บทที่ 2 กลับคืนร่างเดิม

บทที่ 2

กลับคืนร่างเดิม

วันเวลาผ่านไปนานเจ็ดวัน บุตรสาวตัวน้อยก็ไม่มีทีท่าจะตื่นขึ้น ผู้เป็นแม่ได้แต่น้ำตานองหน้า เช็ดตัวให้บุตรสาวอย่างมีความหวัง

หมอที่นางหามาดูอาการบุตรสาวส่ายหน้าบอกว่าบุตรสาวของนางจะอยู่ได้อีกเพียงแค่สามวันเท่านั้น อี้หลันที่ได้ยินยังทำใจไม่ได้ นางได้แต่หวังว่าสวรรค์จะมีเมตตา คืนบุตรสาวมาให้นาง

ไม่นานร่างเล็กที่นอนนิ่งเริ่มขยับตัว นิ้วมือเล็กป้อมกระดิกไปมา ทำให้อี้หลันที่ก้มหน้าร้องไห้หยุดชะงักไป นางมองบุตรสาวที่กำลังลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าดีใจจนเก็บไว้ไม่อยู่ นางดึงบุตรสาวเข้ามากอดแน่นแล้วลูบหลัง

อี้ผิงที่ตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง มองใบหน้ามารดาแล้วเหมือนนึกอะไรออก นางกอดตอบมารดาแน่น น้ำตาไหลเป็นทาง

“อี้ผิง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ไหนบอกแม่มาสิ”

อี้หลันผละออกจากบุตรสาว นางสำรวจบุตรสาวตนเองว่ายังมีอาการแปลก ๆ อะไรอีกหรือไม่ หน้าตาของอี้หลันยังไม่วายมีความกังวล

หมอบอกว่าบุตรสาวนางไม่รอด แต่นางยังคงไม่ปักใจเชื่อ ทุกวันเฝ้าดูแลบุตรสาวอย่างใกล้ชิด อี้หลันพูดกับตนเองเสมอว่าเดี๋ยวบุตรสาวก็ดีขึ้น สุดท้ายนางก็สมหวัง บุตรสาวฟื้นแล้ว หากบุตรสาวฟื้นเช่นนี้เห็นทีต้องเรียกหมอมาตรวจอาการอีกรอบ

อี้ผิงส่ายหน้าช้า ๆ ดวงตากลมโตมองมารดาแล้วยิ้มหวานออกมา

“ข้าไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะท่านแม่”

อี้ผิงยื่นแขนสั้น ๆ ขอตัวเองขึ้นไปเช็ดคราบน้ำตาของมารดา เด็กน้อยนางเอียงคอแล้วมองไปรอบตัวอย่างสงสัย

นางมองหาท่านตาที่อาสาพานางไปเที่ยว เวลาที่เขาพานางไปนานกว่าเจ็ดปี แต่ทำไมที่นี่ ร่างนี้ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ไม่โต

อี้ผิงมองมืออ้วนป้อมของตัวเองแล้วตลกไม่ออก นางได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตในอีกโลกที่ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสะดวก

สบาย มีเรื่องสนุกให้ทำไม่เว้นวัน จนตัวนางเองได้มีสวนผักใหญ่และเปิดร้านขายอาหาร ที่นั่นมีแต่เรื่องให้เรียนรู้ สิ่งต่าง ๆ ที่ได้อ่านจากหนังสือ การเล่าเรียนเพิ่มเติมมันคือความสนุกที่อี้ผิงชอบ

นางชอบการเรียนรู้ แม้อายุน้อยแต่ก็ยังไม่เป็นปัญหา นางใส่ใจทุกเรื่องที่จะหาความรู้ให้ได้มากที่สุด

โลกนั้นกับโลกนี้ไม่ต่างกัน เรื่องความเห็นแก่ตัวของผู้คน อี้ผิงจึงรู้สึกว่าท่านตาให้นางได้มีโอกาสทำความรู้จักกับคนหลายประเภทในการเตรียมตัว เจ็ดปีที่โลกใบนั้นนับว่าอี้ผิงใช้มันคุ้มมาก นางไปเจ็ดปีก็ถือว่าไม่มาก อายุก็ไม่ถือว่าโตเป็นผู้ใหญ่ จึงมีหลายคนเอ็นดู ใส่ใจสั่งสอนให้ความรู้หลายด้าน ความรู้จึงเป็นสิ่งติดตัวที่ให้อี้ผิงประสบความสำเร็จด้านการค้าขายตั้งแต่อายุน้อย

เมื่อครบเจ็ดปี ท่านตาก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง บอกว่าถึงเวลาที่นางต้องกลับแล้ว อี้ผิงรู้ทันทีว่านางต้องกลับคืนมาหามารดาที่รอคอยนางอยู่

ในช่วงเวลานั้นนางยิ้มออกมาอย่างดีใจแทบจะวิ่งเข้าหาแสงสว่างจากประตูที่ท่านตาเปิดค้างเอาไว้

เมื่อหลุดเข้ามา นางพบห้องสีขาวที่ว่างเปล่า มีเพียงนางและท่านตายืนอยู่ ห่างออกไปคือภาพที่โยงเรื่องราวเจ็ดวันที่มารดาพานางออกจากจวนเหอเพื่อเดินทางกลับบ้านเดิม แต่เพราะอาการของอี้ผิงที่ทรุดหนัก มารดาจึงตัดสินใจแวะพักที่เมืองขนาดเล็ก ห่างจากเมืองหลวงไม่มากเพื่อรักษาอาการของ

อี้ผิง

เจ็ดวันที่อี้ผิงนอนหลับสนิททำให้จิตใจของมารดาราวถูกแช่แข็ง นางกังวลถึงชีวิตบุตรสาวจนไม่ได้พักผ่อน อี้ผิงมองภาพเหล่านั้นด้วยน้ำตา นางจากมารดามาถึงเจ็ดปี แต่ไยมีภาพให้เห็นเพียงเจ็ดวัน

ก่อนจะได้ถาม ท่านตาก็ยื่นกระดาษและพู่กันมาให้นาง

“เจ้าอยากได้อะไร ข้าให้ได้เพียงหนึ่งสิ่ง จงเขียนมันเสีย”

อี้ผิงสับสน นางมองกระดาษตรงหน้าก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตากลมโตของอี้ผิงมีประกายความฉลาดเฉลียวออกมา หนึ่งข้อ ต้องเอาให้คุ้มที่สุดแล้ว

อี้ผิงตัดสินใจเขียนหนึ่งสิ่งลงไป แล้วยื่นให้ท่านตาตรงหน้าด้วยรอยยิ้มสดใสที่สุด

บนแผ่นกระดาษคือสิ่งที่นางขอ อี้ผิงไปเติบโตที่ต่างโลกจนเป็นคนมีความคิดอ่านที่โตเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุที่มี ทั้งนางยังได้พบเจอคนมากมายจึงมองคนออก เข้าใจถึงสาเหตุที่ตนเองและมารดาถูกขับไล่

เมื่อมีเพียงหนึ่งสิ่งที่นางขอได้ นางจึงไม่ลังเลเลยที่จะขอมัน

“เจ้าขอให้ตนเองร่ำรวยมากอำนาจ”

อี้ผิงพยักหน้า

“ใช่เจ้าค่ะ นี่คือคำขอ”

“แต่มันมีสองข้อ หนึ่งคือร่ำรวย สองคืออำนาจ ข้าให้เจ้าได้เพียงข้อเดียว เลือกมาว่าจะเอาข้อไหน มาขอแบบนี้ได้ยังไงกันเจ้าเด็กคนนี้”

อี้ผิงแสดงความหน้ามึน นางตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉานอธิบายเหตุผล

“ท่านตา ข้าก็เขียนมันเป็นข้อเดียว ท่านจะมากลับคำหรือ ข้าไม่ได้เขียนว่าข้อหนึ่งร่ำรวย ข้อสองอำนาจเสียหน่อย แต่ข้าเขียนรวมกันว่าร่ำรวยมากอำนาจ มันคือข้อเดียวกัน”

ชายชราถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ถอนหายใจออกมาเพราะความเจ้าเล่ห์ของเด็กน้อยตรงหน้า นางเปลี่ยนไปมากเมื่อได้ออกไปใช้ชีวิตในโลกที่ต่างออกไป ไม่มีอีกแล้วความใสซื่อ มีเพียงความเจ้าเล่ห์ที่ฉายชัดออกมา มันน่าตีนัก เจ้าเด็กคนนี้ หัวใส

จริง ๆ

“เจ้านี่มัน…”

อี้ผิงหัวเราะ นางได้ชายชราเลี้ยงดูอย่างดี สอนหลายอย่างจนนางเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่เขาบอกว่าเขาไม่สามารถอยู่ข้างนางได้ตลอด นางต้องเรียนรู้เอง เมื่อเวลาเหมาะสมมาถึงเขาจะมารับตัวนางไปส่งให้มารดา แล้วสุดท้ายท่านตาก็หายหน้าไปเจ็ดปี จนวันนี้ที่กลับมา

“ก็มันข้อเดียวกันนะเจ้าคะ”

“เจ้าช่างเจ้าเล่ห์ หากเป็นคนอื่นข้าไม่มีทางให้แน่”

อี้ผิงเข้าไปเกาะแขนผู้ที่นางถืออีกฝ่ายเป็นตาตนเอง มองด้วยสายตาน่ารักจนชายชราถอนหายใจออกมาแบบจำยอม

“ก็ได้ ๆ ข้าให้เจ้าตามที่เจ้าขอ”

“ข้ารักท่านตาที่สุด ท่านตาดีที่สุดจริง ๆ”

อี้ผิงยิ้มหวาน นางกอดแขนผู้เป็นตาแน่น ก่อนจะสังเกต

เห็นสิ่งที่ห้อยอยู่ข้างเอวของผู้เป็นตา ดวงตาอี้ผิงเป็นประกาย ถือมันมาดูใกล้ ๆ

“ทำอะไรของเจ้า”

ชายชราตีมือเด็กน้อยที่เขาเอ็นดู คอยดูแลนางมากว่าเจ็ดปีในโลกอีกใบ

อี้ผิงยิ้มหวาน “ท่านตา ข้าชอบมัน ให้ข้านะเจ้าคะ”

ชายชรายส่ายหน้ารัวเร็ว ปฏิเสธอย่างตกใจ สีหน้าซีดไปทันตา แต่พอเห็นว่าเด็กสาวมีดวงหน้าเศร้าลงทันทีก็ทำใจแข็งได้ไม่นาน เขามักจะแพ้ต่อคำขอที่นางขอมาเสมอ

ขนาดไม่ได้อยู่ด้วยตลอดเจ็ดปี เมื่อก่อนนอนนางบ่นอะไรเขาก็จำต้องส่งให้ในตอนที่นางตื่น ราวกับว่านางคือนางมารน้อยที่เกิดมาเพื่อทำให้เขาลำบากใจ

เพียงคนของเขาทำพลาด เอาวิญญาณนางออกจากร่าง เขาต้องมารับผิดชอบนางถึงเพียงนี้

ชายชราตัดใจถอดหยกรูปดอกเหลียนฮวายื่นให้เด็กน้อยที่กำลังทำท่าราวจะร้องไห้

“เห้อ…จงจำไว้ว่าต้องดูแลมันให้ดี อย่าให้ใครแย่งมันไปได้ ไม่อย่างงั้นเจ้าจะลำบาก รักษามันเท่าชีวิตเจ้าเสีย เข้าใจที่ตาพูดหรือไม่”

อี้ผิงยิ้มดีใจ นางกระโดดโลดเต้นแล้วมองหยกดอกไม้ในมือด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“ข้าจะรักษามันให้ดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ แต่ว่า…มันมีไว้ทำไมกันหรือเจ้าคะ”

“มันจะนำความสุขและความโชคดีมาให้เจ้า”

อี้ผิงตาโต รีบยัดหยกดอกไม้เข้าที่กระเป๋าเสื้อทันที ของดีอย่างนี้นางไม่มีทางปล่อยให้มันหายหรือมีใครมาแย่งไปแน่ อี้ผิงเมื่อเก็บของแล้วก็มองท่านตาด้วยคำถามที่คาใจต่อ

พอจะถาม นางรู้สึกว่ามีแรงดูดมหาศาลใต้เท้าตนเอง ทำให้นางร่วงลงมาทันที พอฟื้นมาอีกทีก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือของมารดาที่จับใบหน้านางอยู่

“เจ้าไม่รู้สึกเจ็บตรงไหนอีกหรือ”

อี้หลันยังไม่หยุดมองบุตรสาวตัวน้อยที่มองนางด้วยดวงตาใสแป๋ว

อี้ผิงส่ายหน้าอีกครั้ง นางลุกขึ้นจากแคร่ไม้ไผ่แล้วเดินไปมาให้มารดาดูเพื่อยืนยันว่านางไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว

“ข้าหายดีแล้วเจ้าค่ะ”

“สวรรค์เมตตาเจ้ามาก รู้หรือไม่ แม่นึกว่าแม่จะเสียเจ้าไปแล้ว อี้ผิง”

อ้อมกอดของมารดาที่ดึงนางเข้าไปกอดทำให้อี้ผิงรู้สึกอบอุ่นใจ เจ็ดปีที่ห่างมารดามันช่างทรมาน ทำให้กอดตอบมารดาแน่น นางในตอนนี้เพียงแปดขวบยังเป็นเด็กนัก แต่ต่อจากนี้ไปนางจะเลี้ยงดูมารดาเอง ไม่ให้มารดาลำบากอีก สิ่งที่ได้ไปเรียนรู้มาจะเอามาใช้ให้มันคุ้มที่สุด คอยดู

ส่วนคนตระกูลเหอ ถือว่าหมดเวรหมดกรรมกันแล้ว พวกเขาไม่ยุ่งกับนาง นางก็จะไม่สนใจ ทำเหมือนอยู่คนละโลกกัน

ลาขาดจวนเหอ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป