บทที่ 19 บท 5.4
ขณะที่กำลังนั่งหนักใจเรื่องเสื้ออยู่ เสียงใส่รหัสผ่านและเปิดประตูก็ดังขึ้น นั่นจึงทำให้วาหันมองไปตามต้นเสียง เพื่อที่จะพบว่าพี่เจ้าได้เดินทางมาถึงแล้ว อีกฝ่ายไม่ได้มาตัวเปล่า แต่ยังหอบหิ้วถุงของจากซุปเปอร์มาร์เก็ตมาด้วย เพียงแค่เห็นเช่นนั้น วาก็รีบลุกขึ้นไปช่วยอีกฝ่ายหอบหิ้วถุงของไปวางไว้เคาน์เตอร์ครัวทันที
“พี่เจ้า สวัสดีครับ”
“สวัสดีครับน้องวา ยังตัวเล็กเหมือนเดิมเลยนะ” หลังอีกฝ่ายวางถุงของเสร็จ พี่เจ้าก็ทักทายกลับตามมารยาทพร้อมกับเอ่ยแซวอย่างในทุกครั้ง
“วาหยุดสูงแล้ว มันได้เท่านี้แหละครับ”
“ฮ่า ๆ” พี่เจ้าหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเอ่ยต่อ “แล้วนี่เป็นไร? ตอนพี่เดินเข้ามา เห็นเราแล้วนั่งคิ้วขมวดอยู่”
“อ๋อ ก็คุณไฟน่ะสิครับให้เสื้อวามา”
“แล้ว?”
“มันแพงเกินไปครับ รวม ๆ แล้วก็ตั้งหลายหมื่น เมื่อกี้วาจะเอาไปคืนเขาก็ถูกไล่ออกมา เพราะคุณไฟกำลังซ้อมบทอยู่” วาริชเอ่ยคล้ายจะระบายความหนักใจเสียมากกว่าและนั่นก็ทำให้พี่เจ้าหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง
“พี่ว่าถ้ามันให้แล้ว วาก็รับ ๆ ไว้เถอะ ที่มันให้…ก็แสดงว่ามันคิดดีแล้วล่ะ”
“แต่มันแพงนะครับ” เขาแย้ง
“แค่นั้น ขนหน้าแข้งไอ้ไฟไม่ร่วงหรอกน่า อีกอย่าง…พวกข้าวของแบรนด์เนม บริษัทเขาก็ส่งมาให้เองไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ครับ”
ข้อดีอีกหนึ่งอย่างของการเป็นคนดังก็คงจะเป็นเรื่องนี้ อันที่จริงจะเรียกว่าแฟร์ ๆ กันทั้งคู่ก็ได้ เพราะต่างฝ่ายก็ต่างได้รับประโยชน์จากมัน เมื่อมีห้องเสื้อส่งเสื้อผ้ามาให้ คนดังก็จะมีเสื้อผ้าแบรนด์เนมใส่โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักบาท ส่วนห้องเสื้อก็จะได้รับการโปรโมตแบรนด์โดยที่ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา
“นั่นแหละ แล้วเราจะคิดมากทำไมเล่า มาช่วยพี่ทำอาหารดีกว่า” อีกฝ่ายว่าพลางตบบ่าวาปุ ๆ ราวกับจะให้เขาเลิกคิดเรื่องนี้
“แล้ววันนี้พี่เจ้าจะทำอาหารเองทั้งหมดเลยเหรอครับ” วาริชเอ่ยถามอีกฝ่ายพร้อมพลิกดูถุงของ เพื่อเช็กว่าอีกฝ่ายซื้ออะไรบ้าง
“ก็คิดว่านะ แต่ถ้าไม่ทันจริง ๆ เดี๋ยวเราค่อยสั่งเพิ่มก็ได้”
หลังคุณไฟใช้เวลาในการซ้อมบทละครสักพักใหญ่ อีกฝ่ายก็เดินกลับมาออกมาด้วยสภาพใส่กางเกงเอวยางยืดขายาวและเสื้อคอกลมสีพื้น ใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอาง ผมที่ไม่ได้ถูกเซ็ตขึ้น ทำให้อีกฝ่ายดูเด็กลงหลายปี นี่ถ้าเราไม่รู้จักกันมาก่อนแล้วอีกฝ่ายมาโกหกว่ายังเรียนมหา’ลัยอยู่ วาก็เชื่อ
“มาตั้งแต่เมื่อไรวะ” คุณไฟถามพี่เจ้า
“ได้เกือบสิบนาทีแล้ว” เมื่อได้รับคำตอบ คุณไฟก็ทำแค่พยักหน้ารับ ก่อนทำท่าจะเดินเข้ามาในครัวเพื่อที่จะได้ช่วยกันเตรียมอาหาร แต่ทว่าเสียงของพี่เจ้าก็ดังขึ้นซะก่อน
“เดี๋ยว ๆ! มึงหยุดอยู่ตรงนั้นเลย เดี๋ยวกูทำอาหารกับน้องวาเอง”
“ทำไม? ก็ช่วยกันทำ จะได้รีบเสร็จไง” คุณไฟเอ่ยพร้อมขมวดคิ้วไปด้วย
“ไม่ต้อง ๆ กูขอยืมแค่ครัวมึงก็พอ คนเยอะมันวุ่นวาย”
“...งั้นก็ตามใจมึงแล้วกัน” เมื่อพี่เจ้าว่าเช่นนั้น คุณไฟก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องนอนอีกครั้ง โดยที่วาลากสายตา มองตามอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง
“แล้ววันนี้เราจะทำอะไรบ้างครับ” วากลับมาให้ความสนใจกับพี่เจ้าอีกครั้ง
“เราจะทำข้าวผัดไข่ ซุปกระดูกหมู ยำแซลมอน แสร้งว่ากุ้งแหละมั้ง พี่ก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่ะ”
“แล้วคืนนี้มีดื่มแอลกอฮอล์ไหมครับ” เขาถามต่อ
“พี่ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะพรุ่งนี้ก็ยังเป็นวันปกติอยู่”
“เมื่อวันก่อนคุณไฟนั่งดื่มคนเดียว... ถ้าคืนนี้มีดื่มกันอีก พี่เจ้าก็ช่วยเตือนคุณไฟให้หน่อยนะครับ”
“มีอะไรหรือเปล่า?”
“ตอนที่คุณไฟเมา เขาโทรเรียกให้วามาหาครับ ถามอะไรแปลก ๆ ซึ่งวาไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นั้นอีก” พอวาริชเอ่ยเช่นนั้น พี่เจ้าก็นิ่งไปสักพักใหญ่
“วาสู้ ๆ นะ” อีกฝ่ายว่า
“...”
“…ทุกเรื่องเลย พี่เป็นเพื่อนไอ้ไฟมานาน ก็พอรับรู้มาบ้างเรื่องความไม่ลงรอยกันระหว่างเรากับมันน่ะ ไหนจะเรื่องเรียกใช้ที่ไม่ดูเวล่ำเวลาอีก นี่ถ้าให้เดาตอนนั้นเราคงหัวร้อนมากใช่ไหม แต่ก็ปฏิเสธอะไรไม่ได้ ต้องมาตามคำสั่งของมัน”
“ครับ ตอนนั้นวาอารมณ์เสียมาก เพราะหลับไปแล้วด้วย” วาริชยอมรับ แล้วถามต่ออย่างใคร่รู่ “ว่าแต่ว่า…คุณไฟเขาเคยเล่าเรื่องผมให้พี่เจ้าฟังด้วยเหรอครับ”
“ก็ไม่ได้ถึงขั้นเล่าอย่างจริงจังหรอก ออกแนวบ่น ๆ กับพี่มากกว่า”
“งั้นวาขอถามได้ไหมครับ ว่าคุณไฟเขาบ่นเรื่องอะไร?”
“ก็บอกว่า…วาดื้อ ไม่ค่อยเชื่อฟัง บางครั้งก็ชอบเถียงจนมันคร้านที่จะพูดด้วย”
“แล้วพี่เจ้าเชื่อคุณไฟไหมครับ”
“บางทีก็เชื่อ บางทีก็รับฟังเฉย ๆ หนึ่งล่ะ…เพราะพี่รู้จักนิสัยเพื่อนตัวเองดีและสองในสายตาพี่ วาเป็นเด็กดีเสมอ”
“ขอบคุณครับ”
“เออ จะว่าไปแล้ว…พี่ลืมซื้อผงทำน้ำซุปว่ะ วาช่วยลงไปซื้อให้หน่อยได้ไหม อยู่ร้านสะดวกซื้อชั้นล่าง น่าจะมีขายอยู่” พี่เจ้าพูด
“ได้ครับ งั้นเดี๋ยววาลงไปซื้อให้เลยนะครับ”
“เออ ๆ ลงไปซื้อเลย เดี๋ยวเราจะได้เริ่มทำซุปกัน”
