“หรือว่าเพราะฮานส์ที่ทำให้แกหายตัวไป?”

“เขาทำอะไรแก?”

เจ้าน่านรักนิ่งฟังคำบอกเล่าจากเพื่อนสนิท เธอแทบไม่พูดอะไรออกมาเลยในขณะที่ญาณินถามจนในที่สุดเจ้าน่านรักก็เปิดปากเล่าทุกอย่างที่ทำให้เธอหายตัวไป เธอเล่าให้ญาณินฟัง แต่มันติดตรงที่ว่า ญาณินมองออกว่ามันไม่ใช่เรื่องแค่นั้น

“เรื่องที่ฮานส์ทำ มันก็สมควรอยู่หรอกที่แกหนีหายไปเฉย ๆ โดยที่ไม่บอกอะไรเขาเลย แต่แกไม่ได้ปิดบังอะไรฉันแน่นะ?”

“น่าน..เราเป็นเพื่อนกันนะ เป็นอะไรทำไมไม่บอก”ญาณินถอนหายใจและเอื้อมมือไปจับกับมือของเจ้าน่านรักไว้ สีหน้าของหญิงสาวดูก็รู้ว่าเป็นห่วงคนตรงหน้านี้มาก มากจนเจ้าน่านรักสัมผัสได้

“ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมจะบอกใคร ถ้าฉันพร้อม ฉันจะบอกแกเป็นคนแรกเลยนะ ขอบคุณนะที่เป็นห่วงกันมากขนาดนี้”

“ฉันต้องไปแล้ว นี่เบอร์ฉัน ไว้เราค่อยคุยกันนะณิน”เจ้าน่านรักลุกขึ้นไปที่เคาท์เตอร์เธอจ่ายเงินค่ากาแฟให้กับญาณินเป็นการขอโทษและเดินกลับออกไป ส่วนญาณินเองก็มองแผ่นหลังของรูปร่างสมส่วนนั้นจนเจ้าของแผ่นหลังนั้นเดินหายออกไป

เธอก็พอจะรู้อยู่หรอกว่าเจ้าน่านรักมีโลกส่วนตัวสูงแค่ไหน แต่ก็ไม่คิดว่าเพื่อนของเธอจะหายไปเฉย ๆ แบบนี้ กลับมาเจออีกทีก็เป็นสาวสวยผ่องไปเสียแล้ว

....

เจ้าน่านรักกลับมาที่ร้านได้ทันเวลา แต่วันนี้เธอคงต้องรีบหน่อยเพราะอีกเดี๋ยวก็ต้องเอาข้าวกล่องไปส่งแล้ว ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ วันนี้เธอจะอ้างว่าไม่สบายแล้วกลับไปนอนที่บ้านก็ยังได้ เพราะวันนี้เขาทำกับเธอเกินไปจริง ๆ

แต่งานก็คืองาน เรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องส่วนตัว ในเมื่อเธอเซ็นสัญญาไปแล้ว เธอก็ต้องทำต่อให้มันจบ ๆ ไป

หลังจากหกเดือนนี้ ต่อให้เขาจะบังคับให้เธอต่อสัญญา เธอก็จะไม่ต่อแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป