บทที่ 4 งานที่เสี่ยง
บทที่4
งานที่เสี่ยง
วันต่อมา
น้ำฝนออกไปสมัครงานมาเรียบร้อยก็กลับเข้าบ้านมาด้วยรอยยิ้มสดใสเพื่อให้แม่ตัวเองไม่ต้องรู้สึกเป็นห่วง เธอพยายามทำทุกอย่างให้มารดาไม่คิดมากจะได้ไม่ส่งผลกับอาการป่วย
“ไปสมัครงานเป็นไงบ้างลูก” เห็นลูกสาวเพียงคนเดียวกลับมาแล้วผู้เป็นแม่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม้สุขภาพไม่ดีนักแต่เธอก็พยายามหยิบจับทำอะไรเพื่อช่วยค่าใช้จ่ายในบ้านเพราะไม่อยากเป็นภาระของลูกสาวมากเกินไป ด้วยความที่มีกันสองคนแม่ลูกทำให้เธอพยายามที่จะดูแลตัวเองให้ดีและอยู่ดูแลลูกให้นานที่สุดเท่าที่แม่คนนี้จะทำได้
“โอเคค่ะแม่ รอแค่ผลสัมภาษณ์งาน” น้ำฝนบอกแม่ตัวเองออกไปด้วยรอยยิ้มทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเธอไม่มั่นใจเลยว่าจะได้งานนี้หรือเปล่า
“เหนื่อยไหม หิวข้าวหรือยังลูก แม่ทำของโปรดหนูไว้เยอะเลย” เมื่อเห็นสีหน้าของลูกสาวที่มีความกังวลเธอจึงถามด้วยความห่วงใย ถึงแม้เจ้าตัวจะพยายามยิ้มสดใสแต่เธอเป็นแม่ทำไมจะไม่รู้ว่าลูกตัวเองกำลังเหนื่อยมากแค่ไหน
“ไม่เหนื่อยค่ะ แต่หิวข้าวมากๆ เลย” น้ำฝนเข้าไปกอดอ้อนแม่ตัวเองอย่างที่ชอบทำ เธอชอบกอดชอบหอมแม่ตัวเองตั้งแต่เด็กๆ แล้วเรียกได้ว่าเธอติดแม่เอามากๆ
“หึ เรานี่นะ โตขนาดนี้แล้วยังมาอ้อนแม่เป็นเด็กๆ ไปได้ ถ้าวันนึงไม่มีแม่หนูจะไปอ้อนใครล่ะเนี่ย” หญิงวัยกลางคนพูดออกมาอย่างติดตลกแต่ก็แฝงไปด้วยความจริงจังอยู่ในนั้น เธอรู้ว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจและตอนนี้ก็แค่รักษาไปตามอาการเพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพงถ้าต้องทำการผ่าตัด เธอไม่อยากให้ลูกสาวของตัวเองเหนื่อยไปมากกว่านี้
“แม่อย่าพูดแบบนี้สิคะ แม่ต้องได้ผ่าตัดและอยู่กับหนูไปนานๆ ขอแค่ช่วงนี้แม่ดูแลตัวเองดีๆ ก็พอ เชื่อใจหนูนะหนูหาเงินได้” น้ำฝนที่ได้ยินมารดาพูดออกมาแบบนั้นก็ถึงกับน้ำตาคลอพร้อมกับกอดเอวผู้เป็นแม่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อยชีวิตเธอเหลือแค่แม่คนเดียวยังไงแม่ของเธอก็ต้องหายและอยู่กับเธอไปนานๆ
“จ้ะๆ แม่จะดูแลตัวเองดีๆ นะ” สายรุ้งลูบแขนลูกสาวตัวเองเบาๆ ด้วยความรักเห็นสีหน้ากังวลของลูกเธอก็ไม่อยากทำให้อีกฝ่ายไม่สบายใจ
“งั้นหนูไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ จะได้รีบมาทานข้าวฝีมือแม่” น้ำฝนผละตัวจากแม่ตัวเองด้วยรอยยิ้มสดใสเมื่อผู้เป็นแม่ยอมรับปากว่าจะดูแลตัวเองดีๆ ก่อนจะก้าวเท้าเร็วๆ เพื่อขึ้นไปเปลี่ยนชุดจะได้รีบลงมา
“เพลงขวัญล่ะลูก จะมาหรือเปล่า” ผู้เป็นแม่รีบเอ่ยถามถึงคนที่เธอรักเหมือนลูกสาวอีกคนเพราะว่าไม่ได้เจอเพลงขวัญมาหลายวันแล้วเธอคิดถึง
“มาค่ะๆ เพลงบอกคิดถึงแม่อยากมาหาจะแย่แล้ว” น้ำฝนชะโงกหน้ากลับมาตอบแม่ตัวเองด้วยรอยยิ้มเพราะตอนนี้เธอเดินขึ้นไปจนถึงชั้นสองของบ้านแล้ว
“ดีๆ แม่ก็คิดถึงเหมือนกัน” สายรุ้งยิ้มออกมาอย่างคนสุขใจที่วันนี้เธอจะได้นั่งทานข้าวกับลูกๆ ทั้งสองคน
เวลาผ่านไปสักพักน้ำฝนก็เดินลงมาจากห้องนอนด้านบนและรีบสาวเท้าเดินออกไปหน้าบ้านเพราะเธอได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์ขับมาจอดยังหน้าบ้านของเธอ
“เท่าไหร่คะพี่” เสียงหวานใสของเพลงขวัญที่กำลังยื่นหมวกกันน็อกคืนพี่วินมอเตอร์ไซค์พร้อมกับถามออกไปด้วยความหอบเหนื่อยเพราะเจ้าตัวคงเร่งรีบมาอีกตามเคย ความคล่องแคล่วว่องไวไม่มีใครเกินเพื่อนของเธอคนนี้จริงๆ
“แว้นมาอีกแล้วเหรอ” น้ำฝนถามข้ามรั้วออกไปด้วยน้ำเสียงติดตลก
“เออดิ กลัวคุณน้ารอนาน” เพลงขวัญบอกออกไปด้วยรอยยิ้มไม่ต่างกันก่อนจะผลักประตูรั้วไม้สีขาวเก่าๆ เข้ามาด้วยความคุ้นเคย เธอคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้ตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ
“บอกให้ย้ายมาอยู่ด้วยกันก็ไม่ยอม” น้ำฝนบ่นอุบออกมาเบาๆ
“กูเกรงใจ อีกอย่างงานกูก็เลิกดึก น้ารุ้งยิ่งไม่ค่อยสบายอยู่เดี๋ยวอดเป็นห่วงกูไม่ได้อีก” เพลงขวัญบอกเหตุผลออกไปเป็นรอบที่ร้อยได้แต่เพื่อนรักของเธอก็ยังคะยั้นคะยอเพราะความเป็นห่วงไม่อยากให้พักอาศัยอยู่ตัวคนเดียวแต่ทำไงได้งานของเธอมันไม่เอื้ออำนวยจริงๆ
“เฮ้อ ตามใจแล้วกัน” น้ำฝนถอนหายใจเบาๆ เป็นห่วงก็เป็นห่วงแหละแต่ก็เข้าใจความขี้เกรงใจของเพื่อนรัก
“คิกๆ หน้าบูดเป็นตูดไปได้ เข้าบ้านเร็วๆ น้ารุ้งรอแล้ว” เห็นสีหน้าบูดบึ้งเพราะไม่ได้ดังใจทำให้เพลงขวัญหยิกแก้มป่องของเพื่อนด้วยท่าทีกวนๆ ก่อนจะเดินนำเข้าไปในบ้านด้วยความคุ้นชินจนคนด้านหลังหลุดยิ้มออกมากับความทำตัวเป็นเจ้าของบ้านแทนเธอ
“มาแล้วเหรอลูก” น้ำเสียงอ่อนโยนจากหญิงวัยกลางคนทำเอาคนที่พึ่งมาใหม่ยิ้มตาหยีออกมาด้วยความคิดถึง เพลงขวัญรีบยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่เธอนับถือก่อนจะเข้าไปสวมกอดด้วยท่าทีอ้อนๆ อย่างเช่นทุกครั้ง
“สวัสดีค่ะน้ารุ้ง เพลงคิดถึงน้ารุ้งม๊ากมากก” คำพูดออดอ้อนของเธอทำเอาน้ำฝนที่ยืนมองอยู่กลอกตามองด้วยความหมั่นไส้ สรุปใครเป็นลูกสาวบ้านนี้กันแน่
“น้าก็คิดถึงหนู ไม่เจอตั้งหลายวันแน่ะ” สายรุ้งกอดตอบอีกคนด้วยความคิดถึงไม่ต่างกัน แววตาที่มองก็มีแต่ความรักความอ่อนโยนเพราะเพลงขวัญก็เหมือนลูกสาวของเธออีกคนและเธอก็คิดแบบนั้นมาโดยตลอด
“เพลงติดงานค่ะ แต่วันนี้ว่างทั้งวันจะอยู่ช่วยน้ารุ้งทำขนมและไลฟ์ขายให้นะคะ” น้ำเสียงสดใสและท่าทีน่ารักน่าเอ็นดูของเธอทำเอาเจ้าของบ้านอดหยิกแก้มนิ่มด้วยความมันเขี้ยวไม่ได้
“น่ารักที่สุดเลยเด็กคนนี้” ชมเพื่อนลูกสาวเสร็จก็จับจูงกันไปนั่งทานข้าวด้วยความอารมณ์ดีโดยมีเพลงขวัญออดอ้อนไม่หยุดจนน้ำฝนได้แต่มองตามอย่างหมั่นไส้แต่ก็อดระบายยิ้มออกมาไม่ได้
“แม่คะ ช่วงนี้งดทำขนมลงหน่อยนะคะ หนูไม่อยากให้แม่ทำงานหนัก” น้ำฝนบอกผู้เป็นแม่ด้วยความเป็นห่วง โรคหัวใจที่เป็นอยู่ไม่ควรจะทำงานหนักจนเกินไปเพราะเดี๋ยวอาการจะทรุดลง เธอเป็นห่วงมารดา
“จ้ะๆ แต่วันนี้แม่ขอทำเยอะนะ แม่มีลูกมือแล้ว” สายรุ้งยอมรับปากลูกสาวด้วยความเข้าใจแต่วันนี้มีผู้ช่วยพิเศษทำให้อดต่อรองกับลูกสาวไม่ได้เพราะเธอชอบทำขนมมากทำมาตั้งแต่น้ำฝนยังเด็กจนตอนนี้ก็ยังทำอยู่เพียงแต่ต้องทำน้อยลงตามจำนวนออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งเพราะลูกสาวเธอสั่งห้ามไม่ให้รับงานเยอะจนเกินไป
“แกไม่ต้องห่วงหรอกน่า เดี๋ยวฉันช่วยน้ารุ้งเอง” เพลงขวัญหันหน้าไปบอกเพื่อนรักยิ้มๆ ก่อนจะหันกลับมาบอกคนที่เธอรักเหมือนแม่แท้ๆ อย่างเต็มใจที่จะช่วยอีกครั้ง
“เดี๋ยวเพลงช่วยค่ะ รับรองขายหมดภายในพริบตา ขนมไทยน้ารุ้งอร่อยที่สุด” เธอเองเคยมาช่วยทำขนมและไลฟ์ขายผ่านออนไลน์อยู่บ่อยครั้งจนมีลูกค้าขาประจำเยอะพอสมควรและเธอไม่ได้อวยจริงๆ ขนมน้ารุ้งของเธออร่อยมากๆ
ไม่นานทั้งหมดก็ทานข้าวเสร็จเรียบร้อย น้ำฝนกับเพลงขวัญก็ช่วยกันเก็บโต๊ะและนำถ้วยจานไปล้างทำความสะอาดก่อนจะรีบเข้าไปช่วยผู้เป็นแม่ทำขนมตามออเดอร์ที่มีลูกค้าสั่งเอาไว้
บ้านของน้ำฝนเป็นบ้านกึ่งปูนกึ่งไม้ ชั้นบนเป็นไม้ด้านล่างเป็นปูนแต่ถูกทาสีให้เป็นสีขาวให้ความรู้สึกสบายตา เป็นบ้านหลังขนาดกลางมีเพียงห้องนอนสองห้องและหนึ่งห้องน้ำแต่บริเวณรอบๆ บ้านกลับร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่และดอกไม้อีกมากมายที่แม่เธอชอบนำมาปลูกไว้จนส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณบ้าน ให้ความรู้สึกสดชื่น บ้านหลังนี้แม่ของเธอรักมากจนเธอต้องยอมทำงานบางอย่างที่มันเสี่ยงเพื่อไปไถ่บ้านหลังนี้กลับคืนมา
“น้ารุ้ง เพลงทำสวยไหมคะ” เสียงเจื้อยแจ้วจากเพลงขวัญดังขึ้นทำให้คนที่ถูกเรียกหันหน้าไปมองด้วยความเอ็นดูก่อนจะพยักหน้าบอกเธอ
“สวยมากจ้ะ”
“คิกๆ ขอบคุณค่ะ งั้นระหว่างนี้เดี๋ยวเพลงเปิดไลฟ์ขายเลยดีกว่า” เพลงขวัญพูดขึ้นมาอย่างนึกขึ้นได้โดยที่น้ำฝนก็พยักหน้าเห็นด้วยเพราะพวกเธอทำขนมกันเยอะมากวันนี้คงต้องไลฟ์ขายจะได้ขายออกเร็วๆ
หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงรถมารอรับออเดอร์เต็มหน้าบ้านทำเอาทั้งสามคนแพ็กขนมกันเกือบไม่ทันเลยทีเดียวแต่ก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขไม่มีความเหนื่อยล้าเลยสักนิดเดียว
“สนุกเหมือนกันนะเนี่ย” น้ำฝนพึมพำออกมาก่อนจะหันหน้าไปมองผู้เป็นแม่ที่ยืนอมยิ้มด้วยความดีใจกับออเดอร์แน่นๆ ในวันนี้ เธอรู้ว่าแม่ของเธอชอบทำขนมเอามากๆ
“ขอบคุณลูกทั้งสองมากเลยนะ ขนมแม่หมดเกลี้ยงเลย” สายรุ้งพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นว่าขนมที่ทำขายหมดเร็วกว่าที่คิดไว้
“งั้นแม่ไปพักก่อนนะคะ เดี๋ยวหนูจัดการเก็บของเอง” น้ำฝนที่สังเกตเห็นอาการเหนื่อยหอบของมารดาก็พูดขึ้นมาอย่างพยายามเป็นปกติแม้ในใจจะรู้สึกบีบรัดเพราะความเป็นห่วง
“จ้ะๆ ขอบใจนะลูก” สายรุ้งเองก็ไม่อยากดื้อกับลูกจนเกินไปจึงยอมเดินกลับไปนั่งพักด้านในอย่างว่าง่ายปล่อยให้เด็กๆ ทั้งสองช่วยกันเก็บล้างทำความสะอาดต่อ
“น้ารุ้งดูอาการไม่ค่อยดีจริงด้วย ตกลงมึงเอาไง หาเงินได้ยัง” เพลงขวัญที่ยืนอยู่ไม่ไกลรีบเดินมากระซิบถามเพื่อนด้วยความเป็นห่วงเพราะสังเกตเห็นว่าน้ารุ้งของเธออาการดูแย่ลงจริงๆ
“กูส่งข้อความหาเจ้ดาวละ รอเจ้ตอบกลับ” น้ำฝนบอกเพื่อนออกไปด้วยน้ำเสียงเครียดๆ ครั้งนี้ไม่ว่างานจะเสี่ยงแค่ไหนเธอต้องหาเงินมาเป็นค่าผ่าตัดแม่เธอให้ได้
“อืม ได้เรื่องยังไงบอกกูด้วย” เพลงขวัญพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินเข้ามาโอบไหล่เพื่อนเพื่อให้กำลังใจ
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงเย็นเพลงขวัญก็ขอตัวกลับคอนโดตัวเองเพื่อพักผ่อนเพราะที่ทำงานโทรมาบอกเธอว่ามีคนลาป่วยเธอต้องเข้าไปทำแทน ทำให้ตอนนี้จึงเหลือน้ำฝนเพียงคนเดียวที่นอนรอโทรศัพท์อยู่บนห้องของตัวเองอย่างใจจดใจจ่อ
ครืดด~ เสียงสั่นครืดคราดของโทรศัพท์มือถือทำเอาเธอสะดุ้งตกใจก่อนจะรีบกดรับสายเพราะคนที่เธอรอคอยโทรกลับมาแล้ว
“ฮัลโหลค่ะเจ้ดาว” น้ำฝนรีบกรอกเสียงลงไปอย่างคนมีความหวัง
(จะรับงานแบบเดิมใช่ไหม)
“ค่ะเจ้ ฝนต้องรีบใช้เงิน เจ้หักเปอร์เซ็นต์ได้เลย” น้ำฝนบอกคนปลายสายออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง เจ้ดาวเป็นคนที่ให้งานเธอในครั้งนั้นซึ่งเป็นครั้งแรกที่เธอรับงานแบบนั้นเพราะความจำเป็นที่ต้องใช้เงินมาไถ่บ้านคืน
(มันเสี่ยงรู้ใช่ไหม)
“รู้ค่ะ ฝนจะระวังตัว” น้ำฝนยังยืนยันที่จะทำเพราะเธอต้องการเงินมารักษาแม่ของเธอ
(เฮ้อ โอเค งั้นเย็นนี้ไปคอนโด…) ปลายสายบอกรายละเอียดคร่าวๆ มาซึ่งน้ำฝนก็ตั้งใจฟังจนจำคอนโดดังกล่าวได้ขึ้นใจ
“ไม่ต้องไปให้ลูกค้าเลือกเราเหมือนเดิมเหรอเจ้” น้ำฝนที่ได้ยินปลายสายบอกให้เธอไปพบลูกค้าได้เลยที่คอนโดก็เอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัยเพราะครั้งแรกที่เธอรับงานเธอต้องแต่งตัวสวยๆ เพื่อจะได้เป็นที่สะดุดตานักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักๆ จากนั้นเธอก็จะทำการวางยาและขโมยทรัพย์สินของมีค่าเท่าที่จะเอากลับมาได้ เธอรู้ว่ามันเป็นงานที่ไม่ดีและเสี่ยงแต่ทำไงได้ตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
(อืม รอบนี้ลูกค้าติดต่อมาเอง เขาขอคนไปดูแลเขาที่คอนโด คนนี้กระเป๋าหนักมากนะ ถ้าเราไม่รับเจ้จะหาคนอื่นไปแทน)
“รับค่ะเจ้ ฝนโอเค” น้ำฝนรีบบอกออกไปด้วยความร้อนรนเพราะกลัวว่าจะพลาดงานนี้
(งั้นก็ไปหาคุณเขาสักสองทุ่มนะ ระวังตัวด้วย เจ้ช่วยเราได้แค่นี้)
เมื่อปลายสายตัดไปน้ำฝนก็รู้สึกใจเต้นแรงด้วยความกลัวแปลกๆเหมือนกับมีลางสังหรณ์บางอย่างที่กำลังจะเกิดเรื่องไม่ดีกับเธอ
“เฮ้อ เลิกคิดๆ เราเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว…”
