บทที่ 3 แผนเรียกเงิน

บทที่ 3

แผนเรียกเงิน

หลังจากที่ตื่นมา อี้ผิงรับรู้สถานการณ์ของนางกับมารดา เด็กน้อยนั่งอยู่หน้าเรือนที่มารดาเช่าพักด้วยความคิด นางขอว่าร่ำรวยมากอำนาจ แต่ทำยังไงนางถึงจะได้สิ่งเหล่านั้นมาไว้ในมือ

อีกทั้งตอนนี้นางยังมีอายุเพียงแค่แปดหนาว คงทำอะไรมากไม่ได้

เงินทองที่มารดามีติดมือน้อยนิดมาก น้อยจนพอหักค่าเช่า ค่าหมอ ค่ายาที่ใช้รักษาอี้ผิงตลอดเจ็ดวันก็แทบไม่หลงเหลือ

นางจะออกไปผจญภัยได้ต้องใช้เงิน ทุกอย่างอยู่ในพื้นฐานของเงินหมด ไม่งั้นนางจะขอให้ตัวเองร่ำรวยไปทำไม

คิดมาถึงตรงนี้อี้ผิงก็ล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ นางหยิบหยกดอกไม้ขนาดเล็กออกมากำเอาไว้แน่น พลางคิดหาทางหาเงินมาต่อทุนให้ตนเองและมารดาเพื่อที่ว่าจะไม่ลำบากกว่านี้

“อี้ผิง…คิดอะไรอยู่ มากินข้าวได้แล้ว”

เสียงของมารดาที่ดังออกมาจากด้านในทำให้อี้ผิงต้องหยุดเรื่องที่คิดเอาไว้ก่อน ร่างเล็กลุกขึ้นปัดเศษดินออกจากตัวแล้วเดินไปหามารดาที่นั่งรอด้านใน

อาหารบนโต๊ะคืออาหารง่าย ๆ ข้าวต้มกับผักดองสองอย่าง

อี้ผิงมองไปที่มารดาด้วยความรู้สึกอดสูมากกว่าเดิมอีกครั้ง มารดาของนางเคยเป็นฮูหยินของจวนใหญ่ แต่พอสิ้นวาสนาสามีตายจาก ต้องกลายมาเป็นคนตัวเปล่าที่ไร้เงินทอง ไหนจะถูกกลั่นแกล้งจากครอบครัวสามีอีก

แม้แต่นางที่เป็นหลานสาว คนพวกนั้นยังขับไล่ได้ลงคอ ไม่สงสารเด็กอายุเพียงแปดขวบแม้แต่น้อย ยิ่งกับท่านย่ายิ่งแสดงออกชัดเจนว่ารังเกียจนางแม่ลูก

คิดมาถึงตรงนี้เหมือนอี้ผิงจะคิดอะไรออก นางปีนขึ้นมานั่งบนโต๊ะแล้วตั้งใจกินอาหารตรงหน้าราวกับว่ามันคืออาหารที่อร่อยที่สุด

อี้หลันมองบุตรสาวที่กินข้าวเยอะก็ยิ้มออก นางเบาใจขึ้นมากว่าบุตรสาวไม่เป็นอะไรแล้ว อี้หลันกินข้าวไปมองบุตรสาวไป ด้วยกลัวว่าหากละสายตาเพียงนิด บุตรสาวนางจะเป็นอะไรขึ้นมาอีก

อี้ผิงรีบกินจนข้าวหมดชาม นางเลื่อนชามข้าวออกไปจากหน้าแล้วรอจนมารดาอิ่ม

อี้หลันที่เห็นท่าทีแปลก ๆ ของบุตรสาวจึงอดที่จะสงสัยไม่ได้ ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ บุตรสาวนางไม่เคยมีท่าทีสีหน้าเช่นนี้มาก่อน ไหนจะดูแปลกไปจากเดิมมากราวกับว่าโตขึ้นเป็นสิบปี

“มองแม่เช่นนี้มีอะไร”

อี้หลันถามบุตรสาวเสียงอ่อนโยนพลางเก็บถ้วยชามเตรียมไปล้างที่ด้านหลัง

“ท่านแม่ ตอนเราออกจากจวนเหอ พวกเขาให้หนังสือตัดขาดถอนเราออกจากสกุลเหอมาหรือไม่เจ้าคะ”

คำถามของบุตรสาวเป็นผลให้อี้หลันชะงักไปทันที นางไม่ได้คิดเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำเพราะมัวแต่ห่วงบุตรสาวตัวน้อยที่อาการหนักในอ้อมกอด

เมื่อคิด ๆ ดูแล้วทางนั้นไม่ได้ให้อะไรมาเลยนอกจากรถม้าเก่า ๆ คันหนึ่งเท่านั้น ส่วนเงินก็เพียงน้อยนิด และนางก็ใช้รักษาบุตรสาวไปจนเกือบหมดแล้ว

“พวกเขาไม่ให้มา เจ้าถามทำไมกัน”

อี้ผิงเมื่อได้ยินก็เป็นไปตามที่นางคิดเอาไว้ ตอนนี้คนที่ขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลแทนบิดาของนางคือท่านอาสาม ภรรยาของท่านอาสามคือสตรีแซ่หลิง หลิงหนิงคนนี้เกลียดมารดานางมาก แต่มีนิสัยภายนอกอ่อนโยน ชอบทำบุญเอาหน้า ต่อหน้าคนอื่นคือสตรีที่ดี ใส่ใจคนในครอบครัว ทั้งยังมีเมตตาในสายตาคนนอก

“ท่านแม่ ข้าว่าเราต้องได้หนังสือตัดขาดถอนเราออกจากแซ่ตระกูลเหอ ไม่เช่นนั้นข้ากลัวว่ามันจะไม่จบ”

“อี้ผิง แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไร เจ้าเพิ่งแปดขวบ เหตุใดถึงสนใจเรื่องนี้”

อี้หลันถามบุตรสาวด้วยใบหน้ามึนงง นางไม่เข้าใจสิ่งที่บุตรสาวต้องการ อี้ผิงยังเด็กมาก แต่มาถามเรื่องของผู้ใหญ่ เรื่องหนังสือตัดขาดที่ว่ามันคือเรื่องที่เด็กไม่ควรถามออกมาด้วยซ้ำ

อี้ผิงกะพริบตาปริบ ๆ นางกำลังหาเหตุผลเพื่อมาพูดกับมารดา

“ข้าเคยได้ยินท่านอาหญิงพูดเจ้าค่ะ”

ใช่ เรื่องที่จะเอามาพูดเป็นเหตุผลได้ต้องมีแหล่งที่มาของข้อมูล แล้วอาหญิงที่ว่าคือหลิงหนิงที่ปากไม่มีหูรูด พูดแต่ละอย่างไม่น่าฟัง คนแบบนี้คือคนที่จะเอามารับรองเป็นเหตุผลได้

อี้หลันแสดงสีหน้าสงสารบุตรสาว อี้ผิงคงจะถูกหลิงหนิงผู้เป็นอาสะใภ้ต่อว่าและข่มขู่ถึงได้จดจำ นางเอื้อมมือไปลูบหัวบุตรสาวเพื่อปลอบโยน

“นางคงพูดกับเจ้าช่วงที่แม่ไม่อยู่สินะ หนังสือตัดขาดที่เจ้าพูดถึง ทางตระกูลเหอยังไม่ให้เราสองแม่ลูก เจ้าและแม่ยังมีชื่ออยู่ในตระกูลเหอเช่นเดิม อย่าห่วงเลย”

อี้ผิงลงมาจากเก้าอี้ นางเดินด้วยขาสั้น ๆ เข้าหามารดาแล้วปีนขึ้นไปนั่งบนตั่ง

“ท่านแม่ ข้าไม่ต้องการอยู่ในตระกูลเหอแล้ว ที่ข้าถามเพราะอยากจะได้หนังสือตัดขาดที่ว่า”

อี้หลันตกใจมาก นางไม่คิดว่าบุตรสาวจะพูดออกมา ไม่ต้องการเป็นคนตระกูลเหอ ไปเอาคำนี้มาจากไหน

“อี้ผิง แต่ตระกูลเหอคือตระกูลบิดาเจ้า”

อี้ผิงเข้าใจความคิดมารดาดี แต่หากนางยังอยู่ในรายชื่อตระกูล ยังใช้แซ่เหอ ในอนาคตหลายเรื่องจะยากขึ้น นางไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาอีก

“ท่านแม่ ท่านอาหญิงบอกว่าเมื่อท่านพ่อตาย เราก็เหมือนกับบ่าวคนหนึ่ง นางจะทุบตีอย่างไรย่อมได้ ข้าไม่ต้องการให้นางทุบตีข้ากับท่านแม่ เราออกจากตระกูลเหอกันนะเจ้าคะ”

อี้หลันสงสารบุตรสาวจับใจ ต้องจิตใจสกปรกแค่ไหนถึงมาข่มขู่เด็กคนหนึ่งให้หวาดกลัวได้มากขนาดนี้ หลิงหนิงทำเกินไปแล้วจริง ๆ

“แต่แม่กลัวพวกเขาจะไม่ยินยอม”

อี้หลันพูดออกมาด้วยความกังวล นางออกมาจากเมืองหลวงแล้วคงกลับไปยาก เงินที่มีใช้ไปจนหมดแล้ว ไหนจะค่าใช้จ่ายที่พักอีก

“เราไม่ต้องไปเองเจ้าค่ะ ท่านลุงเกาสุ่ยช่วยเราได้แน่นอน”

อี้หลันมองบุตรสาวด้วยความสงสัย

“เจ้าจะให้ท่านลุงเกาของเจ้าจัดการหรือ แม่เกรงว่าเราจะลำบากเขาเกินไป ถึงเมืองหลวงไม่ไกลจากที่นี่มากแต่ใช้เวลากว่าสองวันไปกลับ”

“ท่านแม่ ท่านอาหญิงเกลียดเรามาก เรื่องนี้ข้ารู้สึกได้ แต่ที่ข้าคิดคือเราจะใช้เรื่องนี้บีบให้นางส่งมอบหนังสือขับเราแม่ลูกออกจากตระกูลให้ได้ อีกทั้งยังทำให้นางมอบทรัพย์สินบางส่วนให้เราด้วย”

อี้หลันตาโต มองบุตรสาวด้วยความทึ่ง บุตรสาวของนางอายุเพียงแปดขวบ แต่มีความคิดอ่านลึกซึ้งมากถึงเพียงนี้

อี้ผิงเห็นสีหน้ามารดาแล้วก็ยิ้มจริงใจ นางไม่ต้องการเป็นเด็กในสายตามารดาแล้ว ต่อจากนี้นางและมารดาจะพบอะไรอีกมาก การเผยด้านที่โตขึ้นคงดีกว่า มันจะได้สมเหตุผล

“เจ้าเอาความคิดนี้มาจากไหนอี้ผิง”

“จากนิยายเรื่องหนึ่งและหนังสือเดินทางที่ท่านพ่อเคยนำมาให้เจ้าค่ะ หากเราออกมาโดยที่ยังมีชื่อ แล้วอนาคตเรามีชีวิตที่ดี ข้ากลัวพวกเขาจะอาศัยข้อนี้มาวุ่นวายกับเราอีก”

เมื่ออี้หลันได้ฟัง นางก็ยอมรับว่าตนเองก็หวาดกลัว

“แล้วเจ้าจะให้แม่ทำอย่างไร”

“ท่านแม่ ท่านอาหญิงเป็นคนที่รักหน้าตา หากมีข่าวเสียหายเรื่องข้ากับท่านมากขึ้น นางคงจะหัวเสียและหาทางตัดขาดไม่ยุ่งเกี่ยว”

“เจ้าจะใช้เรื่องนี้ให้นางมอบหนังสือตัดขาด”

“ใช่เจ้าค่ะ”

อี้ผิงพยักหน้า ใบหน้าเล็กน่ารักมีความจริงจังจนมารดาอย่างอี้หลันอดที่จะเอ็นดูบุตรสาวตัวน้อยไม่ได้ นางเพียงแปดขวบต้องมาคิดมากเหมือนอายุสิบห้า ถ้าสามีนางอยู่ บุตรสาวของนางคงไม่ต้องลำบากขนาดนี้ แต่ถ้ามันอีกทาง บุตรสาวที่โตขึ้นเกินวัยก็ทำให้นางเบาใจ

ถ้าวันหน้าไม่มีนาง บุตรสาวก็อยู่ได้

“เช่นนั้นข่าวอะไรที่นางจะหัวเสียที่สุด”

“ข่าวว่าข้าใกล้ตาย และท่านแม่มีปัญหากับตระกูลใหญ่ที่อาจจะส่งผลให้ท่านอาหญิงหวาดกลัวอำนาจ กลัวจะเสียหน้าจากเรื่องของเราเจ้าค่ะ”

“เราจะไม่มีปัญหาถ้าอ้างตระกูลใหญ่หรือ” อี้ผิงส่ายหน้า นางมีแผนของนาง

“เราจะทำให้นางคิดมากไปเองเจ้าค่ะ โดยที่ไม่ต้องให้เรื่องมันดัง โดยที่ให้คนของท่านแม่ที่ยังภักดีในจวนเอ่ยเรื่องนี้มากหน่อย คนของท่านแม่ถูกนางยึดไปทำงานที่เรือนของนางไม่ใช่หรือ เราให้ท่านลุงเกาเข้าไปส่งข่าวเสียหาย หากเรื่องถึงหูนางก็ให้ลุงเกาแจ้งว่าตอนนี้เราแม่ลูกมีปัญหาใหญ่เกินแก้ไข นางต้องลงมืออาศัยจังหวะนี้มอบหนังสือให้เราแม่ลูก ท่านอาหญิงเกลียดเราอยู่แล้ว นางจะไม่ปฏิเสธโอกาสนี้ ถึงที่นี่จะห่างเมืองหลวงไม่มาก แถมยังใช้เวลาในการส่งข่าวอีก ท่านอาหญิงจะไม่รู้ว่าเรื่องนี้คือเรื่องหลอกลวง เมื่อนางรู้มันก็สายเกินแก้แล้ว”

อี้หลันคิดตามที่บุตรสาวพูดก็เห็นด้วย นางไม่มีอะไรจะเสียอีก คงต้องลองเสี่ยงดู

“แล้วเรื่องทรัพย์สินที่เจ้าว่า”

“ให้ท่านลุงเกาแจ้งนางว่าทางตระกูลใหญ่ต้องการค่าทำขวัญ หากเราแม่ลูกไม่มีให้ จะไปที่จวนเหอแล้วยื่นเรื่องแก่ทางการ เชื่อข้าเถอะท่านแม่ ท่านอาหญิงรักหน้าตา นางไม่มีทางยอมให้มีเรื่องเสื่อมเสียแน่ อีกอย่างนางเป็นคนไม่สืบสาวเรื่องราวคิดว่าอาจจะไม่มีทางรู้เลยด้วยซ้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหลอกลวง”

อี้ผิงคิดมาดีแล้ว นิสัยอาหญิงคนนี้อี้ผิงเคยเจอมาในโลกที่นางไปใช้ชีวิตถึงเจ็ดปีเต็ม ไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะรู้ทันเพราะอีกฝ่ายไม่สนใจสืบหาความจริง ตระกูลเหอเป็นตระกูลร่ำรวย นางที่ดูแลทรัพย์สินต้องเอาเงินมาให้พวกนางจ่ายค่าเสียหายป้องกันไม่ให้มีเรื่องเสื่อมเสีย ยิ่งตอนนี้นางเป็นฮูหยินของจวน จะปล่อยให้เกิดเรื่องไม่ได้

“แล้วเราจะอ้างว่ามีเรื่องกับตระกูลใหญ่ตระกูลไหน”

อี้ผิงเงียบไปสักพัก นางกำลังคิดว่าที่ผ่านมาตระกูลไหนเป็นใหญ่และมีกิจการที่เมืองนี้ จนกระทั่งคิดออก

“ท่านแม่ ตระกูลเหยาเจ้าค่ะ พวกเขาคือตระกูลขุนนางใหญ่ไม่ถูกกับตระกูลทหาร อีกอย่างกิจการที่เมืองนี้ นายน้อยของตระกูลเหยายังพักและร่ำเรียนที่เมืองนี้อีกด้วย หากเราอ้างตระกูลเหยา ท่านอาหญิงไม่มีทางสงสัยแน่ นางไม่คิดสงสัยเลยด้วยซ้ำเพราะหวาดกลัวอำนาจตระกูลเหยาที่มีเส้นสายมากมาย”

“ได้ แม่จะไปคุยกับท่านลุงเกาของเจ้า”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป