บทที่ 9 เหตุผลของเธอก็คือ...

อัญชลีชะงักมือที่กำลังหยิบน้ำปลา หญิงสาวพูดเล่นก็จริง แต่เธอรับรู้ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริง เธอเป็นแม่ แต่ใส่ใจดูแลเด็กสาวคนนี้น้อยกว่าลูกตัวเองหลายขุม

เหตุผลของเธอก็คือ เมริสาคือตัวแทนของความสดใส เข้มแข็งและมองโลกในแง่ดีเสมอ ซึ่งต่างจากไอริส ที่มีนิสัยอิจฉาริษยา ทะเยอะทะยานและไม่เคยเห็นหัวใคร

แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามเลี้ยงดูอบรมไอริสแค่ไหน คนที่ได้ดังใจเธอทุกอย่างกลับเป็นเมริสา คนที่ดูแลเธอราวกับเป็นแม่บังเกิดเกล้า คือลูกนอกไส้คนนี้

“ความทุกข์อะไรของหล่อน ฉันขนลุกไปหมดแล้ว หรือว่าแกเป็นมะเร็ง!!!”

อัญชลีวางงานตรงหน้าแล้วเดินมาที่เมริสาทันที

“แกเป็นอะไรรึเปล่า” เพราะบิดาของเธอก็เสียชีวิตด้วยโรคนี้ “บอกมาเดี๋ยวนี้” 

“ไม่มีอะไรจ้ะแม่ ฉันสบายดี”

“หล่อนสบายดี แล้วเป็นอะไร หรือว่าหล่อนท้อง!!!”

“เอากับเจ๊สิ แต่ละเรื่องที่ยัดเยียดให้นี่ ถึงแก่ชีวิตทั้งนั้น” เจ้าหล่อนหันไปทางมารดา “ไม่ใช่จ้ะ สบายใจได้ จนป่านนี้ยังไม่เคยมีแฟนเลยสักคน” เจ้าหล่อนหันไปหาสมชายแล้วแบมือ ทำหน้าใสซื่อ กระพริบตาปริบๆ “เว๊ากันซื่อๆ ขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้าก่อนได้ไหมคะ”

ทุกคนในห้องครัวถึงกับจับสิ่งของใกล้ตัวจะเขวี้ยงใส่หญิงสาว ก่อนหันไปทำงานของตัวเองต่อไป

สมชายทำหน้าเหมือนเพิ่งกินของบูดเข้าท้อง เท้าสะเอว ชี้หน้า

“จะเอาไปทำอะไรยะ!!!”

“เอาไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆใส่”

“พูดผิดพูดใหม่ อย่างหล่อนนะเหรอจะซื้อเสื้อผ้า” สมชายไม่เชื่อเด็ดขาด เด็กสาวตรงหน้าไม่เคยคิดถึงตัวเองเลย นอกจากแม่เลี้ยงที่ลูกแท้ๆไม่เคยใส่ใจ “จะซื้อให้ใคร”

“ซื้อให้แม่”

“นั่นปะไร”

“คุยอะไรกันเสียงดังน่าหนวกหู” เสียงของอัญชลีดังแทรกขัด แอบเขินเพราะปลื้มใจ  “หายหัวไปทั้งวัน กลับแล้วก็รีบไปทำงานสิ มัวแต่เม้าท์ ไร้สาระจริงๆ”

เมริสากับสมชายส่งสายตาให้อย่างรู้กัน ก่อนจะหัวเราะน้ำตาไหล เดินแยกกันไปคนละทาง หญิงสาวเข้าประจำที่อ่างล้างผัก อดไม่ได้ที่จะทวง

“เมื่อไหร่แม่จะสอนหนูทำอาหารให้เก่งๆสักที หนูจะได้ช่วยแม่ทำงานอย่างเต็มที่ไง ทุกวันนี้อาศัยครูพักลักจำ ทำออกมาแค่พอกินได้ แต่ขายไม่ได้”

“ไม่เอา ฉันไม่สอน ฉันไม่ให้แกเป็นแม่ครัว อย่างแกต้องเป็นมาดามเท่านั้น”

“คอยชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว” เมริสาต่อประโยคที่ได้ยินมาเป็นครั้งที่แสนจากแม่เลี้ยงที่อุดมการณ์หนักแน่น คนงานในครัวหัวเราะครื้นเครง หลุดกฎเจ๊ดวงที่ห้ามหัวเราะขณะประกอบอาหาร “สามีเลี้ยงดูทะนุถนอม มีสาวรับใช้ห้อมล้อมเป็นสิบ จะไปไหนมาไหนก็ต้องมีคนขับรถ พร้อมบอร์ดี้การ์ดมาดเข้ม”

ทุกคนยังเฮฮาต่อเนื่อง แม้แต่อัญชลียังอดยิ้มไม่ได้

“โอ๊ย...ข่อยอยากเป็นมาดามกับเขาบ้าง มาอยู่โรมเกือบเดือนแล้ว ยังไม่มีวี่แววเลย”

“เธอผิวขาวเกินไปมั้งสุมาลี” สมชายกล้าพูด “ต้องดำคมเข้มแบบสาวใต้อย่างฉันสิ ตอนนี้มาต่อแถวจีบไปถึงมิลาน”

“โอเว่อร์” ทุกคนพูดพร้อมกัน ก่อนจะหัวเราะร่วน

เมริสารู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่ได้อยู่ท่ามกลางคนไทยกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นทั้งพี่ทั้งเพื่อนที่ล้วนแล้วแต่เป็นกัลยาณมิตร แม้ความฝันของเธอจะห่างไกลจากห้องครัวแห่งนี้ แต่เธอคงเลือกที่จะรักษาความสุขที่แท้จริงเอาไว้ เพื่อให้เธอยังยิ้มและหัวเราะได้ทั้งวัน

“มีความสุขจัง” เมื่อเธอกวาดตามองไปรอบๆก็จะเจอแต่รอยยิ้มที่จริงใจ...ที่ร้านนี้มีกฎข้อหนึ่งที่ถือเป็นพันธกิจหลักมาตั้งแต่สมัยบิดาของเธอเป็นเจ้าของ นั่นคือรับเฉพาะพนักงานคนไทยเท่านั้น

เธอจึงพูดภาษาไทยคล่องเหมือนอยู่เมืองไทยจริงๆ แม้ไม่เคยไปเยือนสักครั้ง ทั้งใต้ อีสาน เหนือ ทุกวันนี้ เธอใช้ภาษาไทยสื่อสารมากกว่าภาษาอิตาลีหรืออังกฤษเสียอีก

“อะไรกันพวกนี้!!!!” เสียงเจ้าของกฎนำมาก่อน ดวงมณีที่ยืนดูความเรียบร้อยที่เคาน์เตอร์หน้าร้าน หูกระดิกทันทีเมื่อรับรสความสนุกสนานจากในครัว เธอรีบเดินเข้ามาดูสถานการณ์ไม่พึงประสงค์โดยไว “หัวเราะเสียงดังอะไรกัน ดังไปถึงด้านนอก รบกวนลูกค้า”

“ไม่มีอะไรนี่คะ” เมริสายังคงเป็นผู้ที่พูดแทนทุกคนเสมอเมื่อต้องประคารมกับเจ๊ดวง “ทุกคนทำงานกันปกติ หูของเจ๊มีปัญหารึเปล่า อายุเท่าไหร่แล้วคะ น่าจะไปลองตรวจหูบ้างนะคะ”

“จริงเหรอ” ดวงมณีครุ่นคิด คำนวณอายุตัวเองแล้วเซ็ง อายุห้าสิบกว่าแล้วหรือ “สงสัยต้องไปตรวจจริงๆ เชฟอัญไปด้วยกันนะ”

ทุกคนกลั้นขำ เมริสาหลอกเจ้าของร้านสำเร็จอีกแล้ว

“ไม่ล่ะค่ะ มีงานทำ”

“ฉันอนุญาตให้ลาหนึ่งวันพรุ่งนี้” อัญชลีไม่ตอบเจ้านาย เดินไปตรวจอาหารที่ผู้ช่วยเชฟเพิ่งจัดจานเสร็จ ดวงมณียังตามไปตื๊อไม่เลิก “ฉันออกเงินให้เองหมดเลยนะ ตกลงนะ”

“ไม่ถือว่าเป็นโบนัสนะเจ๊”

“ย่ะ” ดวงมณีหันมาค้อนขวับใส่เมริสา ก่อนหันไปหาเชฟใหญ่ “ลูกสาวหล่อนนี่ทั้งเค็ม ทั้งเขี้ยวเลยนะ”

ด่าเสร็จก็กลับออกไปหน้าร้าน ไปยืนยิ้มโชว์ริมฝีปากแดงให้ลูกค้าดู หญิงสาวเห็นทุกคนก้มหน้าก้มตาทำงานก็ได้โอกาส ละมือจากผักสด เดินไปหามารดาที่ยืนอยู่หน้าเตาอบ

“แม่...หนูมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง”

“ค่อยเล่าตอนเลิกงานได้ไหม แม่ยุ่ง”

อัญชลีสนใจงานมากกว่าเรื่องที่เธอจะเล่า เมริสาไม่อยากคะยั้นคะยอ ก็เลยกลับไปทำงานต่อ ครู่หนึ่ง สมชายเดินกรีดกรายอารมณ์รื่นเข้ามา ราวกับเพิ่งได้เบอร์ลูกค้าหล่อจากใต้โต๊ะ เขาตรงมาที่เธอ แล้วกระซิบกระซาบ 

“หล่อนทิ้งทุกอย่างในครัว แล้วไปสวมแบบฟอร์ม ออกไปช่วยเสิร์ฟ ลูกค้าเยอะมาก”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป