บทที่ 3 ท่านแม่ทัพผู้ปลอมตัวไม่แนบเนียน

บทที่ 3

ท่านแม่ทัพผู้ปลอมตัวไม่แนบเนียน

---------------------------------------

“ก่อนจะให้มันกินน้ำถ่าน ต้องเติมน้ำข้าวอีกเล็กน้อย”

เสิ่นชิงหลัวรับชามจากคนเลี้ยงม้าแล้วค่อย ๆ วางลงตรงหน้าอู๋เยี่ย ม้าสีดำก้มดม กลิ่นถ่านทำให้มันสะบัดจมูกอย่างไม่พอใจ นางจึงใช้นิ้วแตะน้ำข้าวที่ขอบชามแล้วปล่อยให้มันดมอีกครั้ง

“รสไม่ดี แต่ยังดีกว่าตาย”

บุรุษที่ยืนอยู่ข้างกายนางเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ

“เจ้าพูดกับม้าราวกับมันฟังรู้เรื่อง”

“ม้าฟังน้ำเสียงรู้เรื่องเจ้าค่ะ”

“แล้วมันเข้าใจคำว่าตายหรือ”

เสิ่นชิงหลัวเหลือบมองเขา “อย่างน้อยก็เข้าใจว่าท่านกำลังรบกวนเวลารักษาของมัน”

คนเลี้ยงม้าที่อยู่ใกล้ที่สุดรีบก้มหน้า ซ่อนสีหน้าประหลาดใจไว้ใต้เงาหมวก

บุรุษสกุลเซียวไม่ได้โกรธ เพียงมองนางนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนถอยออกไปครึ่งก้าว เปิดพื้นที่ให้นางทำงานสะดวกขึ้น

อู๋เยี่ยลังเลอยู่พักใหญ่จึงยอมแตะลิ้นกับน้ำในชาม พอพบว่ารสชาติไม่ได้เลวร้ายเกินทน มันก็ดื่มลงไปทีละน้อย

เสิ่นชิงหลัวลูบข้างแก้มมันเบา ๆ จนดื่มหมดครึ่งชาม จึงส่งภาชนะคืนให้คนเลี้ยงม้า

“พอแล้ว รอหนึ่งเค่อค่อยให้เพิ่ม อย่ากรอกมากเกินไป”

นางก้าวออกจากคอก พลางคลายปมชายเสื้อที่ผูกไว้กับเอว ระหว่างนั้นสายตาก็เหลือบผ่านดาบของบุรุษข้างกายโดยไม่ตั้งใจ

ฝักดาบทำจากหนังดำ ไม่มีอัญมณีหรือทองประดับ มีเพียงแผ่นโลหะเล็กบริเวณปากฝัก สลักลายเหยี่ยวกางปีกเหนือยอดเขาสามชั้น

หากเป็นคนทั่วไปอาจเห็นเป็นเพียงลวดลายธรรมดา

แต่เสิ่นชิงหลัวเคยคัดลอกตรานี้ลงในแผนการทหารมานับครั้งไม่ถ้วน

เหยี่ยวเหนือสามยอดเขาคือตรากองทัพพิทักษ์แดนเหนือ ใช้ประทับบนรายงานลับและคำสั่งเคลื่อนกำลัง ส่วนผู้มีสิทธิ์ประดับตราเงินที่ปากฝักดาบมีเพียงนายทหารระดับแม่ทัพขึ้นไป

ในกองทัพแดนเหนือ ผู้ถือดาบเช่นนี้มีอยู่เพียงคนเดียว

เซียวฉางเยี่ยน

เสิ่นชิงหลัวเงยหน้ามองบุรุษตรงหน้าอีกครั้ง

เขาสวมเสื้อผ้าเรียบง่าย ไม่มีเกราะ ไม่มีตราตำแหน่ง กระทั่งผู้ติดตามก็แต่งกายเหมือนทหารเดินทางทั่วไป หากไม่สังเกตดาบเล่มนั้น ย่อมไม่มีผู้ใดคิดว่าแม่ทัพผู้กุมกำลังชายแดนจะเดินทางมาตรวจรับม้าด้วยตนเอง

แต่หากตั้งใจปิดบังฐานะจริง เหตุใดยังพกดาบประจำตัวติดกาย

ไม่รู้ว่าเขาดูแคลนสายตาคนในจวนเสิ่น หรือมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดรู้จักตรากองทัพกันแน่

“คุณชายเซียว”

เสิ่นเหวินจงเดินเข้ามาประสานมือ “ขอบคุณที่ช่วยบุตรสาวข้าไว้เมื่อครู่ หากนางได้รับอันตราย ข้าคง”

“ข้าเพียงช่วยคนที่ยืนอยู่ใต้เกือกม้า”

น้ำเสียงของชายหนุ่มมิได้อ่อนโยน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ฟังเสียหน้า

เสิ่นเหวินจงจึงเปลี่ยนไปถามเรื่องที่สำคัญกว่า

“ไม่ทราบว่าคุณชายเป็นผู้ดูแลม้าตัวนี้หรือ”

ชายหนุ่มเหลือบมองอู๋เยี่ย

“ข้าเป็นนายกองในกองทัพแดนเหนือ ม้าตัวนี้เป็นของผู้บังคับบัญชา ข้าได้รับคำสั่งให้นำมันมาตรวจสภาพและติดตามเรื่องม้าศึกที่ส่งมอบ”

นายกองหรือ

เสิ่นชิงหลัวก้มหน้าลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาที่เกือบเผยความขบขัน

แม่ทัพพิทักษ์แดนเหนือผู้หนึ่งปลอมตัวเป็นนายกอง แต่พกดาบประจำตำแหน่งไว้ตรงเอว ทั้งยังทำให้คนจากขบวนส่งม้าหวาดกลัวจนแทบไม่กล้าหายใจ

การปลอมตัวของเขาไม่แนบเนียนนัก

ทว่านางไม่คิดเปิดโปง

เซียวฉางเยี่ยนอาจมีเหตุผลที่ไม่ต้องการเปิดเผยฐานะ และนางเองเพิ่งสาบานว่าจะอยู่ห่างจากอำนาจ การทำเป็นมองไม่เห็นย่อมปลอดภัยกว่าการแสดงว่าตนรู้จักตราทหารระดับสูง

“ที่แท้เป็นนายกองเซียว” นางกล่าวอย่างสุภาพ “เมื่อครู่เสียมารยาทแล้ว”

สายตาของเขาหยุดอยู่บนใบหน้านาง

ไม่รู้เพราะคำว่า ‘นายกอง’ หรือเพราะน้ำเสียงเรียบเกินไป เขาจึงมองนางนานกว่าปกติ

“เจ้ารู้จักข้าหรือ”

“เพิ่งรู้จากคำบอกของท่านเจ้าค่ะ”

คำตอบไม่มีช่องให้จับผิด

เขาจึงหันไปมองกระสอบหญ้าแทน

“รายงานสิ่งที่เจ้าพบทั้งหมด”

ประโยคสั้นกระชับและน้ำเสียงที่คุ้นเคยกับการออกคำสั่ง ยิ่งยืนยันฐานะของเขาชัดเจนขึ้นอีกขั้น

เสิ่นชิงหลัวไม่ได้ทักท้วง นางพาเขาไปยังกองกระสอบอาหารซึ่งถูกแยกไว้กลางลาน แล้วอธิบายตั้งแต่อาการของม้า เวลาที่เริ่มป่วย ความแตกต่างระหว่างม้าชุดใหม่กับม้าของจวน ตลอดจนเศษเมล็ดพิษที่พบหลังแช่หญ้าในน้ำ

เซียวฉางเยี่ยนฟังโดยไม่ขัด มีเพียงคำถามเป็นระยะ

“ม้าตัวใดกินมากที่สุด”

“สามตัวในคอกกลางเจ้าค่ะ รางอาหารแทบไม่เหลือหญ้า ส่วนอู๋เยี่ยกินน้อยที่สุด มันน่าจะได้กลิ่นผิดปกติจึงคายทิ้ง”

“พิษถูกใส่ก่อนหรือหลังออกเดินทาง”

“ยังสรุปไม่ได้ ต้องตรวจว่าผงพิษกระจายถึงก้นกระสอบเพียงใด หากอยู่ทั่วทั้งกระสอบ อาจถูกผสมตั้งแต่บรรจุ แต่หากพบเฉพาะด้านบน ก็อาจมีคนเปิดใส่ระหว่างพักทาง”

“เจ้าตรวจแล้วหรือยัง”

“กำลังจะตรวจเจ้าค่ะ”

เสิ่นชิงหลัวสั่งให้คนยกกระสอบหนึ่งขึ้นมาเทบนผ้าผืนใหญ่ จากนั้นแบ่งหญ้าจากด้านบน ตรงกลาง และก้นกระสอบแช่น้ำแยกกัน

ไม่นาน เศษเมล็ดสีดำก็ลอยขึ้นจากทั้งสามชามในปริมาณใกล้เคียงกัน

นางใช้ปลายไม้เขี่ยเศษเมล็ดแล้วกล่าว

“พิษกระจายทั่วทั้งกระสอบ น่าจะถูกผสมก่อนเย็บปากกระสอบ หรืออย่างน้อยก็ต้องเปิดออก เทหญ้า แล้วคลุกใหม่ ผู้ลงมือมีเวลาและสถานที่มากพอ ไม่ใช่เพียงแอบโปรยระหว่างทาง”

“ปากกระสอบมีรอยเย็บใหม่หรือไม่”

หัวหน้าคอกรีบเข้าไปตรวจ ก่อนส่ายหน้า

“ไม่มีขอรับ ใช้ป่านเส้นเดียวกันและปมแบบเดียวกันทุกถุง”

เซียวฉางเยี่ยนย่อตัวลงมองปมเชือก

“แปลว่าผู้ลงมือรู้วิธีผูกกระสอบของฝ่ายจัดหา”

“หรือเป็นคนจากฝ่ายจัดหาเอง” เสิ่นชิงหลัวกล่าว

เสิ่นเหวินจงมีสีหน้าหนักใจ “ฝ่ายจัดหาเป็นผู้จัดเตรียมหญ้าและส่งบัญชีม้าศึกมาให้ข้า หากคนของพวกเขาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้คงไม่จบง่าย”

เสิ่นชิงหลัวมองบัญชีซึ่งพ่อบ้านถืออยู่ในมือ

บัญชีปกสีน้ำเงินเล่มนั้นทำให้นางนึกถึงคำกล่าวหาของชาติเดิม บิดาถูกตัดสินว่ารับรองม้าศึกคุณภาพต่ำในราคาม้าชั้นดี ทั้งที่เขาเป็นผู้ลงนามตรวจรับตามเอกสารที่ผู้อื่นเตรียมไว้

ในเวลานั้น หลักฐานหลายอย่างถูกจัดวางอย่างสมบูรณ์จนไม่มีช่องให้แก้ต่าง

นางเคยคิดว่าการใส่ร้ายเริ่มขึ้นหลายปีให้หลัง

หรือความจริงแล้ว รากของมันเริ่มมาตั้งแต่วันนี้

“ขอดูทะเบียนม้าได้หรือไม่เจ้าคะ”

เสิ่นเหวินจงส่งบัญชีให้นางทันที

เสิ่นชิงหลัวเปิดดูทีละหน้า ในแต่ละรายการมีสีขน อายุโดยประมาณ ตำหนิ ตราประทับประจำฝูง และความสูงบันทึกไว้ครบถ้วน

นางอ่านจนถึงรายการที่ห้าแล้วเงยหน้าขึ้น

“ม้าหมายเลขห้าอยู่ที่ใด”

หัวหน้าคอกชี้ไปยังม้าสีน้ำตาลอ่อนในคอกกลาง “ตัวนั้นขอรับ”

เสิ่นชิงหลัวเดินเข้าไปตรวจใกล้ ๆ ม้าตัวดังกล่าวยังยืนได้ แต่ขาอ่อนแรงและมีคนประคองสายจูงอยู่

ในทะเบียนเขียนว่าเป็นม้าเพศผู้ อายุห้าปี ขนสีน้ำตาลแดง มีรอยแผลเป็นรูปเสี้ยวตรงข้อเท้าหลังซ้าย

ตัวที่อยู่ตรงหน้าเป็นม้าเพศผู้เช่นกัน สีขนใกล้เคียงกัน และมีรอยแผลตรงข้อเท้าหลังซ้ายจริง

ทว่ารอยนั้นไม่ได้เป็นแผลเป็นเก่า

เสิ่นชิงหลัวใช้นิ้วแตะขอบรอยอย่างเบามือ ขนบริเวณนั้นเพิ่งถูกโกนออก ผิวหนังมีร่องรอยจากการใช้ของร้อนจี้ให้เกิดตำหนิใหม่ เนื้อรอบข้างยังแดงอยู่เล็กน้อย

“แผลนี้ทำขึ้นภายหลัง”

หัวหน้าคอกก้มดูแล้วเบิกตากว้าง “แต่ตำหนิตรงตามทะเบียนทุกอย่าง”

“ตรงเพราะมีคนทำให้ตรง”

เสิ่นชิงหลัวเปิดริมฝีปากม้า ตรวจฟันหน้าแล้วกล่าวต่อ

“ทะเบียนระบุอายุห้าปี แต่ตัวนี้อย่างน้อยแปดปี ฟันสึกมากเกินไป อีกทั้งกีบหน้าซ้ายมีรอยแตกร้าวเรื้อรัง ต่อให้ไม่ถูกพิษก็ไม่เหมาะเป็นม้าศึกแนวหน้า”

นางพลิกไปยังหน้าถัดไป

“หมายเลขหก ขาวเทา มีแต้มดำข้างคอด้านขวา”

คนเลี้ยงม้านำม้าสีขาวเทาออกมา รอยแต้มดำมีอยู่จริง แต่เมื่อเสิ่นชิงหลัวใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด สีดำกลับติดออกมาบนผ้า เผยให้เห็นขนสีเทาอ่อนด้านล่าง

รอบลานคอกเงียบสนิท

เซียวฉางเยี่ยนรับบัญชีไปจากมือเสิ่นชิงหลัว เขาเปิดดูรายการต่าง ๆ แล้วกวาดตามองม้าทั้งชุด

“ตรวจทุกตัว”

คำสั่งนั้นไม่ได้ดัง แต่คนของเขาซึ่งยืนปะปนอยู่กับขบวนส่งม้ากลับขานรับพร้อมกันทันที

“ขอรับ!”

คนกลุ่มนั้นกระจายกำลังอย่างเป็นระเบียบ บ้างตรวจฟัน บ้างวัดความสูง บ้างเช็ดตำหนิบนตัวม้า การเคลื่อนไหวฉับไวเกินกว่าทหารผู้ติดตามนายกองทั่วไป

เสิ่นชิงหลัวทำเป็นไม่เห็น

นางช่วยตรวจม้าทีละตัว โดยใช้บัญชีเทียบกับสภาพจริง นอกจากอายุและตำหนิแล้ว ยังพิจารณารูปร่าง กระดูกขา การสึกของกีบ และสภาพกล้ามเนื้อ

ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ผลตรวจเบื้องต้นก็ออกมา

ม้าสิบแปดตัวในขบวน มีถึงหกตัวที่ไม่ตรงกับทะเบียน

สามตัวอายุมากกว่าที่ระบุ สองตัวมีตำหนิปลอม และอีกหนึ่งตัวรูปร่างคล้ายม้าศึกชั้นดี แต่ข้อเท้าหลังเคยบาดเจ็บจนไม่อาจวิ่งระยะไกล

หัวหน้าคอกหน้าซีด “หกตัว...มากถึงหกตัวเชียวหรือ”

เสิ่นเหวินจงกำมือแน่น “หากตรวจรับไปโดยไม่พบ ภายหลังม้าใช้งานไม่ได้ ความผิดทั้งหมดจะตกอยู่ที่ข้า”

“ไม่เพียงใช้งานไม่ได้” เสิ่นชิงหลัวกล่าว “ม้าชั้นดีตัวจริงหายไปหกตัว ย่อมต้องถูกนำไปขายต่อหรือส่งให้ผู้ใดผู้หนึ่ง ส่วนม้าคุณภาพต่ำเหล่านี้ถูกใช้แทนเพื่อให้บัญชีครบ”

เซียวฉางเยี่ยนมองม้าป่วยซึ่งแยกอยู่ตามคอก

“แล้วพิษเกี่ยวข้องอย่างไร”

“หากม้าตายเพราะโรคระบาดก่อนการตรวจรับอย่างละเอียด ทุกคนจะสนใจเพียงกำจัดซากและป้องกันโรค” นางตอบ “ความแตกต่างเรื่องอายุ ตำหนิ และอาการบาดเจ็บจะหายไปพร้อมซากม้า ต่อให้ภายหลังตรวจพบว่าม้าไม่ตรงทะเบียน คนร้ายก็สามารถกล่าวได้ว่าพวกเราจำผิดหรือสับสนระหว่างการเคลื่อนย้าย”

“ดังนั้นผู้วางยาจึงต้องการให้พวกเราฆ่าม้าทิ้งเอง” เสิ่นเหวินจงพึมพำ

“เจ้าค่ะ ยิ่งฆ่าเร็ว หลักฐานยิ่งหายเร็ว และการระบาดเป็นเหตุผลที่คนทั่วไปยอมรับได้ง่ายที่สุด”

เซียวฉางเยี่ยนปิดบัญชีลง

ดวงตาของเขาเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

“จับคนดูแลขบวนทั้งหมดแยกสอบ ห้ามให้พูดคุยกัน ตรวจรถม้า สัมภาระ และจุดพักทุกแห่งย้อนหลัง อย่าให้ข่าวรั่วออกไป”

ชายผู้ติดตามเขามาตั้งแต่แรกประสานมือ

“ขอรับ ท่านนายกอง”

คำเรียกตำแหน่งช้ากว่าปกติเล็กน้อย ราวกับผู้พูดต้องเตือนตนเองว่าเจ้านายกำลังปิดบังฐานะ

เซียวฉางเยี่ยนหันกลับมา สีหน้าสงบนิ่งเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

“เรื่องวันนี้ เจ้าทำความดีแก่กองทัพ”

เสิ่นชิงหลัวประสานมือ “ข้าเพียงไม่ต้องการให้ม้าตายโดยไร้เหตุผลเจ้าค่ะ”

“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ผลคือเจ้าช่วยรักษาม้าศึกไว้และพบการสับเปลี่ยนก่อนส่งมอบ” เขากล่าว “ต้องการรางวัลใด”

คำถามนั้นทำให้นางเงียบไปครู่หนึ่ง

ชาติที่แล้ว เมื่อจ้าวจิ่งหยวนถามว่านางต้องการรางวัลใด นางเคยตอบว่าขอเพียงได้ช่วยเขาต่อไปก็พอ

นางไม่เคยขอชื่อเสียง ไม่เคยขอทรัพย์สิน และไม่เคยขอให้เขาประกาศว่าแผนการเหล่านั้นเป็นของนาง

ครั้งนี้นางจะไม่ตอบเช่นเดิม

เสิ่นชิงหลัวหันไปมองบิดา

เสิ่นเหวินจงยืนอยู่ท่ามกลางม้าป่วย ชายเสื้อเปื้อนดิน สีหน้าหนักอึ้งกับความผิดที่อาจตกลงบนตระกูล แม้เรื่องทั้งหมดเกิดจากการจัดฉากของผู้อื่น แต่ผู้ลงนามรับผิดชอบเบื้องต้นยังเป็นเขา

นางหันกลับไปหาชายตรงหน้า

“ข้าขอเพียงอย่างเดียวเจ้าค่ะ”

“ว่ามา”

“ก่อนสืบพบผู้บงการตัวจริง ขอท่านอย่าเพิ่งลงโทษบิดาข้าในฐานะผู้รับผิดชอบการตรวจรับ”

เสิ่นเหวินจงรีบกล่าว “ชิงหลัว นี่เป็นหน้าที่ของพ่อ หากมีความผิด”

“ท่านพ่อยังไม่ได้ตรวจรับอย่างเป็นทางการ และเป็นผู้แจ้งความผิดปกติทันทีที่พบ” นางหันไปกล่าวกับเขา “ท่านไม่ควรถูกจับเพียงเพราะชื่ออยู่ในเอกสาร”

จากนั้นจึงหันกลับไปหาเซียวฉางเยี่ยน

“ข้าไม่ได้ขอให้ท่านรับรองว่าบิดาข้าบริสุทธิ์ เพียงขอให้ตรวจสอบหลักฐานก่อนตัดสิน หากท้ายที่สุดพบว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้อง ข้าจะไม่ขัดขวางการลงโทษ”

แววตาของชายหนุ่มหยุดอยู่บนใบหน้านาง

“ไม่ขอเงิน ไม่ขอตำแหน่ง และไม่ขอให้ละเว้นความผิดโดยไม่มีเงื่อนไข”

“สิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญเท่าความยุติธรรมของบิดาข้าเจ้าค่ะ”

“ความยุติธรรมมักต้องใช้หลักฐาน”

“เช่นนั้นข้าจะช่วยหาหลักฐาน”

คำตอบออกจากปากนางอย่างหนักแน่น

เซียวฉางเยี่ยนมองนางอยู่นาน ก่อนกล่าวเพียงว่า

“ได้”

เสิ่นเหวินจงผ่อนลมหายใจ แต่เสิ่นชิงหลัวยังไม่วางใจทั้งหมด

คำรับรองของแม่ทัพช่วยชะลอการจับกุมได้จริง ทว่าเมื่อคดีเกี่ยวข้องกับม้าศึกจำนวนมาก ฝ่ายจัดหาย่อมไม่ยอมรับผิดง่าย ๆ คนร้ายอาจพยายามโยนความผิดมายังจวนเสิ่นเร็วกว่าชาติเดิม

เหตุการณ์เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว

ชาติที่แล้ว นางไม่เคยพบม้าถูกวางยาในวันนี้ ไม่เคยตรวจพบการสับเปลี่ยน และไม่เคยพบเซียวฉางเยี่ยนที่จวน

ความทรงจำในอดีตจึงไม่อาจเป็นแผนที่ซึ่งเชื่อถือได้ทั้งหมดอีกต่อไป

“ม้าชุดนี้เป็นเพียงหนึ่งในขบวนที่ส่งไปชายแดน”

เสียงของเซียวฉางเยี่ยนดึงนางกลับจากความคิด

“ยังมีม้าอีกหลายสิบตัวอยู่ในค่ายพักนอกเมือง หากผู้ใดสับเปลี่ยนและวางยาที่ต้นทาง ม้าพวกนั้นอาจมีปัญหาเช่นเดียวกัน”

เสิ่นชิงหลัวเข้าใจความหมายทันที

“ท่านควรส่งคนไปตรวจโดยเร็วเจ้าค่ะ”

“ข้าจะส่งคนไป”

เขาหยุดเล็กน้อย

“และเจ้าจะไปด้วย”

นางเงยหน้า “ข้าหรือเจ้าคะ”

“เจ้าตรวจพิษและแยกม้าสับเปลี่ยนได้เร็วกว่าคนของข้า”

“แต่ข้าไม่ใช่คนในกองทัพ”

“เพราะไม่ใช่ จึงอาจเห็นสิ่งที่คนของข้ามองข้าม”

เสิ่นชิงหลัวขมวดคิ้ว

นางตั้งใจว่าชาตินี้จะไม่เข้าใกล้กองทัพ ไม่แตะต้องการจัดเสบียง และไม่ข้องเกี่ยวกับแผนการใดซึ่งอาจนำตนกลับสู่เส้นทางเดิม

เพียงวันแรกที่เกิดใหม่ นางกลับพบทั้งม้าศึกถูกวางยา การทุจริต และแม่ทัพผู้ไม่ควรปรากฏตัวในจวน

“ขออภัยเจ้าค่ะ” นางกล่าวอย่างสุภาพ “ข้าช่วยตรวจม้าที่นี่ได้ เพราะเป็นเรื่องของจวนเสิ่น แต่การเข้าไปในค่ายทหารไม่เหมาะสม อีกทั้งข้ายังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ไม่ต้องการออกไปพบผู้คนมากนัก”

เหตุผลของนางชัดเจนและสมควร

เซียวฉางเยี่ยนไม่ได้โต้แย้งทันที

“สามวัน”

“เจ้าคะ?”

“ไปช่วยตรวจม้าในค่ายชั่วคราวสามวัน เมื่อแยกม้าที่มีปัญหาและตรวจอาหารเสร็จ เจ้าก็กลับมาได้”

“คนเลี้ยงม้าของกองทัพมีมากมาย พวกเขาเรียนวิธีตรวจจากข้าแล้วทำต่อเองได้”

“พวกเขาเรียนรู้การดูอายุและตำหนิได้” เขากล่าว “แต่ไม่อาจเรียนสายตาของเจ้าภายในวันเดียว”

คำพูดนั้นฟังคล้ายยอมรับความสามารถ ทว่าน้ำเสียงยังเป็นเพียงการประเมินคนใช้งาน

เสิ่นชิงหลัวจึงไม่หวั่นไหว

“ข้ายังไม่สะดวกเจ้าค่ะ”

เซียวฉางเยี่ยนมองนางอย่างสงบ

“เช่นนั้นข้าจะรายงานตามความจริงว่า ม้าศึกถูกวางยาและสับเปลี่ยนขณะอยู่ในความรับผิดชอบของเสิ่นเหวินจง”

เสิ่นเหวินจงสีหน้าเปลี่ยนไป

เสิ่นชิงหลัวหรี่ตาเล็กน้อย “เมื่อครู่ท่านเพิ่งรับปากว่าจะตรวจสอบก่อนตัดสิน”

“ข้ารับปากว่าจะไม่ลงโทษเขาโดยไม่มีหลักฐาน แต่กฎหมายกำหนดให้ผู้รับผิดชอบต้องถูกควบคุมตัวระหว่างสอบสวน หากไม่มีผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าความผิดเกิดก่อนม้าถึงจวน”

“ท่านกำลังข่มขู่ข้า”

“ข้ากำลังบอกผลที่จะเกิดขึ้น”

น้ำเสียงของเขาไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย

เสิ่นชิงหลัวสบตาเขา ในแววตาคู่นั้นไม่มีความสะใจหรือจงใจรังแก มีเพียงความหนักแน่นของคนที่คุ้นเคยกับการเลือกทางซึ่งได้ผลเร็วที่สุด

เขาต้องการให้นางไปค่าย และรู้ว่าจุดอ่อนของนางคือบิดา

เป็นการข่มขู่โดยหน้าที่จริง ๆ

นางไม่ชอบที่ถูกบีบให้เลือก แต่ก็รู้ว่าเขาไม่ได้กล่าวเกินจริง หากฝ่ายจัดหาส่งเจ้าหน้าที่มาถึง บิดาย่อมถูกควบคุมตัวก่อนเพื่อป้องกันการทำลายหลักฐาน ต่อให้สุดท้ายพ้นผิด ชื่อเสียงและสุขภาพก็อาจเสียหาย

นางเคยเห็นผลลัพธ์นั้นมาแล้วครั้งหนึ่ง

จะไม่ยอมให้เกิดซ้ำอีก

“ข้าไปได้” นางตอบ “แต่มีเงื่อนไข”

“พูดมา”

“อาหลานต้องไปกับข้า ข้าจะพักในเขตที่เหมาะสม และไม่เข้าไปในพื้นที่ทหารซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการตรวจม้า”

“ได้”

“หลังครบสามวัน หากไม่มีเหตุจำเป็น ข้าจะกลับจวนทันที”

“หากไม่มีเหตุจำเป็น”

เขาย้ำถ้อยคำอย่างระมัดระวัง คล้ายเว้นช่องบางอย่างไว้

เสิ่นชิงหลัวสังเกตเห็น แต่ยังพยักหน้า

“เจ้าค่ะ”

เซียวฉางเยี่ยนหันไปสั่งผู้ติดตาม

“เตรียมรถม้า ออกเดินทางหลังยามอู่”

“ขอรับ”

เขาเดินผ่านเสิ่นชิงหลัวไปสองก้าว ก่อนหยุด

“เปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย”

นางมองชายเสื้อไว้ทุกข์ที่เปื้อนฟางและคราบน้ำถ่าน

“ข้าจะเปลี่ยนเองเจ้าค่ะ”

“ข้าไม่ได้คิดจะช่วยเจ้าเปลี่ยน”

เสิ่นชิงหลัวเงียบไป

ชายหนุ่มเดินต่อโดยไม่หันกลับ ทิ้งให้อาหลานกัดริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้หลุดหัวเราะ

“คุณหนูเจ้าคะ” สาวใช้กระซิบ “นายกองผู้นี้พูดจาไม่ไว้หน้าสตรีเลย”

เสิ่นชิงหลัวมองดาบตราเหยี่ยวซึ่งเคลื่อนห่างออกไป

“คนในกองทัพคงพูดเช่นนี้เป็นปกติ”

“แต่เขาเป็นเพียงนายกอง เหตุใดทุกคนจึงเชื่อฟังนัก”

“บางทีอาจเป็นนายกองที่ผู้บังคับบัญชาไว้ใจมาก”

นางตอบอย่างราบเรียบ

อาหลานมองด้านข้างใบหน้าผู้เป็นนาย แล้วเหลือบไปทางบุรุษชุดดำอีกครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ไม่กล้าถามต่อ


ค่ายพักม้าตั้งอยู่นอกประตูเมืองด้านเหนือ ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม

เมื่อขบวนของเซียวฉางเยี่ยนมาถึง ประตูค่ายเปิดออกทันที ทหารรักษาการณ์ต่างยืนตัวตรง ประสานมือคำนับโดยพร้อมเพรียง แม้ไม่มีผู้ใดเรียกตำแหน่งของเขาออกมาตรง ๆ แต่ท่าทางเคารพนั้นเกินกว่าจะมอบให้กับนายกองธรรมดา

เสิ่นชิงหลัวนั่งอยู่ในรถม้า เห็นทุกอย่างผ่านช่องม่าน แต่ยังคงนิ่งเฉย

หลังลงจากรถ นางพบว่าภายในค่ายแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน ด้านตะวันออกเป็นคอกม้าชั่วคราว ด้านตะวันตกเป็นที่พักของทหาร ส่วนกลางมีลานกว้างกับกระโจมบัญชาการหลังใหญ่ตั้งเด่นอยู่

นายทหารหนุ่มผู้หนึ่งเดินเร็วออกมาต้อนรับ ใบหน้าคมสันแต่มีรอยยิ้มง่ายกว่าคนเป็นนายอย่างเห็นได้ชัด

“ท่าน”

เขาเหลือบเห็นเสิ่นชิงหลัวกับอาหลานจึงหยุดคำเรียกกลางคัน ก่อนแก้ใหม่

“นายกองเซียว เหตุใดกลับเร็วกว่ากำหนดขอรับ”

“ม้าถูกวางยา มีการสับเปลี่ยนอย่างน้อยหกตัว” เซียวฉางเยี่ยนตอบ “เฉินอี้ ส่งคนปิดคอกทั้งหมด ตรวจอาหารและทะเบียนใหม่ ห้ามข่าวออกจากค่าย”

รอยยิ้มบนใบหน้าเฉินอี้หายไปทันที

“ขอรับ”

สายตาของเขาเลื่อนไปยังเสิ่นชิงหลัว

“แล้วคุณหนูท่านนี้คือ...”

“เสิ่นชิงหลัว”

เซียวฉางเยี่ยนตอบสั้น ๆ

เฉินอี้รอคำอธิบายต่อ แต่ไม่มี

เสิ่นชิงหลัวจึงประสานมือเล็กน้อย “ข้ามาช่วยตรวจม้าชั่วคราวสามวัน รบกวนท่านรอง”

นางหยุดก่อนหลุดคำว่า ‘รองแม่ทัพ’ ออกมา

ชุดของเฉินอี้ไม่มีตราตำแหน่งชัดเจน แต่จากท่าทีและตำแหน่งที่ยืน เขาย่อมไม่ใช่ทหารทั่วไป

“รบกวนท่านช่วยจัดพื้นที่ให้ด้วยเจ้าค่ะ”

เฉินอี้มองนางอย่างสนใจ ก่อนยิ้มรับ

“ไม่รบกวน คุณหนูเสิ่นช่วยงานกองทัพ ย่อมเป็นแขกสำคัญ”

เซียวฉางเยี่ยนหันไปทางเขา

“จัดกระโจมให้นาง”

“บริเวณเรือนพักแขกด้านตะวันตกยังว่างอยู่ขอรับ อยู่ห่างจากคอกม้าเล็กน้อยแต่เงียบและ...”

“ข้างกระโจมบัญชาการ”

เฉินอี้หยุดพูด

เสิ่นชิงหลัวเองก็มองเขา

กระโจมบัญชาการตั้งอยู่กลางค่าย รายล้อมด้วยทหารและนายกองที่เข้าออกตลอดเวลา ไม่ใช่สถานที่เหมาะสำหรับหญิงสาวเท่าใดนัก

“นายกองเซียว” นางกล่าว “ข้าพักด้านตะวันตกได้เจ้าค่ะ ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กระโจมบัญชาการ”

“คอกม้าที่ต้องตรวจอยู่ด้านหลัง หากพักด้านตะวันตก เจ้าต้องเดินอ้อมทุกครั้ง”

“ข้าเดินได้”

“เสียเวลา”

คำตอบตัดบทอย่างชัดเจน

เสิ่นชิงหลัวจึงเข้าใจว่าเขาต้องการให้นางอยู่ในสายตา เพื่อป้องกันไม่ให้นางติดต่อกับคนในค่ายหรือยุ่งกับหลักฐานตามลำพัง

นับว่าเป็นเหตุผลเหมาะสมสำหรับผู้ที่ยังสงสัยในตัวนาง

“เช่นนั้นก็แล้วแต่ท่านเจ้าค่ะ”

นางพาอาหลานเดินตามทหารผู้มารับสัมภาระไปทางคอกม้า โดยไม่เห็นสายตาของเฉินอี้ที่มองตามหลังอย่างประหลาดใจ

เมื่อคนทั้งสองเดินห่างไปแล้ว เขาจึงหันกลับมาหาผู้เป็นนาย

“ท่านแม่ทัพขอรับ”

เซียวฉางเยี่ยนมองเขา

“เมื่อครู่ยังเรียกข้าว่านายกอง”

“ตอนนี้ไม่มีคนนอกแล้ว” เฉินอี้ลดเสียง ก่อนเหลือบมองพื้นที่ว่างข้างกระโจมบัญชาการ “แต่เหตุใดต้องจัดกระโจมของคุณหนูเสิ่นไว้ใกล้เพียงนั้น เรือนพักแขกด้านตะวันตกปลอดภัยกว่า และมีสาวใช้หญิงดูแลพร้อม”

“เพื่อจับตาดู”

เซียวฉางเยี่ยนตอบโดยไม่ลังเล

เฉินอี้พยักหน้าช้า ๆ “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”

เขาหันไปเรียกทหารให้เริ่มกางกระโจม แต่เสียงของคนด้านหลังดังขึ้นอีกครั้ง

“เดี๋ยว”

เฉินอี้หันกลับ

“มีสิ่งใดอีกขอรับ”

“ฟูกในกระโจมพักแข็งเกินไป”

เฉินอี้กะพริบตา “ฟูกทหารก็เป็นเช่นนั้นทุกหลัง”

“เปลี่ยนใหม่”

“เป็นชนิดใดขอรับ”

เซียวฉางเยี่ยนมองไปทางคอกม้า เห็นเสิ่นชิงหลัวกำลังก้มตรวจขาม้าตัวหนึ่ง ชุดของนางยังเป็นสีเรียบตามการไว้ทุกข์ ร่างกายดูบอบบางกว่าหญิงที่กล้าเข้าไปยืนต่อหน้าม้าคลุ้มคลั่งเมื่อเช้า

เขาละสายตากลับมา

“ชนิดนุ่มที่สุด”

เฉินอี้เงียบอยู่หลายอึดใจ

“ท่านแม่ทัพ”

“มีปัญหา?”

รองแม่ทัพหนุ่มรีบส่ายหน้า

“ไม่มีขอรับ ข้าจะจัดฟูกที่นุ่มที่สุดให้นาง เพื่อให้ท่านจับตาดูได้อย่างสบายใจ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป