บทที่ 2 บทนำ 2
“ฉันว่าผัวแกปกติ แต่แกเองต่างหากที่เป็นประสาท”
พันนิตา หญิงสาวทอมบอยรูปร่างสูงเพรียวพูดขึ้นทันที หลังจากที่ฟังอัญมณีปรับทุกข์เล่าถึงสามีหมาดๆ ด้วยสีหน้าอมทุกข์ เศร้าสร้อย ไม่ดี้ด๊าชื่นมื่นเหมือนตอนที่ได้รู้ข่าวว่าจะได้เขาเป็นผัวอย่างถูกต้องตามกฎหมายเลย
“แต่มันก็ไม่ผิดนะเว้ยไอ้พาย แต่ละอย่างที่ทับทิมมันเจอ ก็ไม่แปลกหรอกที่มันจะคิดไปแบบนี้”
คราวนี้เป็นเสียงของเอื้องทราย เพื่อนสนิทของเธออีกคนพูดบ้าง ซึ่งพูดถูกใจจนอัญมณีต้องพยักหน้าถี่ๆ ตอบรับ
“ที่ว่าปกติ คือพี่เขาหน้าโหดโหมดโคตรเหี้ยมเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ไอ้คนของเราเนี่ยมันประสาทเองที่ไปชอบคนอย่างนั้น”
“เออ ก็จริงว่ะ” เอื้องทรายคล้อยตาม จนอัญมณีต้องหันขวับ “แต่เขาก็หล่อนะแก ว่าไม่ได้”
“ไม่รู้เว้ย ไม่เคยเห็นแก่ความหล่อ” สาวห้าวแห่งกลุ่มโวยวายขึ้น “แล้วที่แกบอกว่าเขามีคนอื่น มันจริงแค่ไหนกันเชียว ฉันว่าเรื่องนี้แหละที่แกคิดไปเอง”
แล้วทั้งหมด รวมถึงเจ้าของร้านด้วยก็หันมามองที่เธอเป็นตาเดียว
ซึ่งคำถามนี้เป็นสิ่งที่น่าสงสัย จากการที่เธอเล่าให้ทุกคนฟัง ว่าตลอดเวลาสามเดือนที่แต่งงานและย้ายไปอยู่ที่ไร่ มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยทั้งหมดที่เธอเล่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่เธอรู้สึกว่าการแต่งงาน มันไม่ได้เป็นอย่างที่วาดฝันไว้
เด็กหนุ่มใจดีที่เคยเล่นด้วยกันตอนเด็กๆ ไม่หลงเหลืออยู่ในกายของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนปัจจุบัน เขามีท่าทีหมางเมินใส่เธอเป็นอย่างมาก เฉยชาเป็นที่สุด และที่สำคัญจู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งโผล่มาระหว่างชีวิตการแต่งงานของทั้งเธอกับเขา
โดยที่เธอเอง ผู้ซึ่งเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่กล้าไถ่ถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้เลย
“ไม่รู้สิพวกแก ฉันแค่รู้สึกว่าเขาไม่ได้อยากแต่งงานตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” อัญมณีถอนหายใจก่อนจพูดขึ้นมา ยกเบียร์ขึ้นดื่มอีกแก้วใหญ่เพราะอัดอั้นตันใจกับสิ่งที่รู้สึก “อีกอย่าง นอกจากชื่อพ่อชื่อแม่แล้วฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย พอจู่ๆ มีผู้หญิงโผล่มาในสารบบ หัวมันก็คิดไปเองว่าเขาคงจะมีคนรักอยู่แล้ว การแต่งกับฉันมันก็เป็นแค่ความจำเป็นที่ต้องทำเท่านั้น”
จากนั้นก็ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนอกอ่อนใจ อดเศร้าไม่ได้เมื่อ วิมานที่วาดไว้พังทลายลงต่อหน้าต่อตา
“แล้วแกยอมแต่งกับเขาทำไม? ทั้งที่รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามันเสี่ยงขนาดนี้” พันนิตาเกาหัว ก่อนจะยกเบียร์ขึ้นดื่มอึกใหญ่ ปวดหัวไปตามๆ กัน
“ก็คิดว่าจะเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ แต่ที่ไหนได้เละไม่เป็นท่า”
“แล้วมีอะไรกันรึยัง?” เอื้องทรายถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนออกนอกหน้า กระทั่งอัญมณีต้องหยิกขาเรียวสวยนั้นไว้ เมื่อนึกเกรงใจผู้ชายคนเดียวที่ยืนฟัง
“ถามบ้าอะไรน่ะเอื้อง” เธอตอบกลับไปอย่างเขินๆ แต่เมื่อเห็นว่าภีมพลได้เดินออกไปคุยกับลูกค้าที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าร้าน หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงกลางก็ยกมือขึ้นป้องปาก แล้วพูดเบาๆ แบบเขินๆ “ยังน่ะสิ แยกห้องนอนกันด้วย”
“เฮ้ย!”
คราวนี้ทั้งหนึ่งสาวสวยและหนึ่งสาวห้าวพูดขึ้นมาเสียงดังพร้อมกัน คนทั้งร้านต้องหันมามองเป็นตาเดียว จนอัญมณีต้องยกมือปิดหน้าเพราะความอับอาย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่อายที่คนมองหรอก แต่ตอนนี้เธอกำลังอายเพื่อนด้วยที่ท้ายที่สุดพวกมันก็รู้ ว่าการแต่งงานที่เธอวาดฝันไว้ อวดอ้างคุยโวเสียดิบดี มันเละตุ้มเป๊ะ พังไม่เป็นท่า พังขนาดที่ว่า แม้แต่ตัวเธอเขายังไม่อยากครอบครอง
“แกหย่าเถอะทับทิม ไม่อย่างนั้นก็เตรียมตัวเป็นเมียน้อยจดทะเบียนได้เลย” ปากไวของพันนิตาพูดขึ้น โดยไม่สนใจหน้าซีดๆ ของเพื่อนที่ตอนนี้บิดเบี้ยว เบะปาก น้ำตาคลอเบ้าเจียนจะหยด
“คือที่แกบอกว่าชีวิตแต่งงานของแกไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ เอาจริงๆ เลยนะเว้ย ฉันเองไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นปัญหาใหญ่เบอร์นี้ ตรงๆ นะเพื่อน มืดแปดด้านว่ะ ไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะให้คำปรึกษาแกด้วยวิธีไหน ไอ้ฉันก็ไม่มีผัวกับเขาด้วยสิ”
ว่าแล้วก็ยกสักหน่อย ไม่ลืมที่จะแตะขวดกับเพื่อนทั้งสองด้วย ซึ่งเจ้าของเรื่องก็กลุ้มจนอยากจะร้องไห้ แต่ก็อายเกินกว่าจะแสดงความอ่อนแอในเรื่องส่วนตัวของตัวเองออกไป จึงได้แต่กระดก กระดก รู้ตัวอีกทีจากหลังที่ตรงสวยในตอนแรก ก็อ่อนแรง งุ้มงอ หมดความสง่าลงไปในฉับพลัน
“นี่พวกแกมาทำให้ดีขึ้น หรือทำให้กลุ้มยิ่งกว่าเดิม” อัญมณีเริ่มบ่นด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ แต่ก็ไม่วายยกมืออ้อนวอนขอภีมพลที่เดินกลับมาร่วมวงเปิดเบียร์ให้อีกขวด ก่อนจะยิ้มด้วยความสดใสที่เหลืออยู่น้อยนิดให้เขาไป จากนั้นก็ยกเบียร์ขึ้นดื่มอีกโดยไม่มีใครห้ามปราม
ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น มันคงจะไม่เข้าขั้นประสาทกินหัวแบบนี้หรอก ถ้าหากว่าเธอกับสามีสุดโหดของเธอมีความสัมพันธ์ที่เป็นปกติ
ในแง่ที่ว่าชายหญิงเมื่ออยู่ด้วยกันก็ต้องย่อมมีอะไรกันเป็นธรรมดา แต่นี่อะไร เธอกับเขาไม่ใช่แค่ชายหญิงทั่วไปนะ แต่เป็นชายและหญิงที่แต่งงานกัน มีงานพิธีการใหญ่โตเรียกได้ว่าเป็นงานระดับจังหวัด อีกทั้งยังจดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายเลยด้วยซ้ำ
และเขาเองมีโอกาสได้ใกล้ชิดเธอตลอดเวลา จะแตะตัวเธอตอนไหนก็ได้เธอยินดีอยู่แล้ว แต่ชายหนุ่มกลับหลีกเลี่ยง ทำเหมือนว่าเธอเป็นธาตุอากาศที่ไม่มีตัวตน แล้วก็ทำให้เธอประหลาดใจด้วยการเพิ่มตัวละครเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เขาให้ความสำคัญยิ่งกว่าเธอที่เป็นเมีย
“ดื่มเถอะเพื่อน นานๆ จะได้เข้าเมืองสักที คิดมากไปก็เกรงว่าเส้นเลือดจะแตก” พันนิตาบอก ร่างเพรียวลุกขึ้นยืนก่อนจะโอบกอดไหล่มนของเพื่อนสาวอย่างให้กำลังใจ
“แกก็ใจเย็นก่อน ค่อยๆ หาความจริง อย่างน้อยที่สุดแกก็เป็นเมียตบเมียแต่ง ยังไงก็มีภาษีดีกว่าอยู่แล้ว” เอื้องทรายลุกบ้าง ก่อนจะโอบเอวคอดของเพื่อนสาวที่เริ่มโอนเอนด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์
