บทที่ 6 อ้อมกอดที่ปกป้อง

แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนลานกิจกรรมของโรงเรียนประถม เด็ก ๆ ต่างวิ่งเล่นและส่งเสียงหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ปาณิศาในชุดพละกำลังนั่งก้มหน้ามัดเชือกรองเท้าอยู่ริมสนามฟุตบอล เตรียมตัวเข้าเรียนคาบถัดไป

ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว...

ลูกฟุตบอลพลาสติกสีส้มก็ถูกเตะลอยละลิ่วพุ่งตรงเข้ากลางแผ่นหลังของเด็กหญิงอย่างแรง

"โอ๊ย!"

แรงกระแทกทำให้ร่างเล็กถลาไปข้างหน้า ก่อนล้มคว่ำลงบนพื้นหญ้า มือเล็กรีบยันตัวขึ้น พลางเอื้อมมือลูบหลังตัวเองด้วยความจุก น้ำตาเริ่มคลอหน่วยตา

"ฮ่า ๆ ๆ ดูยัยเด็กกำพร้าสิ ล้มเป็นกบเลย!"

เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นพร้อมกับบอยหรือบดินทร์ เด็กชายร่างอ้วนหัวโจกประจำห้อง เดินเข้ามาพร้อมลูกสมุนอีกสองคน สีหน้าเต็มไปด้วยความสะใจ

กานดารีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพยุงเพื่อนขึ้นในทันที

"บอย! แกล้งนิดทำไม เตะบอลใส่นิดนี่ตั้งใจใช่ไหม"

เด็กชายยักไหล่อย่างไม่แยแส

"แล้วจะทำไม ก็ยัยนี่ไม่มีพ่อแม่ให้ฟ้องนี่หว่า หรือมีก็เชิญขี่ม้าสามศอกไปฟ้องเลย" บดินทร์แลบลิ้นปลิ้นตาใส่เด็กหญิงอย่างกวนอารมณ์

พูดจบก็กวาดตามองกระเป๋าผ้าใส่ปิ่นโตที่วางอยู่บนม้านั่ง ก่อนคว้ามาถือไว้แล้วหัวเราะเยาะ

"หิ้วแต่ปิ่นโตโบราณมากินที่โรงเรียนทุกวัน น่าขำชะมัด!"

"เอาคืนมานะบอย!"

ปาณิศารีบลุกขึ้นยืน แม้กลางหลังยังเจ็บจนจุก แต่ดวงตากลมโตกลับสั่นไหวด้วยความโกรธปนเสียใจ

เธอไม่ได้เสียใจเพราะถูกล้อว่าเป็นเด็กกำพร้า

สิ่งที่ยอมไม่ได้ คือการที่ใครสักคนมาดูถูกความตั้งใจของคุณอา

"อย่ามายุ่งกับปิ่นโตของคุณอาเรานะ"

"ไม่คืน!" บอยชูปิ่นโตขึ้นสูงกว่าเดิม พร้อมหัวเราะเสียงดัง ทำหน้ายียวนกวนประสาท

"อยากได้ก็เข้ามาแย่งดิ ยัยเด็กไม่มีพ่อแม่"

เด็กหญิงเม้มริมฝีปากแน่น กำหมัดเล็กจนสั่น แต่ยังไม่ทันก้าวเข้าไป

เสียงทุ้มต่ำที่เรียบนิ่ง หากเปี่ยมด้วยอำนาจก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

"ใครบอกว่าหนูนิดไม่มีผู้ปกครอง"

บรรยากาศรอบสนามเงียบลงในทันที

เด็กชายทั้งสามคนหันขวับไปตามต้นเสียง ก่อนชะงักค้าง

ปาณิศาเองก็รีบหันกลับไปมองเช่นกัน เมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ ดวงตาคู่โตก็เปล่งประกายขึ้นทันที

"คุณอา!"

อัครินทร์ในชุดเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อ กางเกงสแลกสีเข้มที่รีดจนเนี้ยบ เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง ใบหน้าคมคายยังคงเรียบเฉยเช่นทุกครั้ง

แต่ดวงตาคมคู่นั้น เย็นชาและดุดันเสียจนเด็กชายทั้งสามคนหน้าซีดเผือด

บดินทร์มือสั่นโดยไม่รู้ตัว รีบปล่อยปิ่นโตลงทันที

อัครินทร์ยื่นมือไปรับไว้ได้พอดี ก่อนตรวจดูว่าปิ่นโตไม่ได้รับความเสียหาย แล้วจึงถือไว้ในมืออย่างระมัดระวัง

จากนั้นชายหนุ่มก้าวเข้าไปยืนตรงหน้าปาณิศาโดยไม่ลังเล

ร่างสูงใหญ่ขยับมายืนบังเด็กหญิงไว้ด้านหลัง แผ่นหลังกว้างของเขาราวกับกำแพงที่พร้อมปกป้องเธอจากทุกสิ่ง

เขามองเด็กชายทั้งสามคนด้วยสายตานิ่ง ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ฉันเป็นผู้ปกครองของปาณิศา ใครกล้ามีปัญหาอะไรอีกไหม หรือต้องเชิญครูประจำชั้นและผู้ปกครองของพวกเธอมาที่โรงเรียน ด้วยข้อหาที่กลั่นแกล้งเพื่อน พูดจาไม่ดีและล้อเลียนเพื่อนในทางเสีย ๆ หาย ๆ ฉันว่างเสมอ พ่อแม่ของเธอก็คงว่างด้วยใช่ไหม"

อัครินทร์จึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่หนักแน่นจนทุกคนได้ยินชัด

"การล้อเลียนปมด้อยของคนอื่น และการหยิบของของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในโรงเรียน ถ้าพวกเธอไม่ขอโทษ ฉันจะเดินไปพบผู้อำนวยการเดี๋ยวนี้ ฉันมีเวลาว่างมากพอที่จะคุยกับผู้ปกครองของเธอเสมอ แต่ผู้ปกครองของพวกเธอน่ะสิ ไม่รู้ว่าจะมีเวลาคุยกับฉันไหม ถ้าต้องมาโรงเรียนเพราะลูกตัวเองไปรังแกเพื่อนจะหงุดหงิดแค่ไหนกันนะ" อัครินทร์ดูออกว่าเด็กๆ พวกนี้ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดี และพ่อแม่คงไม่มีเวลาให้ ถ้ามีเวลาให้คงไม่ทำตัวเช่นนี้ หากต้องเสียเวลามาโรงเรียนด้วยเรื่องเช่นนี้ คนที่จะโดนลงโทษก็คงไม่พ้นเด็กสามคนตรงหน้าที่ชอบแกล้งเพื่อนนี่แหละ

เด็กชายทั้งสามหน้าถอดสี จังหวะเดียวกันนั้น ครูประจำชั้นก็รีบวิ่งเข้ามายังลานกิจกรรม หลังเห็นเหตุการณ์จากระยะไกล

"เกิดอะไรขึ้นคะคุณใหญ่" คุณครูสมศรีเอ่ยถามอย่างตกใจ เพราะครอบครัวของอัครินทร์คือผู้บริจาคเงินรายใหญ่ให้โรงเรียน แม้แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนยังเกรงใจ ครูสาวพอจะเดาสถานการณ์ออกก็เริ่มหน้าซีดเผือด

อัครินทร์เป็นผู้มีพระคุณของโรงเรียน คอยบริจาคเงินช่วยเหลือโรงเรียนในทุกด้าน อีกฝ่ายไม่ได้ขออะไร ขอแค่ให้ดูแลปาณิศาอย่างดีเท่านั้น แต่นี่ทางโรงเรียนบกพร่อง ครูสาวกลัวจะโดนต่อว่าจากผู้อำนวยการว่าควบคุมเด็กไม่ได้ ปล่อยให้ลูกหลานผู้บริจาคโดนรังแกในโรงเรียน

บดินทร์รีบยกมือไหว้ในทันที เพราะรู้ตัวว่าทำผิด ก่อนหน้านี้ก็ทำไปด้วยความคึกคะนองประสาเด็กเท่านั้น

"ขอโทษครับ"

ลูกสมุนอีกสองคนก็รีบยกมือไหว้ตาม

"ขอโทษนะนิด"

"พวกเราไม่แกล้งแล้ว"

“ถ้าแกล้งเพื่อนอีก ครูจะเรียกผู้ปกครอง” ครูสมศรีเห็นเด็กๆ ขอโทษก็โล่งใจ อีกทั้งเด็ก ๆ พวกนี้ก็ไม่อยากถูกเชิญผู้ปกครองหรอก เพราะพ่อแม่งานยุ่ง ไม่ค่อยมีเวลา ขนาดวันสำคัญ บางครั้งก็ยังไม่มาร่วมกิจกรรมหรือส่งคนอื่นมาแทน

“ครับครู” ทั้งสามรับคำก่อนที่จะคอตก ก้มหน้าสำนึกผิด

“หนูนิดเพื่อนขอโทษแล้ว หนูจะให้อภัยไหมคะ” ครูสมศรีเอ่ยถาม พลางมองอัครินทร์อย่างเกรงใจ ครูสาวอยากให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี และรู้ดีว่าเด็กหญิงเป็นคนจิตใจดี คงไม่ถือโทษเพื่อนที่ขอโทษด้วยความสำนึกผิด

“ค่ะ หนูนิดให้อภัยค่ะ” อัครินทร์ไม่ได้ขัดอะไร ปล่อยให้ปาณิศาได้ตัดสินใจ

เด็กชายทั้งสามขอโทษเสร็จ เมื่อเห็นว่าปาณิศาให้อภัยแล้วก็รีบขอตัวจากคุณครูสมศรี รีบวิ่งออกจากสนามแทบไม่คิดชีวิต

เมื่อทุกอย่างสงบลง อัครินทร์จึงถอนหายใจเบา ๆแววตาดุดันเมื่อครู่ค่อย ๆ อ่อนลง

“ต้องขอโทษด้วยนะคะคุณใหญ่” คุณครูสมศรีพูดอย่างสำนึกผิด

“ต่อไปผมฝากหนูนิดด้วยนะครับ ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก ผมคงต้องหาโรงเรียนใหม่ให้หนูนิดแล้วครับ” ประโยคนั้นเหมือนเป็นการเตือนกลาย ๆ ว่า เงินบริจาคช่วยเหลือโรงเรียนก็จะถูกถอนออกไปด้วย ทำเอาครูสมศรีหน้าซีดกว่าเดิม

"ดิฉันจะคอยระวัง ไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกค่ะ” ครูสมศรีรีบเอ่ย

ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาคุกเข่าลงตรงหน้าปาณิศา วางมือใหญ่บนหัวไหล่เล็กอย่างเบามือ พลางสำรวจว่ามีบาดแผลตรงไหนหรือไม่

"เจ็บตรงไหนไหมหนูนิด"

ปาณิศาส่ายหน้าหงึก ๆ แม้กลางหลังจะยังเจ็บอยู่ไม่น้อย แต่ความอบอุ่นจากคนที่ยืนปกป้องเธอเมื่อครู่ กลับทำให้ความเจ็บปวดนั้นเบาบางลงอย่างน่าอัศจรรย์

"ไม่เจ็บค่ะคุณอา แต่คุณอามาได้ยังไงคะ ยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียนเลย"

"อาแวะเอาขนมทองเอกมาให้คุณครูที่ห้องพักครูพอดี" อัครินทร์ตอบพลางยื่นปิ่นโตคืนให้เด็กหญิง เขาเองก็ยอมรับว่าที่เอาขนมาให้นั้น ก็อยากติดสินบนครูในโรงเรียนนี้กลายๆ เพื่อให้ทุกคนสอดส่องดูแลปาณิศาให้เขา ในยามที่เขาไม่ได้อยู่กับเด็กน้อย เป็นความห่วงใยนี้เกิดขึ้นแบบอัตโนมัติ

"แล้วก็เห็นเรากำลังโดนแกล้ง"

ปาณิศารับปิ่นโตมากอดไว้แน่น ชายหนุ่มมองใบหน้าเล็กที่ยังแดงเพราะร้องไห้ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

"คราวหลังใครแกล้งอีก ต้องบอกอา" เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกำชับ "ห้ามเงียบ เข้าใจไหมครับ"

เด็กหญิงพยักหน้ารัว ๆ

"เข้าใจค่ะ" เธอเงยหน้ามองอัครินทร์ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น

"นิดมีคุณอาแล้ว นิดไม่กลัวใครทั้งนั้นค่ะ" คำตอบไร้เดียงสาทำให้มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ เขายกมือลูบศีรษะเล็กอย่างอ่อนโยน

"ดีมาก" อัครินทร์จัดปกเสื้อพละที่ยับเล็กน้อยให้เด็กหญิง ก่อนปัดเศษหญ้าบนแขนเสื้อออกเบา ๆ

"เย็นนี้อามารับ นี่ขนมทองเอกที่อาตั้งใจทำมาให้" เขากัดกรามเบาๆ ถ้าเขาไม่มาคงไม่รู้ว่าคู่หมั้นตัวน้อยของเขาโดนแกล้ง ก่อนกลับคงต้องไปหาผู้อำนวยการเสียแล้ว

ความคิดของเขาสะดุดเล็กน้อย เมื่อคิดว่าเธอคือคู่หมั้นตัวน้อย ใบหน้าของอัครินทร์ร้อนวูบ แดงเรื่ออย่างไม่ทันตั้งตัว

นี่มันเลี้ยงต้อยชัดๆ ถ้าเพื่อน ๆ ในกลุ่มรู้เข้าเขาต้องโดนล้อยันลูกบวชแน่นอน!

"ค่ะคุณอา" ปาณิศายิ้มกว้าง ก่อนยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

เธอยืนมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่ค่อย ๆ เดินจากไปด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความชื่นชม

สำหรับเด็กหญิงตัวน้อยแล้ว แผ่นหลังของคุณอาในวันนี้ คือกำแพงที่แข็งแกร่งที่สุด และอ้อมกอดของผู้ชายคนนี้ ก็เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก เป็นอ้อมกอดที่เธออยากเดินกลับมาเสมอ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับเรื่องร้ายเพียงใดก็ตาม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป