บทที่ 10 ไม่อยากเป็นดีไซเนอร์แล้วเหรอ
“เอางั้นเหรอเจ๊ แต่ฉัน...”
“เร็วๆ อย่าพิรี้พิไร ออกไปช่วยกันทำมาหากินด่วน”
เมริสากำลังเซ็งกับผักเขียวๆเหลืองๆนี่พอดี เจ้าหล่อนเลยไปห้องเปลี่ยนชุด หยิบแบบฟอร์มเด็กเสิร์ฟซึ่งเป็นชุดไทยๆมาสวม อันที่จริง งานเสิร์ฟนั้นเธอค่อนข้างถนัดอยู่หรอก
แต่ติดที่เธอเป็นคนไม่ค่อยยอมใคร เวลาลูกค้าเรื่องมาก เธอเถียงคอเป็นเอ็น เหตุผลมาเป็นกระบุงทีเดียว ก็เลยทะเลาะมีเรื่องกับลูกค้าหลายครั้งจนดวงมณีสั่งห้าม ขอให้เธอทำงานแต่หลังร้านก็พอ
“เสิร์ฟโต๊ะสี่ ลูกค้ารอนานแล้ว ไป!”
“เจ้าค่ะ”
เมริสาเดินถือถาดใส่อาหารไปอย่างคล่องแคล่ว แต่แค่สามวินาทีเท่านั้น
“กรี๊ดดดดดด...” สิ้นสุดคำนั้น ลูกค้าหัวล้านถูกตบกบาลไปหนึ่งที “ไอ้แก่ลามก!!!”
ลูกค้ากุมศีรษะล้านโล่งแล้วร้องลั่น ทุกสายตาจับจ้องมาที่หญิงสาวผู้เป็นบริกรเจ้าของฝ่ามือพิฆาต เธอฟาดลงไปแบบไม่ยั้งจนหัวนั้นแทบแตกเป็นเสี่ยง
ดวงมณีเกือบจะทรุดลงกองกับพื้น เพราะผู้ชายที่เมริสาเพิ่งจะจัดหนักไปนั้น เป็นถึงนักการเมืองชื่อดัง
“ไล่ออก!!!” คำแรกที่ดวงมณีพูดกับเธอ หลังจากเคลียร์กับลูกค้าเข้าใจแล้ว โดยบอกว่าเมริสาสติไม่ค่อยสมประกอบ ออกไปเสิร์ฟเองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเธอขอชดใช้ด้วยการให้เขามากินฟรีที่ร้านเป็นเวลาหนึ่งปี
“กี่ครั้งกี่หนแล้วที่แกไล่ลูกค้า เพราะความไม่รู้จักอดทนอดกลั้น แกไม่เข้าใจเหรอว่าลูกค้าเป็นพระเจ้า”
“ลูกค้าที่ดีและน่ารักเท่านั้นค่ะ ถึงจะเป็นพระเจ้า แต่สำหรับมัน เป็นได้แค่ไอ้หื่นตัณหากลับ”
“แล้วไงล่ะ ไอ้หื่นมันเลยได้กินฟรีหนึ่งปี ถ้ามันมากินทุกวัน ฉันไม่ตายเหรอ”
“คุณดวงจ๊ะ” อัญชลีพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่ร้อนรนแต่อย่างใด “อย่าถึงกับไล่เจ้าเมย์มันออกเลยนะคะ มันไม่ได้ตั้งใจ”
“หนูผิดเองค่ะ” สมชายยกมือขึ้น “หนูเป็นคนสั่งให้มันออกไปช่วย ถ้าจะไล่ออก ก็ต้องไล่หนูด้วย”
“อย่านะเจ๊”
“พอๆ” ดวงมณีมองหน้าหญิงสาวด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ เธอเบื่อที่ต้องตามแก้ปัญหาแบบนี้เต็มทน แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเจ้าหล่อนดันเป็นลูกสาวของแม่ครัวใหญ่ “ฉันจะเห็นแก่แม่ของเธออีกสักครั้ง เอาเป็นว่า พักงานหนึ่งเดือน”
“หนึ่งเดือน!!!” เมริสาโอดครวญ “แล้วฉันจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าห้องให้เจ๊ล่ะ”
“ไม่ใช่ปัญหาของฉัน” ดวงมณีเดินออกไปอย่างไม่มีเยื่อใย
เมริสาคอตก อัญชลีมองดุ สมชายถอนหายใจเฮือกๆเหมือนเพิ่งถูกฉุดขึ้นจากน้ำ
“หมดเคราะห์หมดโศก คิดว่าจะตกงานแล้ว”
“ฉันแย่ที่สุด ฉันน่าจะระงับอารมณ์ให้ดีกว่านี้” เหมือนจะสำนึกผิด แต่เจ้าหล่อนกลับทุบโต๊ะดังปัง ระบายแค้นที่ยังคุกรุ่นไม่หาย “แต่ไอ้แก่ตัณหากลับมันสมควรโดนแล้ว สันดานแย่ๆ ดูถูกผู้หญิง”
“อย่าพูดเสียงดังไป เดี๋ยวเจ๊ดวงได้ยิน จากเดือนเดียวจะกลายเป็นสองเดือน”
อัญชลีทำหน้าเหนื่อยหน่ายยิ่งกว่าดวงมณี “แม่ถึงอยากให้แกกลับไปเรียนให้จบไง เหลืออีกแค่นิดเดียวเองไม่ใช่เหรอ”
ใช่แล้ว เธอยังเรียนไม่จบ เธอพักการเรียนไว้ตั้งแต่บิดาป่วย เพื่อมาดูแลอย่างใกล้ชิด กระนั้น หลังจากที่บิดาเสียชีวิตไปแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ยอมกลับไปเรียนต่อ มุทำงานที่ร้านอาหาร ทิ้งความฝัน เพราะไม่อยากให้มารดาเหนื่อยจนเกินไป กับการต้องส่งลูกสาวสองคนเรียนมหาวิทยาลัย
อีกอย่าง ห้องเรียนไม่ใช่ที่เดียวที่ให้ความรู้เธอได้ ทุกวันนี้ เธอยังเรียนรู้การตัดเย็บเสื้อผ้าในห้องนอนของเธอ ด้วยจักรขนาดเล็กที่บิดาซื้อให้เป็นของขวัญก่อนจากกัน
“ไปเรียนก็เท่านั้น หนูชอบงานที่ร้านอาหาร หนูชอบทำอาหาร อยากยึดเป็นอาชีพ ทำงานที่นี่ก็เท่ากับได้เรียนนั่นแหละค่ะ มหาวิทยาลัยชีวิตไงจ้ะแม่ ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม แถมยังได้เงินอีกด้วย ดีจะตายไป”
“แล้วไม่อยากเป็นดีไซเนอร์แล้วเหรอ”
หญิงสาวนิ่งไปครู่ ก่อนจะยิ้มร่า “ไม่รู้สิแม่ หนูว่าหนูไม่เหมาะจะนั่งทำงานอยู่กับที่หรอก ตอนเด็กก็ฝันไปเรื่อย เห็นชุดสวยๆแล้วอยากใส่ แต่ไม่มีปัญญาจะซื้อ เลยอยากตัดใส่เอง แต่พอโตขึ้น ถึงได้รู้ว่า คนสวย ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าสวยๆแพงๆก็ได้ เลือกใส่แต่ที่เหมาะกับตัวเองก็ดูดีแล้ว หนูเลยฝันใหม่ เอาที่สามารถทำได้จริงดีกว่า อย่างการทำอาหารอร่อยๆให้คนกิน แบบนี้ ชีวิตถึงจะสนุก มีรสชาติ”
“ถ้ามันเป็นรสชาติที่แกชอบจริงๆ แม่ก็ไม่ว่าหรอก แกก็พยายามปรุงมันให้อร่อยก็แล้วกัน”
“แม่ช่วยหนูปรุงด้วยนะ เพราะแม่เก่งที่สุด” เธอส่งสายตาหวานให้มารดาเลี้ยง “ถ่ายทอดเคล็ดลับวิชาให้หนูเดี๋ยวนี้”
สองแม่ลูกกอดกันแล้วหัวเราะมีความสุข สมชายที่ยืนซึ้งอยู่ด้วย ขอแบ่งปันความอบอุ่น ด้วยการเข้าไปสวมกอดสองแม่ลูกด้วยความรักและจริงใจ
“สู้ๆนะ”
ร้านอาหารปิดประตูตอนสี่ทุ่มพอดี พนักงานต่างพากันแยกย้ายกลับที่พัก บ้างก็พักอยู่ข้างนอก บางส่วนพักที่ร้าน หญิงสาวช่วยมารดาเก็บครัวเสร็จแล้วก็กลับขึ้นห้องนอน
เมริสาตรงไปที่จักรคู่กาย ลงนั่ง แล้วเริ่มตัดเย็บชุดสวย เพื่อมอบให้กับมารดาในวันเกิด เธอออกแบบเองและตัดเย็บเองเสร็จสรรพ โดยไม่ให้ใครรู้ เธอตั้งใจจะเซอร์ไพรส์
