บทที่ 5 ปิ่นโตสื่อรักกับบัวลอยละมุนใจ
เสียงกริ่งบอกเวลาพักกลางวันของโรงเรียนประถมดังขึ้น เด็ก ๆ ต่างรีบเก็บหนังสือและอุปกรณ์การเรียนลงใต้โต๊ะ ก่อนทยอยลุกออกจากที่นั่งด้วยความคึกคัก
ปาณิศารีบหยิบกระเป๋าผ้าใบเล็กที่ใส่ปิ่นโตเถาสีนวลขึ้นมาวางบนโต๊ะ ใบหน้าจิ้มลิ้มแต้มรอยยิ้มหวาน เมื่อนึกถึงไข่เจียวปูฟูที่อัครินทร์ตื่นตั้งแต่เช้าลุกมาทำให้ แถมยังจัดใส่ปิ่นโตอย่างประณีตเหมือนทุกวัน
"ยัยนิด! วันนี้คุณอาสุดหล่อทำอะไรมาให้กินเหรอ"
ก้อยหรือกานดา เพื่อนสนิทที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ รีบลากเก้าอี้เข้ามานั่งลงใกล้ ๆ ดวงตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น ขณะที่เพื่อนอีกสามสี่คนก็พากันเดินมาล้อมโต๊ะของปาณิศาอย่างรวดเร็ว
"วันนี้คุณอาทำไข่เจียวปูฟูจ้ะ" ปาณิศาตอบเสียงใส พลางค่อย ๆ เปิดฝาปิ่นโตออกอย่างทะนุถนอม
ทันทีที่ฝาเปิดออก กลิ่นหอมของไข่เจียวปูที่ทอดด้วยน้ำมันหมูแท้ผสมกลิ่นเนื้อปูแกะเป็นก้อนโต ๆ ก็ลอยฟุ้งไปทั่วโต๊ะอาหาร ทำเอาเพื่อน ๆ หลายคนถึงกับสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะแอบกลืนน้ำลายพร้อมกัน
"โห... น่ากินจัง" เพื่อนชายคนหนึ่งเบิกตากว้าง
"เนื้อปูเต็มเลย ไม่เห็นเหมือนไข่เจียวเหี่ยว ๆ ที่โรงอาหารเลยอ่า"
"ใช่ ๆ น่ากินมาก"
"คุณอาเก่งจัง" เสียงชื่นชมดังขึ้นรอบตัว
ปาณิศายิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ ก่อนนึกถึงคำพูดของอัครินทร์เมื่อเช้า
"คุณอาบอกว่าให้แบ่งกันกิน จะได้มีเพื่อนเยอะ ๆ พวกเธอเอาช้อนมาตักสิ"
"จริงเหรอ!"
"ขอบใจนะนิด"
"งั้นเราไม่เกรงใจแล้วนะ"
เพื่อน ๆ ต่างหยิบช้อนของตัวเองมาตักไข่เจียวกันคนละคำสองคำด้วยความเกรงใจ แต่เพียงไม่นาน ไข่เจียวปูฟูชิ้นโตก็หมดเกลี้ยงจนไม่เหลือแม้แต่เศษไข่
"อร่อยมาก"
"อร่อยที่สุดเลย"
"คุณอาของนิดเปิดร้านอาหารจริง ๆ ใช่ไหม"
"วันหลังฝากบอกคุณอาทำมาอีกนะ" เสียงชมดังไม่ขาดสาย
ปาณิศานั่งมองเพื่อน ๆ อย่างมีความสุข หัวใจดวงน้อยพองโตด้วยความภาคภูมิใจ
คุณอาของเธอ เก่งที่สุดจริง ๆ
ตกเย็น รถยนต์คันหรูของอัครินทร์แล่นมาจอดหน้าประตูโรงเรียนตรงเวลาเหมือนทุกวัน
ทันทีที่เห็นรถคุ้นตา ปาณิศาก็สะพายกระเป๋านักเรียน หิ้วเถาปิ่นโต แล้ววิ่งลิ่วออกมาทันที
พอเปิดประตูรถได้ เด็กหญิงก็ยกมือไหว้พุ่มอกอย่างนอบน้อม
"สวัสดีค่ะคุณอา"
"ครับ" อัครินทร์พยักหน้ารับ ก่อนออกรถอย่างนุ่มนวล
ชายหนุ่มบังคับพวงมาลัยเข้าสู่ถนนใหญ่ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเหมือนทุกครั้ง
"เป็นอย่างไรบ้างวันนี้ ข้าวปิ่นโตหมดไหม"
เพียงเท่านั้น เด็กหญิงก็เริ่มเล่าอย่างออกรสออกชาติ มือป้อมโบกไปมาประกอบคำพูดไม่หยุด
"หมดเกลี้ยงเลยค่ะคุณอา เพื่อน ๆ รุมแย่งกันใหญ่เลย ทุกคนบอกว่าคุณอาทำอาหารเก่งที่สุด แล้วก็อิจฉานิดกันทุกคนเลยค่ะ"
"แย่งกันจริงหรือ"
"จริงค่ะ"
"นิดแบ่งให้ทุกคนเลย"
"แล้วเพื่อนยังบอกอีกว่า ถ้าได้กินทุกวันคงมีความสุขมาก"
อัครินทร์เหลือบมองเด็กหญิงที่กำลังเล่าอย่างตื่นเต้น ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ความเหนื่อยล้าจากการยืนคุมครัวทั้งวัน คล้ายจะจางหายไปเพียงเพราะเสียงเจื้อยแจ้วข้างกาย
"อืม... ตัวแค่นี้รู้จักอวดคุณอาด้วยหรือเรา"
ปาณิศารีบส่ายหน้า
"นิดไม่ได้อวดนะคะ"
"แล้วเมื่อกี้เรียกว่าอะไร"
"ก็... นิดพูดเรื่องจริง" คำตอบซื่อ ๆ ทำให้ชายหนุ่มหลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ
"ปากเก่ง" เด็กหญิงหัวเราะคิกคัก ก่อนเอนตัวพิงเบาะอย่างอารมณ์ดี
อัครินทร์ขับรถต่ออีกครู่ ก่อนเอ่ยถามขึ้น
"แล้วจำสัญญากับอาได้ไหม ว่าเย็นนี้จะกินอะไร"
ดวงตาคู่โตของปาณิศาเป็นประกายทันที
"จำได้ค่ะ! บัวลอยไข่หวาน" เสียงตอบดังลั่นรถ พร้อมรอยยิ้มกว้างจนแก้มป่อง
อัครินทร์ส่ายหน้าอย่างขำ ๆ ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ ดูเหมือน... คำสัญญาเรื่องของหวาน จะเป็นเรื่องที่เด็กหญิงคนนี้ไม่มีวันลืมจริง ๆ
เมื่อกลับถึงเรือนบัวแก้ว อัครินทร์ก็พาปาณิศาตรงไปยังห้องครัวหลังเรือนทันที บนโต๊ะเตรียมอาหารถูกจัดวางวัตถุดิบไว้อย่างเป็นระเบียบ ทั้งแป้งข้าวเหนียวเนื้อละเอียด น้ำกะทิสดคั้นใหม่สีขาวข้น และถ้วยเล็ก ๆ ที่บรรจุสีธรรมชาติจากพืชไว้พร้อมสรรพ มีทั้งสีเขียวจากใบเตยสดและสีม่วงครามจากดอกอัญชัน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกะทิและใบเตยลอยอบอวลไปทั่วครัว ชวนให้รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
"หนูนิด มาช่วยอาผสมสีแป้งเร็ว" อัครินทร์เรียกพลางเทแป้งข้าวเหนียวลงในอ่างผสมใบใหญ่
ปาณิศารีบปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ไม้ตัวประจำของตัวเอง ดวงตากลมโตเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
"นิดต้องทำยังไงบ้างคะคุณอา"
"ค่อย ๆ เทน้ำใบเตยลงไปทีละน้อย อาจะนวดแป้งเอง ถ้าแป้งแฉะเกินไป บัวลอยจะเละ"
"ค่ะคุณอา"
เด็กหญิงรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะค่อย ๆ เทน้ำใบเตยลงในอ่างทีละนิดอย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะมากเกินไป มือนุ่มใหญ่ของอัครินทร์เริ่มนวดแป้งอย่างชำนาญ จังหวะการกด คลึง และพับแป้งเป็นไปอย่างคล่องแคล่ว จนเนื้อแป้งค่อย ๆ เนียนนุ่ม เปลี่ยนเป็นสีเขียวพาสเทลน่ามอง
ปาณิศามองตามตาไม่กะพริบ
"คุณอาคะ นิดขอช่วยปั้นได้ไหมคะ"
"ได้ครับ" ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนเหลือบมองมือเล็กของเด็กหญิง
"ล้างมือสะอาดดีหรือยัง"
"ล้างสามรอบแล้วค่ะ" คำตอบจริงจังทำให้อัครินทร์หลุดหัวเราะเบา ๆ
"เก่งมาก" เขาแบ่งแป้งเป็นก้อนเล็ก ๆ ส่งให้เด็กหญิง
"ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ขนาดเท่านี้พอ อย่าใหญ่เกินไป เวลาต้มมันจะขยายตัวอีก"
"รับทราบค่ะ" ปาณิศาพยักหน้าหงึก ๆ ก่อนใช้ปลายนิ้วปั้นแป้งอย่างตั้งอกตั้งใจ
สองอาหลานนั่งล้อมวงปั้นเม็ดบัวลอยอยู่หน้าโต๊ะไม้ ต่างคนต่างมีหน้าที่ของตัวเอง เด็กหญิงตั้งใจเสียจนปลายจมูกรั้นเปื้อนผงแป้งสีขาวไปครึ่งหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
อัครินทร์เหลือบมาเห็นก็อดยิ้มไม่ได้
ชายหนุ่มยื่นมือไปใช้นิ้วโป้งเช็ดผงแป้งบนปลายจมูกให้อย่างแผ่วเบา
"เปื้อนหมดแล้ว ยายตัวยุ่ง"
ปาณิศาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนยกมือแตะปลายจมูกตัวเอง แก้มป่อง ๆ ค่อย ๆ ขึ้นสีเรื่อด้วยความเขิน
"ก็... อยากให้บัวลอยของคุณอาออกมาสวยที่สุดนี่คะ"
อัครินทร์ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มบาง
"ปากหวานจริงนะเรา"
"นิดพูดจริงค่ะ"
"อืม... งั้นช่วยปั้นต่อ"
"ได้เลยค่ะ!"
เด็กหญิงยิ้มกว้าง ก่อนรีบก้มหน้าปั้นเม็ดบัวลอยต่ออย่างขยันขันแข็ง
เมื่อปั้นเสร็จ อัครินทร์จึงนำเม็ดบัวลอยหลากสีลงต้มในหม้อน้ำเดือด ไม่นานเม็ดแป้งก็ลอยฟ่องขึ้นมาบนผิวน้ำ เขาค่อย ๆ ช้อนขึ้นพัก ก่อนนำลงแช่ในน้ำกะทิสดที่เคี่ยวกับน้ำตาลมะพร้าวแท้จนหอมหวานกำลังดี แล้วตอกไข่ไก่สดลงไปทำไข่หวาน เนื้อไข่สุกกำลังพอดี ไข่แดงเยิ้มเป็นยางมะตูมชวนรับประทาน
กลิ่นหอมของกะทิสด น้ำตาลมะพร้าว และใบเตยลอยอบอวลไปทั่วเรือน จนย่าบัวที่นั่งรออยู่ถึงกับอมยิ้ม
ไม่นาน อัครินทร์กับปาณิศาก็ช่วยกันยกถ้วยบัวลอยไข่หวานสีสันสดใสมาวางบนโต๊ะอาหารเรือนกลาง
"หอมฟุ้งไปทั้งเรือนเลยตาใหญ่ ยายหนูนิดก็ช่วยอาเขาทำด้วยใช่ไหมลูก"
ย่าบัวเอ่ยถามพลางตักบัวลอยคำแรกเข้าปาก
ปาณิศารีบพยักหน้าจนผมแกละไหวไปมา
"ช่วยปั้นค่ะคุณย่า นิดปั้นเม็ดกลมเป๊ะเลยค่ะ"
"จริงหรือ"
"จริงค่ะ คุณอาชมด้วย"
ย่าบัวหัวเราะอย่างเอ็นดู
"เก่งมาก"
หญิงชราชิมอีกคำ ก่อนพยักหน้าช้า ๆ อย่างพึงพอใจ
"แป้งนุ่มเหนียว น้ำกะทิหวานมันกำลังดี ฝีมือไม่ตกเลยนะเรา"
อัครินทร์เพียงยิ้มรับบาง ๆ ตามนิสัยคนพูดน้อย
"ขอบคุณครับคุณย่า"
ปาณิศารีบตักบัวลอยเข้าปาก เคี้ยวหนึบหนับจนแก้มทั้งสองข้างป่องน่ารัก
อัครินทร์เห็นว่าในถ้วยของเด็กหญิงมีไข่หวานน้อยกว่า จึงค่อย ๆ ตักไข่หวานในถ้วยของตัวเองแบ่งครึ่งส่งไปให้โดยไม่พูดอะไร
ปาณิศาเงยหน้ามอง ก่อนยิ้มหวาน
"ขอบคุณค่ะคุณอา"
"กินเยอะ ๆ จะได้โตไว"
"ถ้านิดโตเร็ว คุณอาจะสอนทำของอร่อยทุกอย่างเลยไหมคะ"
"สอน"
"ทุกอย่างเลยนะคะ"
"ทุกอย่าง" คำตอบสั้น ๆ ของชายหนุ่ม ทำให้รอยยิ้มของเด็กหญิงกว้างขึ้นกว่าเดิม
เธอก้มหน้าตักบัวลอยกินต่ออย่างเอร็ดอร่อย ขณะที่อัครินทร์มองภาพนั้นด้วยสายตาอ่อนโยน
ความละมุนของบัวลอยถ้วยนี้. ไม่ได้เกิดจากเพียงความหวานของกะทิหรือน้ำตาลมะพร้าวเท่านั้น หากยังเกิดจากช่วงเวลาที่ทั้งสองช่วยกันลงมือทำด้วยรอยยิ้ม
และทุกวันซึ่งผ่านพ้นไปอย่างเรียบง่าย ก็ค่อย ๆ ถักทอความคุ้นเคยให้กลายเป็นความผูกพันอันแสนอบอุ่น หล่อเลี้ยงหัวใจของเด็กหญิงตัวน้อยและชายหนุ่มผู้พูดน้อย ให้แนบแน่นขึ้นทีละน้อย โดยไม่มีใครรู้ตัวเลยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองกำลังหยั่งรากลึกลงในหัวใจของกันและกันมากขึ้นทุกวัน
