บทที่ 8 บท 3.1
ท้องฟ้าไม่เคยแน่นอน… ช่วงสามทุ่มร้อนตับแตกเสียจนวาต้องลุกขึ้นมาจิบน้ำอยู่หลายครั้ง แต่พอพ้นเที่ยงคืนไปได้ไม่เท่าไร ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เสียงฟ้าและเม็ดฝนที่ตกกระทบพื้นดังเคล้ากันไปมา ทำเอาคนที่เพิ่งหลับไปได้ไม่กี่ชั่วโมงต้องสะดุ้งตื่นอีกครั้ง ดวงตากลมโตมองไปยังนอกหน้าต่างและพอเห็นท้องฟ้าสีแดงฉาน วาริชก็ถึงกับนอนไม่หลับ เพราะหลังจากนี้ในอีกไม่กี่ชั่วโมง เขาก็ต้องลุกแล้ว เนื่องจากในวันรุ่งขึ้นคุณไฟมีออกกองที่ต่างจังหวัด
นั่นแปลว่าวาริชต้องตื่นแต่เช้าตรู่…
[มัวทำอะไรอยู่ ทำไมป่านนี้ถึงยังไม่มาอีก] ขนาดได้ยินแค่เสียง วาริชก็รับรู้ได้เลยว่าคนปลายสายกำลังหงุดหงิดเขาเต็มขั้น
“คุณไฟครับ คือ…ตอนนี้ฝนตกหนักมากเลยครับ แถวหอพักผมไม่มีวินฯ ออกมาวิ่งเลย ผมไปหาไม่ได้” วาริชว่าเสียงเครียด คิ้วเรียวขมวดคิ้ว เพราะกำลังคิดไม่ตกว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดี
[ขึ้นวินไม่ได้ ก็นั่งแท็กซี่มาสิ] พอได้ยินคำตอบของคุณไฟ วาก็ถึงกับถอนหายใจอัตโนมัติ นี่ถ้าเขาเรียกแท็กซี่ได้ ก็คงทำไปนานแล้ว ไม่ต้องถึงขั้นให้คุณเขาออกปากหรอก แต่ทว่ามันไม่มีนี่สิ วาริชลองเรียกผ่านแอปพลิเคชันแล้ว แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าใครรับงาน มันถึงได้เป็นปัญหาอยู่ตอนนี้
“ผมลองเรียกผ่านแอปฯ แล้วครับ แต่ไม่มีใครรับงาน” วาริชตอบปลายสาย
[….]
“งั้นเดี๋ยวคุณไฟรอผมก่อนนะครับ ผมจะรีบไปหาให้เร็วที่สุด”
[เดี๋ยว!] จังหวะที่จะกดวาง เสียงของคนในสายก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ครับ?”
[ฉันว่านายส่งโลเคชันมาให้ฉันดีกว่า เดี๋ยวจะให้คนขับรถไปรับเอง... ไม่อยากรอนายแบบไร้จุดหมาย] คุณไฟว่าเสียงห้วน
“ได้ครับ งั้นสักครู่นะครับ” หลังวางสายคุณเขาได้ วาริชก็ถึงกับพ่นลมหายใจออกมา เมื่อกี้เขานึกว่าตัวเองจะถูกบ่นจนหูชาแล้วเสียอีก ข้อหาที่ไปหาคุณไฟช้า แถมอีกฝ่ายยังตื่นก่อนที่วาจะไปถึง แต่ยังดีที่คุณไฟปรานีเขาอยู่บ้าง ไม่งั้นคงได้มีน้ำตาตกในตั้งแต่เช้าแน่
แม้จะถูกคุณไฟเหวี่ยงใส่ตั้งแต่เช้าตรู่ แต่วาก็ต้องขอบคุณที่อีกฝ่ายเป็นธุระส่งคนมารับให้ เพราะนอกจากจะได้ไปหาคุณเขาตามความต้องการแล้ว วายังไม่ต้องเสียเงินค่ารถสักบาทด้วย
ความเงียบเข้าปกคลุมเราทั้งคู่ หลังวาก้าวเท้าเข้ามาในห้องแล้ว ซึ่งในเวลานี้คุณไฟยังอยู่ในชุดนอนและอีกฝ่ายกำลังนั่งหน้าเครียดอยู่บนโซฟา
หลังปิดประตูห้องเสร็จ วาก็หันไปมองคุณเขา เราสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่วาจะเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายคุณเขาก่อนตามมารยาท
“อรุณสวัสดิ์ครับ”
“…..” และแน่นอนคุณไฟไม่เคยตอบกลับมา อีกฝ่ายเลือกที่จะเมินเฉยคำทักทายของวาแล้วถามในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้
“รถฉันก็มีหลังคานะ แต่ทำไมนายหัวเปียก”
“อ๋อ…” วาริชขานรับในลำคอ ก่อนจะอธิบายเหตุผล “พอดีผมโดนฝนนิดหน่อย ตอนวิ่งมาขึ้นรถน่ะครับ”
“….” เมื่อคุณไฟได้ยินเช่นนั้น อีกฝ่ายก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพยักหน้ารับแล้วลุกขึ้นไปหยิบผ้าเช็ดตัว เตรียมตัวจะเข้าไปอาบน้ำ
“คุณไฟครับ! วันนี้คุณไฟอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมครับ” วาริชรีบเอ่ยถาม ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินเข้าห้องน้ำไป
“อะไรก็ได้ ขี้เกียจคิด”
“แล้ว….!” ยังไม่ทันจะได้อ้าปากถามต่อ โลกของวาก็มืดลงกะทันหัน หลังคุณไฟโยนผ้าเช็ดตัวอีกผืนมาคลุมหัวเขาอย่างแม่นยำ
“เช็ดซะ… เดี๋ยวจะไม่สบาย ฉันไม่อยากถูกคุณว่านกล่าวหาว่าใช้งานนายหนักเกินไป” ว่าจบ คุณไฟก็ปิดประตูห้องน้ำใส่หน้าวาทันที นั่นจึงทำให้อีกฝ่ายไม่ทันได้ยินคำขอบคุณจากเขา
“ขอบคุณมากนะครับ” แม้จะรู้ว่าคุณไฟคงไม่ได้ยิน แต่วาก็ยังเลือกที่จะบอกอยู่ดี
หลังเช็ดผมจนเกือบแห้งสนิทแล้ว วาก็เริ่มทำอาหารเช้าเตรียมไว้รอคุณไฟต่อ เพราะอีกฝ่ายไม่ได้อยากกินอะไรเป็นพิเศษ นั่นจึงให้วาเลือกที่จะทำข้าวผัดปลาและไม่ลืมที่จะเตรียมกาแฟดำไว้ให้คุณเขาด้วย ซึ่งหลังจากจัดอาหารเช้าเสร็จ วาก็เตรียมอาหารกลางวันต่ออย่างรู้งาน
เพราะเราต้องออกเดินทางไปต่างจังหวัดตั้งแต่เช้าตรู่ ไหนจะเพิ่งหลับไปได้แค่ไม่กี่ชั่วโมง ด้วยปัจจัยอะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งแอร์เย็น ๆ ในรถบวกกับความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างการกำลังเดินทาง ทำให้ในที่สุดวาริชเผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัว
“วา…. วา! ถึงกองแล้ว” เสียงของลุงคนขับรถที่เป็นคนเดียวกับคนเมื่อเช้าเอ่ยปลุกวา
“คุณไฟล่ะครับ” หลังจากรู้สึกตัว วาริชก็ถามกลับเสียงงัวเงียและเขาก็เริ่มรู้สึกตื่นตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคุณไฟไม่ได้นั่งอยู่บนรถด้วยกันแล้ว
“ลงจากรถไปแล้ว เมื่อกี้”
“อ้าว!”
“เราน่ะรีบตามไปเร็ว เดี๋ยวคุณเขาจะโมโห”
“ครับ ๆ !” คราวนี้วาถึงกับตื่นเต็มขั้น เขารีบเปิดประตูลงจากรถทันที โดยไม่ลืมที่จะคว้าเอากล่องอาหารของคุณไฟลงไปด้วย
หลังถามหาคุณไฟจากทีมงานในกองถ่ายจนได้ความแล้ว วาริชก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นไปหาคุณเขาทันที ลงรถในเวลาไล่เลี่ยกันแท้ ๆ แต่ไม่รู้ทำไมคุณไฟถึงทำทุกอย่างเร็วนัก เพราะวามาเห็นอีกที ก็ตอนที่อีกฝ่ายกำลังนั่งหลับตาให้ทีมงานแต่งหน้าแล้ว
เห็นทีเรื่องนี้จะโทษใครไม่ได้ นอกจากวาที่เป็นฝ่ายเผลอหลับไปเอง เพราะเห็นว่าคุณไฟกำลังนั่งแต่งหน้าอยู่ วาจึงไม่กล้าพูดอะไร นอกจากยืนสังเกตคุณเขาแต่งหน้าอย่างเงียบ ๆ
ในกองถ่ายนิสัยของคุณไฟช่างต่างจากตอนอยู่กับวานัก เพราะเวลาที่คุณเขาทำงานร่วมกับคนอื่น คุณไฟมักจะกลายเป็นคนยิ้มง่ายและหัวเราะเก่งทันที ผิดกับตอนที่อยู่วานัก หากอีกฝ่ายไม่ดึงหน้าก็มักจะโมโหใส่กันตลอด
“เอาข้าวไปเก็บไว้ก่อนก็ได้ ฉันยังไม่ได้กินตอนนี้… แล้วถ้าว่างมากก็ไปเช็กตารางงานพรุ่งนี้ให้หน่อยว่ามีอะไรบ้าง” หลังช่างแต่งหน้าผละออกแล้ว คุณไฟก็หันมาพูดกับวา
“ได้ครับ” วาริชขานรับ ก่อนจะรีบเดินไปเก็บกล่องข้าวตามคำสั่งของคุณเขา
หลังจากเก็บกล่องข้าวและเช็กตารางงานให้คุณไฟเสร็จ วาก็เดินมาคุยกับทีมงานในกองต่อ เนื่องจากกองถ่ายนี้เริ่มถ่ายละครไปได้สักระยะแล้ว ทุกครั้งที่คุณไฟมีคิวถ่าย วาก็จะต้องติดสอยห้อยตามมาด้วยเสมอ นั่นจึงทำให้เขาพลอยได้รู้จักกับทีมงานเบื้องหลังไปด้วย
“บราวนี่เต้าหู้งั้นเหรอครับ? ตั้งแต่เกิดมาผมเพิ่งเคยได้ยิน มันไปกันได้ด้วยเหรอ”
“วาก็ลองชิมดูสิ คุณเขาเอามาฝากเยอะเลยนะ” ว่าจบ พี่ทีมงานก็ยื่นกล่องใส่บราวนี่เต้าหู้มาให้
“แล้ว….”
“ว่างใช่ไหม?” ยังไม่ทันจะได้ซักไซ้อะไรต่อ เขาก็รับรู้ได้ถึงแรงสะกิดแขน นั่นจึงทำให้วาริชต้องหันกลับไปมองทันที
ตอนแรกวาก็นึกว่าเป็นคุณไฟที่จะมาเรียกใช้งานอะไรสักอย่าง แต่ที่ไหนได้… เป็นคุณพัดชานางเอกที่เล่นคู่กับคุณไฟในละครต่างหาก เพียงเท่านั้นเขาก็เอียงคอมองอย่างสงสัย
“ไปยกของช่วยหน่อยสิ” คุณพัดชาพูดสั้น ๆ ก่อนจะเดินตัวละลิ่วนำไปก่อน โดยไม่ลืมที่จะหันมากวักมือเรียกอย่างเร่งรีบ เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังวุ่นวายส่วนตัวเขาเองก็กำลังว่าง วาริชจึงเลือกที่จะแสดงความมีน้ำใจแทนที่จะปฏิเสธ เพราะอย่างน้อยอีกฝ่ายก็เป็นเพื่อนร่วมงานของเจ้านายเขา
