บทที่ 7 จวนอี้

บทที่ 7

จวนอี้

ข่าวของการย้ายเข้ามาใหม่ของครอบครัวร่ำรวยทำให้ในเมืองพูดถึงเรื่องนี้หนาหู ใครกันที่มาซื้อจวนต่อจากตระกูลใหญ่ ไหนจะยอมจ่ายราคาแพงกว่าสี่พันตำลึงทองซื้อจวนเอาไว้อีก

อี้ผิงนั่งอยู่ในรถม้า ด้านข้างคือมี่ฮวาที่มาเป็นเพื่อน เกวียนด้านหลังสองคันมีคนของนางนั่งตามเข้าเมืองเพื่อที่จะมาจัดการซื้อหาข้าวของเครื่องใช้

ดีที่ในจวนหลังนั้นเจ้าของเก่าไม่ได้เอาอะไรออกไปมากทิ้งไว้ให้พวกนางใช้หลายอย่าง ทั้งชุดเตียง ตู้เสื้อผ้า เครื่องเรือนชิ้นใหญ่ที่จำเป็นมีครบ แม้แต่พวกจานชามยังมีกว่าสามตะกร้า ไม่จำเป็นต้องหาเพิ่ม ที่เพิ่มคือพวกผ้าที่จะใช้ปูเตียงตกแต่ง อีกส่วนคือชุดของบ่าวในจวนที่อี้ผิงต้องการสั่งตัดเพิ่มให้พวกเขาคนละสามชุด

มารดาของนางบอกว่าต้องการจัดการเรือนที่เหลือให้เรียบร้อย จึงให้อี้ผิงออกมากับเกาสุ่ยและข้ารับใช้คนอื่น ๆ

“คุณหนูจะไปที่ไหนก่อนขอรับ ข้าจะได้พาไป”

“ท่านลุงเกาไปจัดการงานตนเองได้เลยเจ้าค่ะ ข้าจะไปกับมี่ฮวาเอง หากให้ท่านลุงมารอข้าเห็นทีจะนาน เราแบ่งหน้าที่กันดีกว่า”

เด็กหญิงตัวน้อยพูดจาฉะฉานคล่องแคล่ว ทั้งยังมีเหตุผลมารองรับ ทำให้ถึงเกาสุ่ยเป็นห่วงก็ค้านไม่ได้

“เช่นนั้นคุณหนูระวังตัวด้วย ข้าจะรีบจัดการให้เรียบร้อย”

“หากท่านลุงจัดการเรียบร้อย เราเจอกันที่เหลาอาหารตรงหัวมุมถนนนะเจ้าคะ ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งยังไม่เสร็จธุระจะได้มีที่นั่งรอ”

“ขอรับคุณหนู”

อี้ผิงเอ่ยด้วยใบหน้าสดใส นางเป็นเพียงเด็กแปดขวบก็จริง แต่ต้องการให้คนของตนไม่มองข้าม ถึงอีกฝ่ายจะโตกว่ามากก็เถอะ

อี้ผิงเดินไปตามเส้นทาง นางไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษเดินเล่นกินลมชมวิวด้วยความสบายใจ เป็นคุณหนูร่ำรวยผู้หนึ่ง สายตาผู้คนมองมาที่คุณหนูน่ารักในชุดสีชมพูไม่คุ้นหน้าแต่เพราะอี้ผิงเอาแต่มองร้านค้าข้างทางเลยทำให้นางชนเข้ากับคนผู้หนึ่งจนล้มก้นจ้ำเบ้า

ใบหน้าน่ารักฉายความเจ็บออกมายิ่งทำให้หน้าตาอี้ผิงน่ารักมากขึ้นเท่าตัว

มี่ฮวารีบเข้ามาประคองคุณหนูตนเองลุกขึ้นถามด้วยความห่วงใย

“คุณหนูเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ”

อี้ผิงส่ายหน้าเบา ๆ นางเงยหน้าขึ้น เห็นว่าคนที่นางเดินชนเป็นสตรีงดงามคนหนึ่งที่กำลังย่อตัวลงมาหา

“คุณหนูน้อยเป็นอะไรหรือไม่ ข้ามัวแต่ดูของจนไม่ดูทางทำให้เจ้าเจ็บตัวเข้า”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ อี้ผิงไม่เจ็บ”

อี้ผิงลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวไปมาเพื่อให้อีกฝ่ายมั่นใจว่านางไม่ได้เจ็บตรงไหน ใบหน้าอ้วนกลมน่ารักมีแก้มสองข้างขึ้นสีแดงเพราะนางเดินมานานพอสมควร

“เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ข้าตกใจแทบแย่ เอาล่ะ เมื่อข้าชนเจ้าล้มข้าจะเลี้ยงขนมเจ้า ดีหรือไม่เพื่อเป็นคำขอโทษ”

อี้ผิงมองซ้ายขวา นางชั่งใจไม่กี่อึดใจใบหน้าก็ระบายยิ้มพยักหน้าตกใจเหมือนเด็กที่เห็นแก่กินคนหนึ่ง มาที่นี่ครั้งแรกไม่รู้ที่ทาง หากมีคนคอยช่วยหรือทำให้นางรู้เรื่องอะไรมากขึ้นคงดีไม่น้อย

อีกอย่างพี่สาวผู้นี้ดูเป็นคนดีจริงใจ สายตาที่มองมาไม่มีความมุ่งร้ายหรือว่าเล่ห์เหลี่ยม คบหาไว้ก็ไม่เสียหาย

“ได้เจ้าค่ะ ข้ากำลังอยากกินขนม แต่พี่สาวข้ามาที่นี่ครั้งแรกยังไม่รู้อะไร จึงอยากให้ท่านพาข้าไปกินขนมที่อร่อยที่สุดของเมืองนี้”

หญิงสาวหัวเราะกับท่าทางของเด็กน้อยที่ช่างพูดช่างจาดูน่ารักน่าเอ็นดู

“ได้สิ… เดี๋ยวพี่สาวผู้นี้จะพาเจ้าไป มาเถอะ ที่นี่คนเยอะไม่เหมาะจะคุยกัน”

อี้ผิงยื่นมือของตนเองให้อีกฝ่ายจับจูงไปตามเส้นทางอีกเส้นที่ห่างจากตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่มีเหลาอาหารมากมายปรากฏขึ้นมาแทนที่

ยังมีกลุ่มบัณฑิตที่ถือหนังสือตำราเรียนเดินไปมา พวกเขาล้วนใส่ชุดคล้ายกัน ทั้งหญิงชายใบหน้าเคร่งเครียด

“พี่สาว ทำไมพวกเขามีใบหน้าตึงเครียดเช่นนั้น”

อี้ผิงชี้นิ้วอ้วน ๆ ไปที่บัณฑิตแต่ละคนที่เดินผ่าน รวมถึงที่นั่งในร้านน้ำชารายทางอีก พวกเขาล้วนเคร่งเครียด ใบหน้าคิดมาก

“ตอนนี้ใกล้จะสอบคัดเลือกการเลื่อนชั้นเรียนของเหล่าลูกศิษย์ท่านปรมาจารย์จางหมิง การเลื่อนชั้นนี้มีความสำคัญมาก ใครที่ได้คะแนนน้อยจะไม่ได้เลื่อน ทำให้เกิดความอับอายพวกเขาเลยต้องตั้งใจมากหน่อย”

อี้ผิงเพิ่งจะรู้ว่าที่นี่คือสำนักศึกษาชื่อดังของปรมาจารย์จางหมิงชื่อดังที่ไม่ว่าใครต่างก็ต้องการมาร่ำเรียนด้วย ดังพอ ๆ กับสำนักศึกษาหลวงเลยก็ว่าได้

นางช่างเลือกที่ถูก มิน่าแถบจวนที่นางซื้อถึงมีจวนใหญ่มากมายที่มีพื้นที่มากกว่าจวนนางหลายเท่า ที่จริงตระกูลใหญ่สร้างจวนไว้ที่นี่เพื่อให้บุตรหลานตัวเองมาร่ำเรียนนี่เอง

“แล้วพี่สาวเรียนที่ไหน หรือว่าที่สำนักศึกษาปรมาจารย์จางหมิง”

“ใช่…พี่สาวเรียนที่นั่น มาเถอะ ถึงร้านแล้ว ร้านนี้น้ำชาดีขนมอร่อย อาหารคาวก็หลายเมนู ถ้าเจ้าจะหาร้านอาหารอร่อย ๆ เต็มไปด้วยขนมน้ำชานั่งเล่นพูดคุย ร้านนี้คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดี”

อี้ผิงมองร้านตรงหน้า มันเหมือนร้านขนมเค้กในโลกที่นางเคยไป เพียงต่างกันที่เป็นแนวออกจีน มีการตกแต่งที่ใช้ไม้สีเข้มเป็นหลัก แต่ก็นะ การตกแต่งคล้ายกันทุกร้านเลย ส่วนในร้านก็เป็นโต๊ะเก้าอี้ธรรมดา ๆ เว้นที่ห่างกัน

“มาทางนี้”

อี้ผิงที่หยุดมองทั่วร้านเห็นพี่สาวคนสวยกวักมือเรียกจึงเดินตามขึ้นไปบนชั้นสองของร้านที่มีฉากกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว อีกฝ่ายพาอี้ผิงเดินไปยังโต๊ะติดระเบียง ทำให้ดูปลอดโปร่ง อากาศดี อีกอย่างคือได้เห็นบรรยากาศของถนนเส้นนี้

อี้ผิงปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ นางชะเง้อคอลงไปมองด้านล่าง มองไปตรงข้ามที่มีอีกหลายร้านที่คนเต็มไปหมด

“เด็กน้อย ไหนบอกมาซิว่าเจ้าชื่ออะไร เป็นบุตรหลานใคร พี่สาวจะได้เรียกถูก”

อี้ผิงหันกลับมายิ้มแจกความน่ารัก

“ข้าชื่ออี้ผิงเจ้าค่ะ อายุแปดหนาว ข้ากับท่านแม่เพิ่งถูกขับออกจากตระกูลของท่านพ่อจึงพากันย้ายมาอยู่ที่นี่ เพิ่งมาถึงเมื่อวานนะเจ้าคะ ท่านพ่อเคยผ่านที่เมืองฉางบอกว่าความเป็นอยู่ดีชาวเมืองน่ารัก ข้ากับท่านแม่จึงมาที่นี่ แล้วพี่สาวชื่ออะไรเจ้าคะ”

“ชื่อหนิงเซียน เมืองฉางเป็นเมืองน่าอยู่จริงตามบิดาเจ้าว่า เมืองแห่งนี้มีการดูแลที่ดี ทั้งยังเต็มไปด้วยปัญญาชน นับว่ามีปัญหาน้อยนิด เอาเป็นว่าพี่สั่งขนมและน้ำชาให้เจ้าดีกว่า”

หนิงเซียนรู้สึกสงสารเด็กสาวอย่างมาก ยังอายุน้อยเพียงนี้กลับถูกขับออกจากตระกูล ดีที่ยังสามารถตั้งหลักได้ ไม่งั้นคงลำบากกว่านี้

อี้ผิงเลือกจะพูดความจริงออกไป นางไม่ได้มีอะไรต้องปิดบังสักหน่อยเรื่องบิดาคือความจริง คนทั้งเมืองหลวงก็รู้เรื่องนี้ดี

“พี่สาวเรียนที่สำนักศึกษาชั้นปีไหนหรือ”

อี้ผิงมองตาโต นางอยู่เมืองหลวงก็รู้อะไรน้อยนิด จึงสนใจอยากจะรู้เพิ่มมาก ๆ เพื่อมาหาทางให้ตนเองในอนาคต

“พี่เรียนปีหนึ่งอยู่นะ เจ้าเองก็สามารถสอบเข้าเรียนได้หากต้องการ สตรีอย่างเรานอกจากความงามต้องมีสติปัญญาถึงจะดี แล้วจวนเจ้าอยู่ไหน กินขนมเรียบร้อยพี่จะพาไปส่ง วันหน้าถ้าคิดถึงจะได้ไปหาถูกจวน ดีหรือไม่”

อี้ผิงพยักหน้ารัว ๆ นางชอบพี่สาวที่ใจดีแบบนี้

“ได้เจ้าค่ะ ข้าจะให้พี่สาวไปส่ง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป