บทที่ 3 ตกงาน
บทที่3
ตกงาน
หลายวันต่อมา
น้ำฝนสาวสวยวัยยี่สิบสี่ปีที่พึ่งตกงานมาหมาดๆ ก็ได้แต่นั่งถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยล้าไม่รู้ว่าชีวิตนี้ไปทำกรรมกับใครไว้นักหนาถึงได้เจอแต่เรื่องแย่ๆ ได้งานทำก็เจอแต่เจ้านายเจ้าชู้หัวงูจนเธอทนทำงานด้วยไม่ได้ ตำแหน่งเลขาที่เธอไฝ่ฝันเพราะค่าตอบแทนค่อนข้างสูงทำให้เธอมีความหวังว่าจะได้ทำงานนี้มาโดยตลอดแต่ทุกครั้งที่ได้เข้าไปทำงานก็ถูกลวนลามจากพวกหัวงูทั้งนั้นคิดแล้วก็น้อยใจในโชคชะตานัก
“นั่งถอนหายใจมาเป็นชั่วโมงแล้ว มึงเป็นอะไรฮะ?” เสียงของเพลงขวัญเพื่อนสนิทของน้ำฝนเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยเพราะเห็นว่าเพื่อนรักนั่งถอนหายใจสีหน้าอมทุกข์มาแบบนี้สักพักแล้ว ไม่รู้ว่ามีอะไรให้ทุกข์ใจขนาดนั้น
“กูตกงานอีกแล้วน่ะสิ ทำไงดีอะมึงงง” น้ำฝนบ่นออกมาพร้อมกับฟุบหน้าลงกับโต๊ะร้านอาหารอีสานเจ้าประจำของทั้งสองคนด้วยท่าทีหมดแรง
“เจอเจ้านายหัวงู?” เพลงขวัญเลิกคิ้วรอฟังคำตอบเห็นท่าทางท้อแท้ของเพื่อนเธอก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยาก
“อืม กูเข้าใจมึงแล้วว่าทำไมถึงไม่ทนอยู่กับบริษัทที่ให้ทุนมึงเรียน” เธอเข้าใจแล้วจริงๆ ว่าการทนทำงานอยู่กับพวกเจ้าชู้หัวงูมันเหนื่อยแค่ไหนซึ่งเพลงขวัญเพื่อนของเธอก็เคยเจอมาก่อน
“เหอะ พูดแล้วกูยังเจ็บใจไม่หาย ลวนลามกูยังไม่พอกูยังต้องมาชดใช้ค่าทุนให้มันอีก” เพลงขวัญบ่นออกมาพร้อมกับกำหมัดแน่นด้วยความโมโหไม่หายเมื่อนึกนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอในครั้งที่ทำงานกับบริษัทเก่า น่าจะตบอีกสักทีสองทีให้หายเจ็บใจ
“ดีนะตอนนี้มึงได้งานทำแล้ว” อย่างน้อยก็ยังมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้น เธอส่งยิ้มบางๆ ให้กับเพลงขวัญถึงแม้ว่าตอนนี้ตัวเธอเองจะกำลังท้อแท้และต้องการกำลังใจแต่เธอก็รู้สึกดีใจที่อย่างน้อยเพื่อนรักก็ได้งานทำแล้ว
“อืม ไปทำกับกูก่อนไหมล่ะ” เพราะที่ทำงานเธอยังรับคนเรื่อยๆ อีกอย่างเธอก็เป็นห่วงไม่อยากให้น้ำฝนคิดมาก
“เฮ้อ กูไม่ได้อยากเลือกงานหรอกนะ แต่ตอนนี้แม่ไม่ค่อยสบาย ไม่อยากทิ้งแม่ไว้คนเดียวอะ” น้ำฝนบอกเพื่อนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเมื่อนึกถึงโรคหัวใจที่แม่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่และช่วงหลังมานี้เธอก็สังเกตเห็นว่าอาการแม่เธอไม่ค่อยสู้ดีนักทำให้เธอต้องเข้าไปปรึกษาหมอเจ้าของไข้และพบว่าสัปดาห์หน้าเธอต้องหาเงินเพื่อไปวางมัดจำในการผ่าตัดให้เร็วที่สุดแต่ตอนนี้หนทางหาเงินของเธอกับริบหรี่จนเธอรู้สึกเครียดและกดดันไปหมด
“มีอะไรที่มึงยังไม่บอกกูใช่ไหม ถึงทำหน้าเครียดแบบนี้” เห็นสีหน้าท่าทางไม่สบายใจของเพื่อนทำให้เพลงขวัญต้องถามออกไปเสียงเข้มด้วยความเป็นห่วง
“อืม อาทิตย์หน้าหมอนัดให้แม่เข้าไปผ่าตัด แต่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่เกือบสี่แสน กูจนปัญญาจริงๆ ว่ะตอนนี้” เธอพยายามหางานที่ได้เงินก้อนใหญ่เร็วๆ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ออกจากงานเป็นว่าเล่นแบบเธอ นี่จะไม่มีหนทางให้เธอจริงๆ เลยเหรอ เฮ้อ!
“แล้วเงินที่มึงได้มาคราวนั้นล่ะ” เพลงขวัญรู้มาว่าเพื่อนของเธอไปทำงานบางอย่างมาจนได้เงินมาพอสมควรแต่ไม่รู้รายละเอียดของการเอาไปใช้จ่าย
“ใช้หนี้หมดแล้ว พ่อกูเอาบ้านไปจำนองกับพวกมาเฟียเงินกู้นอกระบบ กูก็พึ่งมารู้ว่าบ้านที่อยู่มาโดยตลอดเป็นหนี้อยู่ตั้งห้าแสนขนาดเสียไปแล้วยังทิ้งภาระไว้ให้กูกับแม่และนี่ยังเป็นหนี้นอกระบบอีกหลายแสนที่เจ้าหนี้ตามทวงตลอดโชคดีที่อันนามันให้ยืมมาใช้หนี้ตอนที่กูบินไปงานแต่งมันนั่นแหละ” น้ำฝนระบายความอัดอั้นในใจให้เพื่อนฟังเพราะชีวิตของเธอก็คงมีแต่อันนากับเพลงขวัญเนี่ยแหละที่เป็นเพื่อนแท้และไม่ทิ้งกันในยามยากลำบาก
“มึงก็เลยไม่กล้ายืมอันนาอีกใช่ไหม” เพลงขวัญเข้าใจน้ำฝนดีว่าที่มานั่งทำหน้าเครียดแบบนี้ก็คงไม่อยากรบกวนอันนาอีกและก็คงหมดหนทางจริงๆ เธอเองก็เห็นใจเพื่อนมากๆ ด้วยเพราะเธอรับรู้มาโดยตลอดในช่วงที่พ่อของอีกคนยังไม่เสียชีวิตก็เอาแต่ดื่มเหล้าและติดการพนันไม่ช่วยทำงานจนสุดท้ายก็ไปเสียชีวิตในบ่อนแต่เรื่องก็ผ่านมาหลายปีแล้วล่ะ
“อืม กูเกรงใจมัน มันมีชีวิตดีแล้วกูคิดว่าไม่ควรจะไปรบกวนมันมากเกินไปเพราะกว่ามันจะมีวันนี้ได้ชีวิตมันก็ผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกัน” น้ำฝนยิ้มบางๆ เมื่อนึกถึงเพื่อนสนิทอีกคนและเธอก็รู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้อันนาจะมีชีวิตที่ดีและสามารถช่วยเหลือเธอได้ แต่ในฐานะเพื่อนเธอก็ไม่อยากไปรบกวนอีกฝ่ายจนเกินไปอีกอย่างอันนาก็ช่วยเหลือเธอมากพอแล้ว
เพลงขวัญครุ่นคิดตามคำพูดของเพื่อนก่อนจะเอ่ยปากออกไปอย่างต้องการช่วยเหลือและเธอก็เต็มใจที่จะช่วยด้วย
“งั้นมึงเอาเงินกูไปก่อน กูพอมีอยู่เกือบสามแสน ลองคุยกับโรงพยาบาลว่าขอผ่อนไปก่อนเผื่อได้ ยังไงชีวิตแม่มึงก็สำคัญกว่า”
“ไม่เอา กูเกรงใจมึง มึงเองก็ต้องกินต้องใช้อีกอย่างมึงยังต้องใช้หนี้ทุนให้บริษัทหน้าเลือดนั่นอีก” น้ำฝนรีบส่ายหน้าปฏิเสธออกไปอย่างไม่ยอมรับเงินจากเพื่อนเพราะตลอดเวลาเพลงขวัญก็คอยช่วยเหลือมาโดยตลอดแต่ครั้งนี้มันเป็นเงินก้อนใหญ่เกินไปเธอคงเห็นแก่ตัวไม่ลงที่จะเอาเงินก้อนสุดท้ายเพื่อนมาใช้ก่อน
“ไม่เป็นไร มึงเอาไปก่อน มึงก็รู้ชีวิตกูถ้าไม่มีมึงกับคุณน้ากูก็ไม่มีใครแล้วนะ น้ารุ้งก็เหมือนแม่กูคนนึง” เพลงขวัญพูดออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนที่แววตาของเธอจะไหววูบเมื่อนึกไปถึงเรื่องราวของตัวเองที่กว่าจะมีวันนี้ได้ก็ต้องอดทนมาพอสมควร เธอเองก็ผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกันถ้าไม่มีครอบครัวน้ำฝนคอยดูแลเอาใจใส่เธอก็คงมองไม่เห็นอนาคตตัวเองและสู้มาจนถึงทุกวันนี้ได้
เพลงขวัญเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่รู้ว่าพ่อแม่ตัวเองเป็นใครและถูกส่งมาอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่เกิด ตั้งแต่เล็กจนโตจนเริ่มจำความได้เธอก็อยู่ในสถานที่แห่งนั้นมาโดยตลอดกระทั่งได้เจอกับน้ารุ้งและน้ำฝนที่ชอบเอาขนมไปแจกเด็กๆ ในบ้านเด็กกำพร้าที่เธออยู่บ่อยๆ จนเธอได้รู้จักพูดคุยและเป็นเพื่อนเล่นกับน้ำฝน ในตอนนั้นเธอดีใจมากเพราะเธอรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองยังมีเพื่อนอยู่ข้างๆ และเธอรู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่ถูกน้ารุ้งที่แสนอ่อนโยนกอดปลอบเธอ
กระทั่งเธอได้รับทุนการศึกษาสำหรับเด็กที่อยากเรียนหนังสือซึ่งเธออดทนและกัดฟันสู้จนสามารถเรียนจบชั้นมัธยมปลายและสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ อีกทั้งเธอยังได้รับทุนจากบริษัทแห่งหนึ่งให้ทุนเธอจนเรียนจบปริญญาตรีด้วย แต่มีข้อแม้ตามสัญญาหากเรียนจบแล้วเธอต้องเข้าไปทำงานใช้ทุนที่บริษัทแห่งนั้น
ช่วงมัธยมปลายเธอได้เข้าเรียนโรงเรียนรัฐธรรมดาแห่งหนึ่งและโชคดีที่เธอได้เรียนห้องเดียวกันกับน้ำฝนเพราะเวลามีการประชุมผู้ปกครองน้ารุ้งจะอาสาเป็นผู้ปกครองให้เธออีกคนเสมอ วันเวลาผ่านไปนานหลายปีน้ำฝนกับน้ารุ้งก็ยังเป็นบุคคลที่อยู่ในชีวิตเธอจนกระทั่งเธอเรียนจบปริญญาก็ยังเป็นน้ารุ้งกับน้ำฝนที่ไปแสดงความยินดีกับเธอซึ่งน้ำฝนเรียนมหาวิทยาลัยอีกที่กับอันนาเพื่อนของเธอทำให้เพลงขวัญพลอยรู้จักกับอันนาไปด้วยแต่ไม่ได้สนิทเท่ากับน้ำฝน
อีกทั้งชีวิตเธอก็ยังมีบรรดาคุณครูและพี่เลี้ยงจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยที่ยังรักและหวังดีกับเธอเสมอถึงแม้เธอจะออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองหลายปีแล้วตั้งแต่จบมัธยมปลายแต่เธอก็ยังกลับไปเยี่ยมเยียนและหาของไปฝากบุคคลเหล่านั้นทุกครั้งอย่างที่ไม่เคยลืมว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหนและเติบโตมาได้เพราะใคร
“มึงเก็บไว้ก่อน กูขอหาทางดูก่อน” น้ำฝนเอื้อมมือไปจับมือเพื่อนด้วยความซาบซึ้งใจอย่างน้อยชีวิตเธอก็มีเพื่อนที่ดีอยู่เคียงข้าง
“มึงจะเกรงใจกูทำไม มึงกับน้ารุ้งช่วยกูมาตั้งหลายอย่าง ให้ข้าวให้น้ำให้ที่พักกูฟรีๆ มาตั้งหลายปี” เพลงขวัญพูดออกมาอย่างไม่เข้าใจ เธอเต็มใจช่วยและไม่อยากให้เพื่อนมาเกรงใจกับอะไรแบบนี้ด้วย
ตอนเรียนมหาวิทยาลัยบางครั้งหอพักปิดตามช่วงเวลาปิดเทอม เธอไม่มีที่ไปก็มาอาศัยนอนที่บ้านน้ำฝนตลอดจนกว่าจะเปิดเทอมทั้งข้าวทั้งน้ำฟรีหมดแม้เธอจะขอช่วยจ่ายบ้างเพราะเธอเองก็พอมีเงินเก็บจากการทำงานพิเศษแต่ก็ไม่มีใครยอมรับเงินจากเธอ น้ารุ้งบอกว่าเธอก็เหมือนลูกสาวคนนึง แล้วแบบนี้แม่กำลังป่วยจะให้ลูกคนนี้ทิ้งได้ยังไง
“เพลงมึงเองก็เหนื่อยกว่าจะได้เงินมา มึงต้องยืนขาแข็งซ้ำยังต้องพูดเชียร์ขายสินค้าทั้งคืน กูรู้ว่ามึงเหนื่อย”
ทำไมน้ำฝนจะไม่รู้ว่าเพื่อนตัวเองเหนื่อยแค่ไหนแต่อีกคนแค่ทำเป็นเข้มแข็งตลอดเวลาเพราะหลังจากที่เพลงขวัญเรียนจบเข้าไปทำงานในบริษัทเพื่อใช้ทุนได้ไม่นาน เจ้านายหัวงูก็ออกลายเรียกเธอไปพบอยู่บ่อยๆ และพยายามลวนลามจนเธอทนไม่ไหวตบหน้าอีกคนไปจนเกิดเรื่องราวใหญ่โต โดนค่าปรับและต้องชดใช้ทุนอีกเป็นเงินจำนวนมากทีเดียว ทำให้เธอต้องออกหางานทำใหม่เพื่อมาใช้หนี้
“กูไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้นหรอก กูว่ามันดีกว่างานบริษัทที่บางครั้งต้องใส่หน้ากากเข้าหากันเป็นไหนๆ ถึงตอนนี้กูจะเป็นพีจีในผับแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหายแถมยังได้เงินเร็วด้วย” เพลงขวัญพูดออกมาอย่างคนไม่คิดอะไรถึงใครจะมองว่าการทำงานกลางคืนไม่ดีและเสี่ยงต่ออะไรหลายๆ อย่างแต่ตัวเธอรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรและโชคดีที่ผับที่เธอทำงานอยู่นั้นขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยและดูแลพนักงานเป็นอย่างดี
อีกอย่างงานนี้ยังให้ผลตอบแทนดีและทำให้เธอสามารถเก็บเงินได้เร็วเพราะเธออยากหาเงินไปใช้หนี้บริษัทหน้าเลือดที่ให้ทุนเธอเรียนและเรียกเก็บอย่างโหดเร็วๆ เพื่อที่เธอจะได้เริ่มเก็บเงินมาเปิดร้านเสื้อผ้าทำแบรนด์ตัวเองตามความฝันที่เคยตั้งเอาไว้แต่มันคงไม่ง่ายนักด้วยเงินเก็บที่มีอยู่ยังคงไม่มากพอ
“ไม่เหนื่อยอะไร กลางคืนก็ทำงานที่ผับ กลางวันก็ไปพูดขายสินค้าอาหารเสริมและความงาม” น้ำฝนบ่นออกมาเบาๆ กับความหาเงินเก่งของเพื่อนเพลงขวัญแทบจะไม่มีเวลาได้พักผ่อนอยู่แล้ว
งานอะไรที่ได้รับเงินเร็วเพลงขวัญจะรับทำหมดซึ่งงานโปรโมตสินค้าอะไรพวกนี้เธอถนัดอยู่แล้วเนื่องจากจบประชาสัมพันธ์บวกกับหน้าตาสวยเซ็กซี่โดยที่ไม่ต้องแต่งแต้มอะไรเยอะก็ทำให้เธอพูดขายอะไรออกไปคนก็อยากเข้ามาซื้อและอุดหนุน ซึ่งน้ำฝนก็เคยไปรับจ๊อบบ้างอยู่ช่วงนึงกระทั่งเธอได้งานใหม่จึงเลิกทำและตอนนี้ดันมาตกงานอีกแล้ว
“สรุปเอาไง เอาเงินกูไปก่อนเถอะ แล้วค่อยหาทางกัน” เพลงขวัญยังคงถามด้วยน้ำเสียงจริงจังอีกครั้งเพราะถ้าไม่มีหนทางจริงๆ เธอจะเป็นคนยัดเยียดและไปจัดการวางเงินที่โรงพยาบาลด้วยตัวเองถ้าหากน้ำฝนยังเกรงใจอยู่แบบนี้
“กูว่าจะลองของานเจ้ดาวดูเพราะกูคิดว่ามันอาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกหลังผ่าตัด มึงเก็บเงินมึงไว้ก่อนเผื่อไว้ใช้ตอนฉุกเฉิน” น้ำฝนที่คิดอะไรบางอย่างออกก็บอกเพื่อนออกไปและใช่การผ่าตัดต้องใช้เงินก้อนใหญ่และหลังผ่าตัดก็อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ฉะนั้นเธอต้องหาทางได้เงินก้อนใหญ่มาก่อน
“มึงยังจะรับงานแบบนั้นอีกเหรอ ไหนบอกกูว่าจะทำครั้งนั้นครั้งเดียว อีกอย่างที่มึงไปงานแต่งอันนามามึงก็ไปเจอกับโจทก์เก่ามึงไม่ใช่หรือไง มึงไม่คิดว่าเขาจะตามมาทวงเงินคืนบ้างเหรอ กูไม่อยากให้มึงไปเสี่ยงอีก” เพลงขวัญส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เห็นด้วย อีกทั้งเธอก็รู้สึกเป็นห่วงเพื่อนด้วย งานแบบนั้นเธอคิดว่ามันเสี่ยงเกินไปสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างน้ำฝน
“เขาไม่ตามหรอกน่า เขารวยจะตาย อีกอย่างผ่านมาสองเดือนแล้วถ้าเขาจะตามกูจริงๆ กูคงหนีมาแบบนี้ไม่ได้หรอก” น้ำฝนพูดออกไปด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนักตั้งแต่หนีเขามาได้และไปเจอกันที่งานแต่งงานอันนาอีกครั้งเธอก็พยายามหลบเลี่ยงเขาและหนีมาอีกจนได้ เธอคิดว่าเขาคงไม่ตามเธอมาถึงประเทศไทยหรอกมั้ง…
