บทที่ 1 ไร้ที่อยู่

บทที่ 1

ไร้ที่อยู่

ร่างของสตรีที่อุ้มบุตรสาวตัวน้อยเดินร้องไห้ออกมาจากจวนหลังใหญ่เป็นสิ่งที่คนให้ความสนใจ ร่างของแม่ลูกที่เสียที่พึ่งไปในสนามรบ กำลังเดินออกมาท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก

เด็กน้อยวัยเพียงแปดขวบหลับไม่ได้สติในอ้อมกอดของมารดา

ด้านหลังคือจวนขนาดใหญ่ที่เคยอยู่มาหลายสิบปีร่วมกับสามี ด้านหน้าคือรถม้าเก่า ๆ คันหนึ่งที่พวกเขามอบให้อย่างมีน้ำใจเพื่อขับไล่นางและบุตรสาวออกจากจวน

ความผิดติดตัวที่ว่านางคือตัวอัปมงคล ทำให้บุตรชายของฮูหยินผู้เฒ่าตายในสนามรบ มันคือสิ่งที่น้องชายของสามี ไหนจะน้องสะใภ้ของสามีที่ออกหน้าขับไล่ชัดเจนด้วยต้องการขึ้นมากุมอำนาจ พวกเขากล่าวโทษนางกับบุตรสาวจนต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนไร้บ้านอย่างในตอนนี้

ทุกคนที่เคยให้ความช่วยเหลือเบี่ยงหน้าหนีหาย ทำเป็นไม่รู้จัก จากฮูหยินของจวนเหอที่ใหญ่โต มากอำนาจ กลายเป็นสตรีตัวเปล่าที่แม้เงินติดตัวยังมีเพียงน้อยนิด

ส่วนบุตรสาวที่นางอุ้มแนบหน้าอก ตัวร้อนด้วยเจ็บไข้มาหลายวัน คนในจวนกลับไม่สนใจแม้แต่จะเรียกหมอให้ แม้แต่แม่สามีที่ควรเอ็นดูหลานสาวสักหน่อย ยังไม่สนใจมองนางแม่ลูก เอาแต่โทษด่าทอว่านางคือตัวซวย

เมื่อสามีตาย นางก็กลายเป็นสตรีไร้ประโยชน์ทันที ยิ่งก้มมองหน้าบุตรสาวตัวน้อยในอ้อมแขน น้ำตาก็ยิ่งไหลลงมาไม่หยุดได้แต่พูดขอโทษบุตรสาว เพราะนางอ่อนแอเกินไป จึงทำให้บุตร

สาวมารับกรรมลำบากไปด้วย

สายตาหลายคู่ที่มองมาไม่ได้ทำให้คนเป็นแม่รู้สึกอับอาย นางเพียงห่วงชีวิตของบุตรสาวตนเองเท่านั้น พวกเขาไร้ความสนใจ ขับไล่ทั้ง ๆ ที่เหออี้ผิงยังไม่ได้สติ แม้นางจะร้องขอความเมตตาครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไร้ผล พวกเขายังคงไล่นางไปให้พ้นจวน

อี้หลันได้แต่เดินขึ้นรถม้าคันเก่าที่มีคนสนิทของสามีเป็นผู้อาสามาขับให้ นำนางและบุตรสาวไปส่งที่บ้านเกิดของนางเพื่อตั้งหลัก

“ฮูหยิน ขึ้นมาเถอะ ยิ่งนานคุณหนูอี้ผิงจะยิ่งไม่สบายกว่า

เดิม”

อี้หลันพยักหน้า รีบขึ้นรถม้าแล้วให้เกาสุ่ยขับออกไปจากที่แห่งนี้ ที่ที่นางสองแม่ลูกไม่คิดจะมาเหยียบอีก

คนใจร้ายพวกนี้ไม่สมควรจะอยู่ในความทรงจำของพวกนาง ดีที่คนสนิทสามีเห็นใจยื่นมือช่วยเหลือ ไม่อย่างงั้นคงลำบากกว่านี้อีกหลายสิบเท่า

สามีของนาง บิดาของอี้ผิง เป็นบุตรชายคนโตของตระกูลเหอ มีอาชีพรับราชการทหาร เป็นรองแม่ทัพดูแลกองทหารกว่าพันนาย เมื่อสามเดือนก่อนเกิดศึกที่ชายแดนแคว้นเหวย เป็นผลให้สามีของนางต้องไปทำศึกสงคราม ห่างภรรยาและบุตรสาวที่กำลังอยู่ในวัยน่ารัก อี้ผิงเป็นเด็กน่ารัก เชื่อฟังบิดามารดา พูดจารู้ความ มีใบหน้างดงามอ่อนหวานตั้งแต่ยังเด็ก ไหนจะช่างพูดช่างเจรจา ทำให้มีคนเอ็นดูบุตรสาวนางหลายคน

จากคุณหนูเหออี้ผิง ตอนนี้ต้องตกยาก ไม่รู้ว่าทางข้าง

หน้าจะนำพาอันตรายอะไรมาให้อีก อี้หลันที่คิดถึงตรงนี้ยิ่งรู้สึกว่าตัวนางต้องเข้มแข็งมากขึ้นเพื่อเลี้ยงดูบุตรสาวตัวน้อยให้รอดและเติบโต

ภาพรถม้าคันเก่าวิ่งออกไปตามถนนที่เปียกไปด้วยโคลนตม ทำให้เด็กสาวคนหนึ่งที่ร่างทั้งร่างโปร่งแสงยืนมองด้วยความสงสัย

นางคือเหออี้ผิง เด็กสาวที่ตอนนี้วิญญาณหลุดออกมาจากร่างโดยที่ตนเองยังไม่รู้ตัว เด็กน้อยอายุเพียงแปดขวบยังไม่รู้อะไรมากมาย นางมองมารดาขึ้นรถม้าจากไปพร้อมร่างที่เหมือนตัวเองด้วยความมึนงง ทั้ง ๆ ที่นางยืนอยู่ตรงนี้ แต่ทำไมมารดาไม่สนใจ ไหนจะเด็กที่มารดาอุ้มอยู่ยังหน้าตาไม่ผิดจากนางแม้นิดเดียว

อี้ผิงรู้ว่าตนเองเป็นเด็กขี้โรคที่ไม่สบายบ่อยมาก บิดามารดาต้องหาหมอหลายคนเพื่อมารักษานางแทบทุกเดือน อาการของอี้ผิงสามวันดีสี่วันเจ็บป่วย มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ที่นางเกิด เพราะว่านางคลอดก่อนกำหนด

อี้ผิงถือว่าเป็นเด็กสาวคนหนึ่งที่หน้าตาน่ารักน่าชังใบหน้ามีเค้าความงดงามตั้งแต่ยังเด็ก พี่น้องคนอื่น เช่น เหอชิง-

เฟยจึงไม่ชอบนางมากนัก ส่วนท่านย่าของนางก็ไม่ชอบนางเช่นกัน เพราะนางขี้โรค ทำให้จวนต้องเสียค่ายาแต่ละเดือนมากมาย

“เจ้าไม่ตามมารดาเจ้าไปหรือ”

เสียงที่ดังมาจากด้านหลังทำให้เหออี้ผิงหันไปมอง ดวงตาของเด็กน้อยใสซื่อ มองชายชราที่ยืนด้านหลัง

ด้านหลังของอี้ผิงมีคนแก่ผู้หนึ่งยืนอยู่ ใบหน้าชรามองมาที่นางด้วยสายตาเอ็นดูรักใคร่

“ท่านตา ข้าตัวเล็ก ขาก็สั้น ข้าวิ่งตามไม่ทัน ไหนจะขยับไม่ได้อีก”

อี้ผิงพูดออกมาแล้วกลั้นเสียงสะอื้น

นางเรียกมารดามานานแล้ว แต่มารดาไม่ได้ยิน จะเข้าไปใกล้ก็เหมือนมีอะไรมาดึงตัวเอาไว้ ทำให้ไปหามารดาไม่ได้ นางได้แต่ยืนเรียกแล้วอดกลั้นไม่ให้ร้องไห้ออกมา เพราะบิดามักสอนว่านางต้องอดทนเข้มแข็ง

“เจ้ายังเด็ก เลยยังไม่รู้อะไรอีกมาก”

“ท่านตาหมายถึงเรื่องใดกัน”

อี้ผิงถามด้วยใบหน้าไม่เข้าใจ นางไม่รู้ว่าทำไมนางถึงไม่เข้าใจ หรือเพราะนางยังเด็กเกินไป

“เอาอย่างนี้ ตาจะพาเจ้าไปเที่ยวดีหรือไม่”

อี้ผิงมองตามรถม้าของมารดาแล้วมองกลับมาหาผู้ที่เอ่ยปากชวน ใบหน้าของอี้ผิงเต็มไปด้วยความกังวล นางอยากไปเที่ยว แต่นางต้องตามมารดาไปเช่นกัน

“แต่ข้าต้องไปตามหามารดา”

“ตาจะนำเจ้าไปส่งเองเมื่อถึงเวลา เห็นว่าเป็นคนของตาที่ทำงานพลาด เจ้าจึงมีสภาพเช่นนี้ ตาเลยอยากรับผิดชอบ ระหว่างนี้รอร่างเจ้าพร้อมเสียก่อน ไม่อยากรู้หรือว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร เจ้าคือคนแรกที่ตาแก่อย่างข้าจะพาไปเที่ยวเล่นทั้งสามภพเลยนะ”

อี้ผิงตาโต มองท่านตาด้วยความสนใจ นางคือเด็กสาวที่ชอบอ่านหนังสือ อยากจะเรียนรู้เรื่องรอบตัว เมื่อถูกจี้จุดความสนใจ อี้ผิงจึงพยักหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายว่านางจะไปด้วยคน

หนังสือที่อ่านทำให้โลกแคบ ๆ ของอี้ผิงกว้างขวาง ด้วยนางเจ็บป่วยจึงต้องอยู่ภายในจวนซะส่วนใหญ่ ไม่เคยออกไปนอกจวนบ่อยมากนัก ปีหนึ่งเพียงสองครั้งเท่านั้น

“ท่านตาพาข้าเที่ยวแล้วต้องไปส่งข้านะเจ้าคะ”

อี้ผิงอดที่จะกังวลไม่ได้ เพราะนางกลัวว่านางจะไม่เจอมารดาอีก ถ้าเอาแต่สนใจเที่ยว ไม่ไปหามารดา นางต้องหูชาเพราะมารดาต่อว่าแน่นอน

“แน่นอน ตาต้องพาเจ้าไปส่งให้มารดาอยู่แล้ว ไปกันเถอะ”

“เราจะไปไหนกันเจ้าคะ”

“อืม…ไปไหนดีล่ะที่จะช่วยให้เจ้าเรียนรู้ได้เร็วที่สุด เติบโตมากพอที่จะเป็นเสาหลักให้มารดาตนเองได้”

อีกฝ่ายทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะแสดงสีหน้าดีใจ มองมาที่อี้ผิงด้วยความรู้สึกสนุก

“ฮ่า ๆ ตาคิดออกแล้วว่าที่ไหนเหมาะที่สุด”

อี้ผิงเอียงคอมองท่านตาที่เอาแต่หัวเราะบ้าคลั่งอยู่คนเดียว

ไม่นานภาพด้านหน้าของอี้ผิงก็เปลี่ยนไป มันคือภาพตึกอาคารมากมายที่ปรากฏขึ้นมาแทนที่บ้านเรือนหรือกำแพงจวนที่นางคุ้นตา มีสิ่งที่วิ่งไปมา มีเท้าสี่ข้างเคลื่อนที่เหมือนรถม้า

ดวงตาของอี้ผิงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ นางรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็นเพราะมันช่างแปลกและน่าสนใจ

ที่นี่มันช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง

บทถัดไป