บทที่ 1 เด็กบ้านนอก
ตอนที่ 1 เด็กบ้านนอก
รถแท็กซี่สีชมพูจอดเทียบอยู่บริเวณบันไดหินอ่อน ก่อนจะทอดสูงขึ้นไปยังตัวคฤหาสน์ตระกูล ‘อัครเดชเดชา’ ซึ่งติดอันดับหนึ่งในห้าเศรษฐีเมืองไทย ส่วนท้ายรถนั้นเด็กสาวผมยาวมัดเป็นหางม้ากำลังแบกกระสอบป่านบรรจุข้าวสารจากข้างในรถ นำมาวางลงตรงตีนบันได แล้วรีบวิ่งกลับไปแบกกล้วยน้ำว้าดิบสีเขียวเครือยาวมาวางไว้ข้างกัน นิ้วชี้ไล่นับเหมือนอยากให้มั่นใจว่าข้าวของทุกอย่างถูกยกลงมาครบไม่มีหลงลืม
“หนูกานต์ มาถึงแล้วหรือลูก” คุณหญิงเพียงเพ็ญ ประมุขใหญ่ในบ้านหลังงาม วิ่งถลาเข้ามาสวมกอดเอวบางของสาวน้อย
“คุณป้าสวัสดีค่ะ หนูแบกข้าวสารกับเอาของที่สวนมาฝากคุณป้าด้วยค่ะ”
มนตกานต์ สาวน้อยเจ้าของนัยน์ตากลมโต แก้วป่อง ยกมือขึ้นมาไหว้ แล้วโน้มตัวลงไปกอดเอวของคุณหญิงเพียงเพ็ญ เป็นการทักทายที่สื่อความหมายได้ว่า หญิงสาวต่างวัยทั้งสองนั้น มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันมากเพียงใด
“แม่บอกว่าคุณป้าไม่สบาย คุณป้าหายดีแล้วหรือคะ”
“ยังไม่ดีเลยลูก แค่ก แค่ก แค่ก” เพียงเพ็ญแสร้งกระแอมไอเหมือนคนเจ็บไข้ได้โรคร้ายแรง เป็นเวลาเดียวกับรถเก๋งคันใหญ่แล่นปราดเข้ามาจอดเทียบติดอยู่ตรงเชิงบันได สวนทางกับรถแท็กซี่ที่เพิ่งขับออกไป
ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทหรูหราเหมือนเดินออกมาจากจอทีวี สะกดสายตาของสาวน้อยบ้านนอก แก้มขาวเปลี่ยนสีเป็นชมพูทันทีเมื่อเห็นคนหล่อ แต่พอพ่อคุณนั่นได้อ้าปากพูดเท่านั้น ยิ้มหวานกลับหุบฉับลงทันที
“คุณแม่เรียกให้ผมกลับมาบ้านด่วน มีธุระอะไรอย่างนั้นหรือครับ”
ภารัญ เพียงปรายหางตามองเด็กสาวแปลกหน้าที่ยืนประคองกอดเอวมารดาแล้วพอเดาอะไรต่าง ๆ ได้ ชุดเสื้อยืดกางเกงยีน รองเท้าผ้าใบไม่มียี่ห้อ อีกทั้งถุงกะปิ น้ำปลา กระสอบข้าวสาร ที่พวกแม่บ้านกำลังช่วยกันขนเข้าไปในบ้านนั้นทำให้เขาเดาได้ในทันทีว่าเด็กสาวคนนี้คงเป็น มนตกานต์ ‘คู่หมั้น’ ที่อยู่ ๆ ก็โผล่พรวดเข้ามาในชีวิตเขาอย่างกะทันหันชนิดตั้งตัวไม่ทัน
“ทำไม เดี๋ยวนี้โทรตามให้ลูกกลับบ้านนี่ แม่ต้องธุระ มีเรื่องด่วนด้วยอย่างนั้นหรือ”
“แต่วันนี้ผมบอกคุณแม่แล้วนี่ครับว่า ผมมีนัดกับลิตา”
จบประโยคประตูรถฝั่งด้านข้างคนขับถูกผลักให้เปิดออก พร้อมกับหญิงสาวสวยราวกับนางฟ้า ก้าวลงมาจากรถ ยกมือไหว้คุณหญิงเพียงเพ็ญพร้อมด้วยรอยยิ้มหวานจนมนตกานต์มองจนตาค้าง
“สวัสดีค่ะคุณแม่”
“แต่แม่ก็บอกแกแล้วนี่ว่าวันนี้หนูกานต์จะมาจากต่างจังหวัด ให้แกกลับมากินข้าวบ้าน” คนถูกไหว้ยกมือขึ้นมารับไหว้อย่างลวก ๆ
“แต่วันนี้เป็นวันเกิดของลิตา”
"วันเกิด ?"
“ใช่ค่ะคุณแม่ วันนี้ลิตาจองโรงแรม เตรียมฉลองวันเกิดเอาไว้ค่ะ อีกอย่างในงานมีเพื่อน ๆ ของพวกเรา บินมาจากต่างประเทศหลายคน”
“งานวันเกิดหนูลิตา ป้าไม่ได้ว่าอะไร จะจัดยิ่งใหญ่อลังการแค่ไหนก็ตามสบายเถอะ แต่วันนี้ภารัญต้องอยู่บ้านกินข้าวกับแม่แล้วก็หนูกานต์”
“คุณแม่ครับ”
“อีกไม่กี่วันก็จะแต่งงานกันแล้ว แกควรมาทำความรู้จักกันไว้สิ”
“แต่งงาน...คุณแม่หมายความว่ายังไงคะ”
“ลืมแนะนำไปเลย นี่หนูกานต์เป็นคู่หมั้นของภารัญ อีกไม่กี่วันเขาสองคนก็จะแต่งงานกันแล้ว ภารัญไม่ได้บอกหนูเหรอ”
“...!...!....!...”
มนตกานต์หันซ้ายที ขวาทีเหมือนเวลาดูถ่ายทอดสดกีฬาวอลเลย์บอล เวลาลูกบอลถูกตีข้ามตาข่ายไปทางนั้นทางนี้ หัวคิ้ววิ่งเข้าหากันตามความตึงเครียดของบทสนทนา
เรื่องการแต่งงานครั้งนี้ใช่ว่าเธอเองจะเต็มใจ แต่เพราะแม่บังเกิดเกล้ารบเร้า บอกว่าคุณหญิงเพียงเพ็ญป่วยหนักมาก และอยากเห็นลูกชายเพียงคนเดียวเป็นฝั่งเป็นฝา จึงขอร้องให้เธอมาเป็นเจ้าสาว รอให้เพื่อนรักสมัยเรียนอนุบาลอย่างคุณหญิงเพียงเพ็ญ อาการป่วยหายเป็นปกติเมื่อไหร่ ค่อยหย่าจากกันแล้วกลับบ้านไปช่วยแม่ทำนาเหมือนเดิม
“ผมบอกคุณแม่แล้วนี่ครับ ผมไม่อยากแต่งงาน” ตาขวางมองลงมายังเด็กสาว ที่ยืนแหงนคอ มองการโต้ตอบของสองแม่ลูก และอีกหนึ่งคือคนรักของลูกชายเจ้าของบ้านตาแป๋ว
“เรื่องแต่งงานของภารัญ คุณแม่ไม่ควรมาบังคับภารัญเขานะคะ คุณแม่ก็ทราบนี่คะว่า ภารัญกับลิตาเราสองคนคบหากันมานาน แล้วอยู่ ๆ คุณแม่จะมายัดเยียดให้ภารัญแต่งงานกับ...เด็กคนนี้ มันจะไม่เป็นการบังคับจิตใจกันมากไปอย่างนั้นหรือคะ สมัยนี้ไอ้วิธีคลุมถุงชนแบบโบร่ำโบราณ มันควรจะหมดไปได้แล้ว เพราะแบบนี้บ้านเราเมืองเรา ประเทศเรามันถึงไม่พัฒนาเสียที” คนที่ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประทศนานหลายปีมองค้อนไม่พอใจ ริมฝีปากสีแดงฝาดเหยียดเบะคว่ำมุม มองดูมนตกานต์ตั้งแต่หนังศีรษะจรดพื้นรองเท้าผ้าใบ
“เพราะว่าฉันเห็นลูกชายคบหากับเธอไง ฉันถึงอยากให้เขาแต่งงานกับคนอื่น”
“คุณแม่!”
“ลูกสะใภ้ฉัน ฉันเลือกของฉันเอง ตาภารัญนั้นก็ลูกชายฉัน ฉันเบ่งของฉันออกมา ถ้าแกยังไม่เห็นหัวกัน อย่างนั้นก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่ จะไปไหนก็ไป!”
คุณหญิงเพียงเพ็ญทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ให้กับคู่รัก ที่คบหากันมานานถึงห้าปี แต่เพราะเธอนั้นผ่านร้อน ผ่านหนาวมายาวนานถึงหกสิบห้าปีแล้ว เธอมองออกว่าใครจริง ใครปลอม ลูกชายคนเดียวนั้นใช่ว่าเธอจะไม่รัก แต่เพราะรักจึงไม่อยากให้ลูกหลงผิด ถึงขนาดยอมกลายเป็นแม่ใจร้ายบังคับให้ลูกชายแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จักกัน
“คุณป้าคะ พูดอย่างนี้แล้วถ้าคุณภารัญเขาไปจริง ๆ ละคะ” มนตกานต์ประคองเอวเพื่อนแม่มานั่งลงยังชุดรับรองแขกสีทองอร่ามกลางบ้าน
“ถ้าตารัญเลือกผู้หญิงคนนั้นมากกว่าป้า ก็ถือว่าป้าคลอดหมาออกมาแล้วกัน”
“หื้อออออ” ตาโตเหลือกค้างหันขวับมองกลับไปยังหน้าบ้านทันที
