บทที่ 10 ไม่ต้องช่วย

ตอนที่ 10 ไม่ต้องช่วย

ในความเงียบของยามค่ำ คืนแรกชีวิตแต่งงาน ภารัญนอนลืมตาโพลงมองเพดานห้องด้วยความรู้สึกว่างเปล่า อาทิตย์ก่อนเขายังมีคนรักให้คิดถึง แต่เวลานี้ในหัวของเขาไม่มีอะไรเลย

“คุณภารัญคะ” เจ้าของประกายตาวับวาวขยับตัวนอนตะแคงหันหน้ามาทางเขา

“ว่าไง”

“คุณภารัญอายุเท่าไหร่คะ”

“ถามทำไม”

“เอ้า เป็นสามีภรรยากันนี่คะ อย่างน้อยหนูก็อยากรู้เรื่องของคุณบ้าง ว่าไงคะคุณอายุเท่าไหร่”

“ยี่สิบแปด แล้วเธอล่ะ”

“หนูยี่สิบเอ็ด เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยไม่กี่เดือนนี่เองค่ะ แล้วคุณชอบสีอะไรคะ” คำถามธรรมดาแต่ทว่าเหมือนกุญแจดอกสำคัญที่มันค่อย ๆ ไขเปิดประตูเหล็กที่ขวางกั้น ทำให้ทั้งภารัญและมนตกานต์ค่อย ๆ เดินมายังจุดตรงกลางที่เป็นเหมือนพื้นที่ส่วนรวมของคำว่าสามีภรรยา

“สีน้ำเงิน แต่บางทีก็ชอบสีดำ ฉันชอบสีเข้ม ๆ”

“แต่หนูชอบสีอ่อน ๆ”

“เธอชอบกินอะไร” ภารัญเปลี่ยนฝ่ายมาเป็นคนเริ่มตั้งคำถามบ้าง

“อืมมมม หนูกินหมดเลยค่ะ หมู ไก่ เนื้อ แต่หนูไม่ค่อยชอบกินปลาน้ำจืดมันคาว แต่ชอบมาก ๆ คือกุ้งกับอาหารทะเลค่ะ”

“ฉันรู้จักร้านอาหารทะเลสด ๆ เอาไว้วันหน้าจะพาไปกิน”

“จริงนะ” ร่างเล็กผลุดลุกขึ้นมาในท่านอน

“อืม”

“อันที่จริง หนูว่าแต่งงานกับคุณก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ แต่ถ้าคุณป้าสุขภาพแข็งแรง และทำใจยอมรับเรื่องการหย่าของเราสองคนได้เมื่อไหร่ หนูจะหย่าให้คุณแน่นอนค่ะ”

“เรื่องแต่งงาน ฉันจะไม่เอาเปรียบเธอหรอกนะ เธอเป็นผู้หญิง แต่งงานแล้วถูกหย่าร้าง อนาคตข้างหน้าคนอาจมองเธอไม่ดี”

“เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาหรอกค่ะ คนไม่รักกัน ต่อให้ฝืนยังไงมันก็ไม่รัก อยู่กันไปมีแต่จะรั้งชีวิตอีกฝ่ายมากกว่า ถ้าหากวันข้างหน้าคุณเจอผู้หญิงที่ดีและคุณรักเธอ หนูจะไม่งอแงเลย อีกอย่างสามีในอนาคตของหนู คนต่อไป หนูจะเป็นคนเลือกด้วยตัวหนูเอง เขาจะรักหนูในแบบที่หนูเป็น ที่สำคัญเขาจะเป็นคนมาขอหนูแต่งงาน และเขาจะไม่สนใจว่า หนูเคยผ่านการแต่งงานหรือหย่าร้างมาแล้ว เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ”

เจ้าของแก้มป่องนอนเท้าแขนเอียงหน้าหันมายิ้มให้ ในความมืดนั้นภารัญมองเห็นฟันขาวเรียงเป็นแถวยาวฉีกยิ้มกว้าง รับกับดวงตากลมโตเปล่งประกายสุกสว่างราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า

“ขอบใจ ฉันขอสัญญากับเธอว่า ถึงแม้การแต่งงานนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นจากความรัก แต่ในระหว่างที่เราแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน ฉันจะปฏิบัติต่อเธอ ดูแลและให้เกียรติเธอ ในฐานะภรรยา อย่างที่สามีควรจะทำ”

ภารัญนอนตัวแข็งทื่อ หายใจติดขัดไม่สะดวก เมื่อรุ่งเช้าหลังจากผ่านคืนเข้าหอ เจ้าสาวแก้มป่องนอนดิ้นปีนขึ้นมาทับเขาอยู่ครึ่งตัว ตอนนี้เองที่ภารัญเข้าใจประโยคขอร้องของมนตกานต์เมื่อคืนว่า เพราะเหตุใดเธอจึงห้ามไม่ให้เขาถีบ

“นี่...นี่เธอ...มนตกานต์” ภารัญสะกิดไหล่คนที่นอนน้ำลายไหลลงมาจนเปียกเสื้อของเขา

“ตื่นได้แล้ว”

“หือ” สาวน้อยขี้เซายกมือขึ้นมาเกาหัว แต่ยังไม่ยอมยกแก้มป่องเปรอะคราบน้ำลายออกไปจากอกเสื้อ

“หนูกานต์ ฉันต้องไปทำงานนะ”

“หา ทำงานหรือคะ” หน้ายุ่ง ปากยู่เลอะคราบน้ำลายเหนียวขยับลุกขึ้นมานั่งโงนเงน ตาปรือพยายามลืมขึ้นมองหน้าสามีตามกฎหมาย

“ใช่ เรื่องฮันนีมูน ฉันขอติดเธอเอาไว้ก่อนนะ งานแต่งงานกะทันหันเกินไป ช่วงนี้ที่บริษัทของฉันกำลังมีโปรเจคใหญ่ต้องเร่งดำเนินการ เธอคงไม่ว่าอะไรใช่หรือเปล่า”

“อืมมมม คุณภารัญคะ หนูก็อยากทำงานด้วย”

“ทำงาน”

“ค่ะ หนูออกไปหางานทำนะคะ”

“ทำไมละ อยู่บ้านเป็นเพื่อนคุณแม่เท่านั้นก็พอแล้วนี่ ในฐานะสามียังไงฉันก็ดูแลเธออยู่แล้ว”

“ไม่เอาหรอกค่ะ ใช้เงินคุณมันจะไปสนุกอะไร สู้หนูออกไปทำงานหาเงินเองดีกว่า ส่วนคุณป้ายังไงหนูก็รักท่าน หนูดูแลได้ไม่มีปัญหาเลยค่ะ”

“ถ้าเธออยากทำ อย่างนั้นก็ตามใจ ฉันจะช่วย...”

“โน โน โน ไม่เอาค่ะ หนูจะไปสมัครงานเอง” มนตกานต์ยกมือขึ้นมาโบกไปมา ทำท่าปฏิเสธความช่วยเหลือ

“แน่ใจนะว่า ไม่อยากให้ฉันช่วย” ภารัญนั่งแววตาเป็นประกายเปี่ยมไปด้วยความหวังของนักศึกษาจบใหม่

“ชัวร์!!”

สาวน้อยเดินคอตกกลับเข้ามาภายในคฤหาสน์หลังงามของตระกูลอัครเดชเดชา โดยมีสายตาเป็นห่วงเป็นใยของแม่สามีมองตามไม่ห่าง เรื่องการออกไปสมัครงานของมนตกานต์นั้น ไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด จึงทำให้ทุกคนเป็นห่วง ด้วยเพราะครอบครัวทำธุรกิจและเปิดบริษัทต่าง ๆ มากมายทั้งบริษัทเล็ก บริษัทใหญ่ ทั้งเพียงเพ็ญและภารัญจึงรู้ว่า ใบปริญญาของมนตกานต์คงใช้หางานได้ยาก เนื่องจากจบมาไม่ตรงสายงาน ซ้ำประสบการณ์การทำงานก็ไม่มี

“วันนี้สมัครงานเป็นยังไงบ้าง” ภารัญหันไปถามสาวน้อยที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำรื้อเอกสารประกอบการสมัครงานนำมาวางเรียงจัดชุด เพื่อให้หยิบจับค้นหาได้ง่าย

“อืมมมม ยังไม่ได้ค่ะ เขาบอกว่าเดี๋ยวติดต่อมา แต่หนูรอมาหลายวันแล้วไม่เห็นมีใครโทรมาสักคน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป