บทที่ 4 หญิงเลี้ยงม้าที่มองแผนศึกออก

บทที่ 4

หญิงเลี้ยงม้าที่มองแผนศึกออก

-----------------------------------

“ตัวนี้ลดน้ำถ่านลงครึ่งหนึ่ง อย่าให้ซ้ำก่อนครบหนึ่งชั่วยาม”

เสิ่นชิงหลัววางชามยาลงข้างรางอาหาร พลางใช้หลังมือแตะใต้กรามม้าสีน้ำตาลอ่อน อุณหภูมิร่างกายของมันกลับมาเกือบปกติแล้ว น้ำลายที่เคยไหลเป็นสายลดลง เหลือเพียงความอ่อนแรงบริเวณขาหลัง

คนเลี้ยงม้าที่รับหน้าที่จดอาการรีบเขียนลงในแผ่นไม้

“ส่วนตัวหมายเลขสิบสองยังไม่ควรพาเดิน” นางกล่าวต่อ “กล้ามเนื้อขามันกระตุกอยู่ หากฝืนอาจล้มจนเอ็นฉีก ให้ใช้ผ้าพยุงใต้ท้องและพลิกตัวทุกครึ่งชั่วยาม”

“ขอรับ คุณหนูเสิ่น”

ผ่านไปเพียงครึ่งวัน ท่าทีของคนในค่ายที่มีต่อนางเปลี่ยนไปมาก

เมื่อแรกมาถึง หลายคนมองนางเป็นเพียงคุณหนูตระกูลขุนนางซึ่งคงเข้าคอกม้าได้ไม่นานก็ทนกลิ่นไม่ไหว บางคนถึงกับเตรียมเก้าอี้และน้ำชาไว้ให้นางนั่งดูห่าง ๆ

แต่หลังเสิ่นชิงหลัวตรวจม้าไปทีละตัว แยกอาการได้แม่นยำกว่าคนเลี้ยงม้าหลายคน และใช้เพียงการดูฟันกับกีบก็ระบุม้าซึ่งถูกสับเปลี่ยนเพิ่มอีกสี่ตัว ไม่มีผู้ใดกล้าถามแล้วว่านางต้องการเก้าอี้หรือไม่

คนที่เคยคิดว่านางเกะกะกลับเริ่มเดินตามหลังพร้อมแผ่นไม้จดคำสั่ง

นางพอใจกับสภาพเช่นนี้

คนทำงานควรสนใจว่าต้องทำสิ่งใด ไม่ใช่สนใจว่านางเป็นบุตรสาวบ้านใดหรือแต่งกายอย่างไร

ยิ่งไม่มีผู้ใดชวนสนทนาเรื่องราชสำนัก นางยิ่งสบายใจ

“คุณหนูเจ้าคะ”

อาหลานเดินเข้ามาพร้อมถ้วยน้ำอุ่น “ท่านพักสักครู่เถิด ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย”

เสิ่นชิงหลัวรับถ้วยมาจิบหนึ่งคำ สายตายังคงมองม้าป่วยในคอกกลาง

“อู๋เยี่ยกินอาหารหรือยัง”

“กินหญ้าสะอาดไปครึ่งกำเจ้าค่ะ แต่ไม่ยอมให้คนเลี้ยงม้าป้อนน้ำถ่านเพิ่ม ทุกคนยืนล้อมกันอยู่พักใหญ่ สุดท้ายมันเตะรางน้ำแตก”

เสิ่นชิงหลัวถอนหายใจ

“ยิ่งล้อมยิ่งไม่ยอม”

“คนของท่านแม่ทัพบอกว่า ปกติมันให้เพียงท่านแม่ทัพเข้าใกล้ แต่วันนี้แม้แต่ท่านแม่ทัพก็ยังถูกมันสะบัดหน้าใส่”

อาหลานลดเสียงลงอย่างมีเลศนัย

“แต่พอคุณหนูเดินผ่าน มันกลับร้องเรียก”

“มันไม่ได้เรียกข้า เพียงได้กลิ่นหญ้าในมือ”

“บ่าวเห็นกับตาว่าในมือท่านไม่มีหญ้า”

เสิ่นชิงหลัวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนส่งถ้วยคืน

“เช่นนั้นมันคงจำกลิ่นสมุนไพรได้”

อาหลานอ้าปากหมายจะแย้ง แต่เสียงเรียกจากคอกท้ายสุดดังขึ้นเสียก่อน

อู๋เยี่ยกระแทกเกือกกับพื้นสองครั้ง เมื่อเห็นเสิ่นชิงหลัวหันไป มันก็ยื่นศีรษะพ้นรั้วไม้แล้วส่งเสียงในลำคอ

อาหลานกอดถ้วยน้ำไว้กับอก

“คุณหนูยังจะบอกว่ามันเรียกสมุนไพรอีกหรือเจ้าคะ”

เสิ่นชิงหลัวทำเป็นไม่ได้ยิน

นางเดินเข้าไปหาอู๋เยี่ย ตรวจดูดวงตาและเหงือกของมันอีกครั้ง อาการพิษลดลงมากแล้ว แต่ความกระวนกระวายยังไม่หาย คงเพราะต้องอยู่ในสถานที่แปลกและถูกคนจำนวนมากจับตามอง

“เจ้าดื่มยาเสียดี ๆ แล้วข้าจะให้เดินออกไปด้านนอก”

ม้าดำสะบัดแผงคอ คล้ายไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไข

“ต่อรองไม่ได้”

เสิ่นชิงหลัวรับชามน้ำถ่านจากคนเลี้ยงม้า ยื่นให้มันดม อู๋เยี่ยเบือนหน้าหนีทันที

นางจึงใช้ปลายนิ้วแตะของเหลวเล็กน้อยแล้วป้ายตรงริมฝีปากมัน

ม้าดำหันกลับมามองอย่างไม่พอใจ

“เจ้าเป็นม้าศึก ไม่ใช่ลูกม้าแรกเกิด หากดื่มยาเพียงเท่านี้ยังกลัว ต่อไปจะออกสนามรบอย่างไร”

“มันเคยผ่านสนามรบมาแล้วสามครั้ง”

เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง

เสิ่นชิงหลัวหันกลับไป

เซียวฉางเยี่ยนยืนอยู่ตรงทางเข้าคอกในชุดสีดำเช่นเดิม เพียงวันนี้ไม่มีผ้าคลุมสำหรับเดินทาง ดาบตรากองทัพยังคงอยู่ข้างเอวอย่างเปิดเผย ดูเหมือนเมื่อกลับเข้าค่ายแล้ว เขาไม่คิดปิดบังฐานะต่อไป

อาหลานกับคนเลี้ยงม้ารีบคำนับ

“คารวะท่านแม่ทัพ”

เสิ่นชิงหลัวคำนับตามอย่างสงบ

“ท่านแม่ทัพ”

แววตาของเซียวฉางเยี่ยนหยุดอยู่บนใบหน้านาง

“เมื่อวานเจ้ายังเรียกข้าว่านายกอง”

“เมื่อวานท่านบอกข้าเช่นนั้นเจ้าค่ะ”

“วันนี้รู้แล้วหรือ”

นางเหลือบมองดาบของเขาเพียงชั่วครู่

“คนในค่ายเรียกท่านอย่างไร ข้าก็ควรเรียกตามนั้น”

คำตอบหลีกเลี่ยงได้แนบเนียน แต่เซียวฉางเยี่ยนกลับมองนางราวกับรู้ว่านางเห็นฐานะแท้จริงตั้งแต่เมื่อใด เขาไม่ได้ซักต่อ เพียงเดินเข้าไปหาอู๋เยี่ย

ม้าดำหันมาดมมือเจ้าของ แต่ยังไม่ยอมดื่มยา

เสิ่นชิงหลัวยื่นชามให้เขา

“ท่านแม่ทัพลองป้อนเองเถิดเจ้าค่ะ”

“มันไม่ดื่มจากมือข้า”

“เพราะท่านยืนกดดันมันเกินไป”

“ข้ายังไม่ได้ทำสิ่งใด”

“สีหน้าท่านเหมือนกำลังสอบสวนผู้ต้องหา”

คนเลี้ยงม้ารอบข้างต่างก้มหน้าต่ำกว่าเดิม เซียวฉางเยี่ยนมองชามยา แล้วมองนาง

“เช่นนั้นเจ้าทำให้ดู”

เสิ่นชิงหลัวรับชามกลับมา นางไม่ได้พยายามยื่นให้อู๋เยี่ยทันที แต่ลูบสันจมูกมันอยู่ครู่หนึ่ง รอจนร่างกายคลายความเกร็งแล้วจึงวางชามไว้ใต้ปาก

“ดื่มเสีย”

อู๋เยี่ยดมอีกครั้ง ก่อนยอมดื่มทีละน้อย

เซียวฉางเยี่ยนยืนกอดอกมอง

“มันเชื่อฟังเจ้ามากกว่าข้า”

“มันเพียงรู้ว่าข้าไม่พาไปฝึกจนหมดแรง”

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าฝึกมันหนัก”

เสิ่นชิงหลัวลูบกล้ามเนื้อบริเวณบ่าของม้า “กล้ามเนื้อช่วงไหล่แข็งกว่าช่วงสะโพก กีบหน้าสึกมากกว่ากีบหลังเล็กน้อย แสดงว่ามันรับน้ำหนักด้านหน้ามากและถูกฝึกให้หยุดกะทันหันบ่อย ๆ น่าจะใช้ฝึกจู่โจมกับเปลี่ยนทิศทางในพื้นที่แคบ”

เซียวฉางเยี่ยนมองมือของนางซึ่งกำลังแตะขาม้า

“เจ้าดูออกจากกีบอีกแล้ว”

“กีบม้าบอกได้หลายอย่างเจ้าค่ะ”

นางตอบโดยไม่ได้คิด ก่อนหยุดมือเมื่อรู้ว่าตนพูดมากไป

ความสามารถเรื่องม้ายังอธิบายได้ด้วยการเรียนจากมารดา แต่หากแสดงว่ารู้ถึงรูปแบบการฝึกม้าศึกมากเกินไป คนอย่างเซียวฉางเยี่ยนย่อมยิ่งสงสัย

เสิ่นชิงหลัวจึงเปลี่ยนเรื่อง

“ม้าป่วยส่วนใหญ่พ้นช่วงอันตรายแล้ว ตัวที่อาการหนักยังต้องเฝ้าถึงคืนนี้ ส่วนการตรวจทะเบียนพบม้าไม่ตรงรายการเพิ่มอีกสี่ตัว รวมเป็นสิบตัวเจ้าค่ะ”

แววตาของเซียวฉางเยี่ยนเย็นลง

“เกินครึ่งขบวน”

“เจ้าค่ะ และมีบางตัวถูกทำตำหนิปลอมในจุดเดียวกับทะเบียน แสดงว่าคนร้ายมีสำเนารายละเอียดม้าตัวจริงอยู่ในมือ”

“เจ้าเชื่อว่าต้นทางอยู่ในฝ่ายจัดหา?”

“อย่างน้อยต้องมีคนภายในร่วมมือ มิฉะนั้นไม่อาจรู้ทั้งจำนวน อายุ สีขน ตำหนิ และกำหนดส่งม้าได้ละเอียดเช่นนี้”

นางยื่นแผ่นจดอาการกับทะเบียนที่ทำเครื่องหมายไว้ให้เขา

เซียวฉางเยี่ยนรับไป แต่ยังไม่เปิดดูทันที

“พักหรือยัง”

เสิ่นชิงหลัวชะงักกับคำถามที่ไม่เกี่ยวข้อง

“ข้ายังไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ”

“ข้าไม่ได้ถามว่าเหนื่อยหรือไม่”

“ถ้าเช่นนั้น...ท่านถามว่าอะไรหรือเจ้าคะ”

เขามองรอยคล้ำบาง ๆ ใต้ดวงตานาง ก่อนตอบเรียบ ๆ

“ไม่มีอะไร”

แล้วจึงหมุนตัวเดินออกจากคอกไป

อาหลานขยับเข้ามากระซิบเมื่อแน่ใจว่าเขาอยู่ไกลพอ

“บ่าวคิดว่าท่านแม่ทัพกำลังถามว่าคุณหนูได้นอนบนฟูกที่เขาสั่งให้เปลี่ยนหรือยัง”

เสิ่นชิงหลัวหันมามอง “เจ้ารู้เรื่องฟูกได้อย่างไร”

“เมื่อคืนทหารยกมาเปลี่ยนถึงสองรอบ รอบแรกท่านรองแม่ทัพบอกว่ายังไม่นุ่มพอ รอบสองถึงได้ใช้ฟูกขนแกะหนาสามชั้น”

“คงเป็นเพราะเขาไม่ต้องการให้แขกจากจวนเสิ่นกลับไปบอกว่าค่ายทหารดูแลคนไม่ดี”

อาหลานมองตามหลังเซียวฉางเยี่ยน

“แต่กระโจมของท่านรองแม่ทัพยังใช้ฟูกแข็งเหมือนเดิมนะเจ้าคะ”

“เขาเป็นทหาร ย่อมคุ้นเคยกว่า”

เสิ่นชิงหลัวส่งชามเปล่าให้สาวใช้

“อย่าคิดเรื่องไร้สาระ ไปดูยาที่ต้มไว้เถิด”

อาหลานถอนหายใจ แต่ยังทำตามคำสั่ง

เสิ่นชิงหลัวหันกลับไปหาอู๋เยี่ย ตั้งใจว่าตลอดสามวันนี้ นางจะทำเพียงตรวจม้า รักษาม้า และค้นหาว่าขบวนใดถูกสับเปลี่ยนบ้าง เรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับนาง โดยเฉพาะเรื่องในกองทัพ

ช่วงปลายยามเว่ย ฝนยังไม่ตก แต่ท้องฟ้าทางเหนือเริ่มมืดลง เสิ่นชิงหลัวเพิ่งตรวจม้าตัวสุดท้ายเสร็จ เมื่อทหารคนหนึ่งนำแผ่นบันทึกจากคอกด้านนอกมาให้ลงชื่อรับรอง นางอ่านรายละเอียดอย่างรอบคอบ พบว่าปริมาณหญ้าสะอาดซึ่งส่งเข้ามาใหม่ไม่ตรงกับจำนวนม้า จึงเดินไปยังพื้นที่เก็บเสบียงเพื่อสอบถาม

ทางเดินไปโกดังต้องผ่านด้านหลังกระโจมบัญชาการ

ขณะกำลังจะเดินผ่าน เสียงสนทนาหนักแน่นจากภายในก็ดังออกมา

“ขบวนเสบียงจะออกพรุ่งนี้ยามเหม่า ใช้เส้นทางหุบเขาเซี่ยงเหอ ใช้เวลาสั้นกว่าทางอ้อมเกือบหนึ่งวัน”

“แต่ช่วงนี้มีฝน ข้ากังวลว่าพื้นทางจะลื่น”

“พื้นลื่นยังพอแก้ได้ หากเปลี่ยนเส้นทางตอนนี้อาจไปถึงแนวหน้าช้า ทหารรอเสบียงไม่ได้”

เสิ่นชิงหลัวไม่ได้ตั้งใจฟังเรื่องทหาร นางจึงเร่งฝีเท้า หมายเดินผ่านไปโดยไม่หยุด แต่ลมแรงพัดชายม่านกระโจมเปิดขึ้นชั่วขณะ บนโต๊ะกลางมีแผนที่ผืนใหญ่กางอยู่ เส้นทางขบวนถูกทำเครื่องหมายด้วยหมึกแดง ลากผ่านหุบเขาแคบระหว่างภูเขาสองลูก

เพียงเห็นแนวเส้น นางก็ชะงัก หุบเขาเซี่ยงเหอ

ชาติก่อน นางเคยศึกษาพื้นที่นี้เพื่อวางแผนส่งเสบียงให้กองทัพของจ้าวจิ่งหยวน แม้จะไม่เคยเดินทางไปด้วยตนเอง แต่รายงานภูมิประเทศกับบันทึกของคนท้องถิ่นยังติดอยู่ในความทรงจำ

หุบเขาแห่งนั้นมีลำธารแห้งพาดผ่านกลางทาง ในฤดูปกติดูเหมือนเส้นทางราบสะดวก แต่เมื่อฝนตกต่อเนื่อง น้ำจากภูเขาด้านตะวันตกจะไหลรวมลงใต้ดิน ทำให้ดินชั้นบนอุ้มน้ำจนหน้าผาถล่ม

เครื่องหมายเส้นน้ำบนแผนที่ตรงหน้าก็แสดงสิ่งเดียวกัน

เสิ่นชิงหลัวพยายามก้าวต่อ

ไม่เกี่ยวกับนาง

นางเพิ่งสาบานว่าจะไม่เป็นกุนซือให้ผู้ใดอีก

ขบวนเสบียงของกองทัพยิ่งไม่ควรเกี่ยวข้อง

“หากฝนตกจริง ให้เพิ่มคนคุมเกวียนและใช้เชือกผูกล้อ” นายทหารคนหนึ่งกล่าว “อย่างไรก็ต้องใช้ทางนี้”

เสิ่นชิงหลัวเดินต่อไปได้อีกสองก้าว

จากนั้นก็ได้ยินอีกเสียง

“เสบียงชุดนี้มีทั้งยาและอาหารสำหรับทหารบาดเจ็บ หากล่าช้าหนึ่งวันอาจมีคนตาย”

ฝีเท้าของนางหยุดลง นางหลับตา สูดลมหายใจช้า ๆ

ในชาติเดิม นางเคยปล่อยให้คำว่าไม่เกี่ยวกับตนผ่านไปไม่ได้ นางช่วยคิด ช่วยแก้ และช่วยทุกคนจนสุดท้ายไม่มีสิ่งใดเหลือเป็นของตนเอง

แต่คราวนี้ไม่เหมือนกัน

การเตือนเรื่องเส้นทางหนึ่งครั้งไม่ได้หมายความว่านางต้องมอบทั้งชีวิตให้กองทัพอีก อย่างน้อย นางก็ไม่ควรมองดูขบวนเสบียงเดินเข้าไปในพื้นที่อันตรายทั้งที่รู้

เสิ่นชิงหลัวหันกลับ เดินไปหยุดตรงทางเข้ากระโจม

ทหารรักษาการณ์ยกมือขวาง

“คุณหนูเสิ่น ด้านในกำลังประชุม”

“ข้าได้ยินว่าพวกท่านจะใช้เส้นทางหุบเขาเซี่ยงเหอ”

เสียงสนทนาในกระโจมหยุดลง ม่านถูกเปิดออก เฉินอี้ก้าวออกมา สีหน้าประหลาดใจเมื่อเห็นนาง

“คุณหนูเสิ่นมีธุระหรือ”

“เส้นทางนั้นใช้ไม่ได้”

เฉินอี้ยังไม่ทันตอบ นายทหารอาวุโสด้านในก็กล่าวเสียงแข็ง

“คุณหนูผู้หนึ่งฟังเรื่องทหารจากด้านนอกแล้วกล่าวว่าใช้ไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดเล่น”

เสิ่นชิงหลัวมองผ่านเฉินอี้ไปยังแผนที่บนโต๊ะ

“ข้าไม่ได้พูดเล่น”

เซียวฉางเยี่ยนนั่งอยู่หัวโต๊ะ ดวงตาคมมองนางอย่างสงบ เขาไม่ได้แสดงความไม่พอใจ เพียงยกมือให้ทหารรักษาการณ์ลดแขนลง

“เข้ามา”

เสิ่นชิงหลัวลังเลเพียงเล็กน้อย ก่อนก้าวเข้าไป

ในกระโจมมีนายทหารหกคนยืนรอบโต๊ะ บรรยากาศเต็มไปด้วยแรงกดดัน เห็นได้ชัดว่าการประชุมยังหาข้อสรุปไม่ได้

นายทหารผู้พูดเมื่อครู่มองนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

“คุณหนูเสิ่นรู้หรือว่าหุบเขาเซี่ยงเหออยู่ที่ใด”

“ห่างจากค่ายไปทางเหนือราวห้าสิบลี้ มีทางเข้ากว้างทางใต้ แต่แคบลงใกล้หน้าผาด้านตะวันตก จากนั้นเชื่อมกับทางสายหลักสู่แนวหน้า”

หลายคนมองหน้ากัน

นายทหารคนนั้นขมวดคิ้ว “เจ้าเคยไปหรือ”

“ไม่เคยเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นรู้ได้อย่างไร”

เสิ่นชิงหลัวชี้ไปยังแผนที่

“มีบันทึกไว้ตรงนี้”

นิ้วของนางแตะเส้นสีฟ้าจาง ๆ ซึ่งลากผ่านพื้นที่ต่ำของหุบเขา

“เส้นนี้คือทางน้ำเก่า แม้บนพื้นจะดูแห้ง แต่แนวลำธารจากภูเขาสองด้านไหลมารวมกันตรงช่วงแคบ รอยเส้นน้ำถี่กว่าบริเวณอื่น แสดงว่าพื้นที่รับน้ำมาก หากฝนตกหนัก ดินเหนือชั้นหินจะอุ้มน้ำและไหลลงมาตามความลาดชัน”

นายทหารอีกคนแย้ง “แต่เส้นทางนี้ใช้ส่งเสบียงมาตลอดหลายปี ไม่เคยมีปัญหา”

“ช่วงที่ใช้เป็นฤดูใดเจ้าคะ”

“ส่วนใหญ่ฤดูร้อนกับต้นฤดูใบไม้ร่วง”

“ตอนนั้นฝนน้อยกว่านี้ และดินยังไม่ผ่านการแช่น้ำหลายวัน” นางมองไปนอกกระโจม “สองคืนที่ผ่านมาอากาศชื้น ลมจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือพัดต่ำ เมฆบนยอดเขาไม่กระจาย วันนี้ท้องฟ้าด้านเหนือมืดลงเร็ว คืนนี้มีโอกาสเกิดฝนหนัก”

นายทหารอาวุโสหัวเราะเบา ๆ

“คุณหนูเสิ่นรักษาม้าเป็น จึงดูฝนเป็นด้วยหรือ”

น้ำเสียงแฝงการประชดชัดเจน

เสิ่นชิงหลัวไม่ได้โกรธ

“คนเลี้ยงม้าต้องดูฟ้าเป็นเจ้าค่ะ หากไม่รู้ว่าฝนจะมาเมื่อใด ย่อมเตรียมหญ้าแห้งและที่พักไม่ทัน”

“ต่อให้ฝนตก ก็ไม่ได้หมายความว่าดินจะถล่ม”

“ถูกต้องเจ้าค่ะ” นางพยักหน้า “ข้าเพียงบอกว่าความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะนำขบวนเสบียงทั้งหมดเข้าไป”

“แล้วเจ้ามีหลักฐานใดนอกจากเส้นบนแผนที่”

เสิ่นชิงหลัวมองสัญลักษณ์เล็ก ๆ บริเวณทางเข้าหุบเขา

“ตรงนี้มีศาลาพักเก่า แต่บนแผนที่ฉบับใหม่ถูกขีดทับ แสดงว่าอาคารถูกทิ้งร้างหรือเสียหาย หากเป็นเพราะสงคราม ผู้ทำแผนที่มักระบุไว้ แต่ตรงนี้ไม่มีข้อความ น่าจะเสียหายจากสภาพพื้นที่มากกว่า”

นางเลื่อนนิ้วไปทางหน้าผาด้านตะวันตก

“แนวป่าบริเวณนี้ขาดเป็นช่วง ไม่ต่อเนื่องกับยอดเขา อาจเคยเกิดดินไหลมาก่อนจนต้นไม้ใหญ่ไม่ขึ้น หากส่งคนไปตรวจ จะพบดินใหม่ทับบนชั้นหินหรือร่องน้ำที่โคนเขา”

กระโจมเงียบลง นายทหารหลายคนเริ่มก้มดูแผนที่อย่างจริงจัง เซียวฉางเยี่ยนเป็นผู้ถามต่อ

“หากไม่ใช้หุบเขาเซี่ยงเหอ ควรใช้เส้นทางใด”

เสิ่นชิงหลัวมองเขา นางเพียงต้องการเตือนให้หลีกเลี่ยงเส้นทางอันตราย ไม่ได้ตั้งใจเสนอแผนทั้งหมด

แต่สายตาของเขายังคงนิ่ง รอคำตอบ

“ทางตะวันออกเจ้าค่ะ”

นางชี้ไปยังถนนสายเล็กซึ่งอ้อมเชิงเขา

“ไกลกว่าเจ็ดลี้ แต่พื้นสูงกว่า แม้ฝนตกก็ไม่เกิดน้ำหลากทันที”

นายทหารคนเดิมรีบแย้ง “ทางตะวันออกผ่านป่าทึบ หากมีศัตรูซุ่มโจมตี ขบวนเกวียนจะเสียเปรียบ”

“เช่นนั้นก็ไม่ควรให้ศัตรูรู้ว่าขบวนจริงอยู่ทางตะวันออก”

เสิ่นชิงหลัวตอบไปตามธรรมชาติ

“หมายความว่าอย่างไร” เฉินอี้ถาม

“แบ่งขบวนเป็นสองส่วน” นางกล่าว “ใช้เกวียนเปล่าหรือบรรทุกฟางคลุมผ้าให้เหมือนเสบียงจริง เดินทางเข้าหุบเขาเซี่ยงเหอตามกำหนดเวลาเดิม ให้ทหารคุ้มกันจำนวนพอเห็นได้ชัด ส่วนขบวนจริงออกก่อนหนึ่งชั่วยาม ใช้ทางตะวันออกและลดจำนวนคบไฟ”

เซียวฉางเยี่ยนมองแผนที่

“หากมีสายลับในค่าย ข่าวเส้นทางเดิมจะถูกส่งออกไป”

“เจ้าค่ะ หากศัตรูดักโจมตีขบวนลวง แสดงว่าข่าวรั่วจากคนที่เข้าถึงแผนการประชุมวันนี้” นางกล่าว “ท่านสามารถซ่อนกำลังไว้ด้านนอกหุบเขา รอจับคนที่มาตรวจสอบหรือผู้ส่งสัญญาณให้ศัตรู”

คำพูดสุดท้ายทำให้สีหน้าของนายทหารทุกคนเปลี่ยนไป

การสับเปลี่ยนม้ากับวางยาหญ้าเพิ่งเกิดขึ้น คนในค่ายต่างรู้ว่าต้องมีผู้ร่วมมือจากภายใน แต่ยังไม่มีผู้ใดคิดใช้ขบวนเสบียงเป็นกับดักในเวลาเดียวกัน

เฉินอี้เอ่ยอย่างสนใจ

“หากสายลับไม่ส่งข่าวเล่า”

“ขบวนลวงก็เพียงเสียเวลาเล็กน้อย ส่วนเสบียงจริงยังเดินทางปลอดภัย”

“หากไม่มีฝนและเส้นทางเดิมไม่ถล่ม?”

“ก็ยิ่งดี ไม่มีผู้ใดต้องเสียหาย”

นายทหารอาวุโสมองเสิ่นชิงหลัวด้วยสายตาแตกต่างจากเดิม

“คุณหนูเสิ่นเคยเรียนตำราพิชัยสงครามจากผู้ใด”

คำถามนั้นทำให้นางรู้ตัวว่าตนพูดมากเกินไปแล้ว

นางไม่เพียงชี้เรื่องดินถล่ม แต่ยังเสนอขบวนลวง ใช้ข่าวรั่วตรวจสายลับ และประเมินความคุ้มค่าของความเสี่ยงครบถ้วน สิ่งเหล่านี้เกินกว่าความรู้ของหญิงสาวซึ่งอ้างว่าอยู่กับม้าเป็นส่วนใหญ่

เสิ่นชิงหลัวถอนมือออกจากแผนที่

“เคยอ่านหนังสือเล่น ๆ ตอนเฝ้าม้าป่วยเจ้าค่ะ”

นายทหารคนหนึ่งทำสีหน้าไม่เชื่อ “เฝ้าม้าป่วยจนอ่านแผนศึกออกเช่นนี้หรือ”

“กลางคืนยาว หากม้าไม่หลับ คนเฝ้าก็ไม่มีสิ่งใดทำ”

เฉินอี้ก้มหน้าลงเล็กน้อย คล้ายพยายามซ่อนรอยยิ้ม

เซียวฉางเยี่ยนกลับไม่ปล่อยผ่าน

“หากต้องผ่านพื้นที่ลุ่มซึ่งมีแม่น้ำอยู่ทางใต้ ภูเขาอยู่ทางเหนือ และศัตรูครองพื้นที่สูง ควรตั้งขบวนอย่างไร”

เสิ่นชิงหลัวหันไปมองเขา นี่ไม่ใช่คำถามเรื่องเส้นทางอีกต่อไป

เขากำลังทดสอบนาง

“ต้องรู้ก่อนว่ากำลังพลเท่าใด ขบวนมีสิ่งใด และต้องการผ่านหรือปักหลักเจ้าค่ะ”

“ขบวนม้าห้าสิบตัว ทหารหนึ่งร้อย ต้องผ่านโดยไม่ปะทะ”

“ไม่ควรเดินชิดแม่น้ำ เพราะหากถูกโจมตีจากพื้นที่สูงจะถอยไม่ได้ ควรเว้นระยะจากตลิ่ง ใช้หน่วยเบาสำรวจเชิงเขาก่อน และแบ่งม้าเป็นกลุ่มเล็กเพื่อลดความสับสนหากถูกทำให้ตกใจ”

“หากศัตรูมีธนูไฟ”

“เตรียมผ้าเปียกคลุมสัมภาระ อย่าบรรทุกหญ้าแห้งไว้ด้านนอก และให้ม้าตัวที่ฝึกดีอยู่หัวกับท้ายขบวนเพื่อควบคุมตัวอื่น”

คำถามต่อมาถูกส่งมาแทบไม่เว้นจังหวะ

“หากช่องเขามีทางออกสองด้าน?”

“ส่งคนตรวจร่องรอยเกือกม้าก่อน หากมีรอยเข้าแต่ไม่มีรอยออก แสดงว่าอาจมีคนซ่อนอยู่ด้านใน”

“หากต้องเลือกระหว่างเส้นทางสั้นแต่แคบกับเส้นทางยาวแต่มีน้ำ?”

“ดูจำนวนม้ากับเวลาที่มี หากม้าเหนื่อยหรือขาดน้ำ เส้นทางยาวอาจปลอดภัยกว่า แต่ต้องตรวจว่าจุดน้ำถูกวางยาหรือไม่”

“หากศัตรูเผาหญ้าด้านหน้า?”

“อย่าวิ่งย้อนกลับพร้อมกัน ให้แยกขบวนออกด้านข้างตามทิศลม หากลมพัดสวนทางจึงค่อยใช้ผ้าชุบน้ำคลุมจมูกม้าและผ่านจุดไฟที่แคบที่สุด”

คำตอบไหลออกจากปากนางอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะทุกสถานการณ์ล้วนเป็นสิ่งที่เคยศึกษา เคยคิด หรือเคยแก้ไขมาแล้วในชาติเดิม

กระทั่งเห็นสายตาของทุกคนในกระโจม นางจึงหยุด

นายทหารที่เคยไม่พอใจไม่มีผู้ใดกล่าวแทรกอีก

เฉินอี้มองนางเหมือนกำลังมองสิ่งประหลาด

ส่วนเซียวฉางเยี่ยนนิ่งกว่าทุกคน แต่แววตาคมลึกขึ้นเรื่อย ๆ

เสิ่นชิงหลัวยกมือปิดปากแล้วแกล้งหาวเบา ๆ

“ขออภัยเจ้าค่ะ เมื่อคืนข้านอนไม่เต็มที่ คงพูดไปตามสิ่งที่เคยอ่านและเดาถูกโดยบังเอิญ”

เฉินอี้มองผู้เป็นนาย แล้วมองนาง

“เดาถูกทุกข้อหรือ”

“บางทีคำถามของท่านแม่ทัพอาจไม่ยากนัก”

ทันทีที่พูดจบ นางก็รู้ว่าคำแก้ตัวนี้ไม่ได้ช่วยเลย

บรรยากาศในกระโจมเงียบลงอีกครั้ง เซียวฉางเยี่ยนมองนางนิ่ง ก่อนเลื่อนแผนที่ไปตรงหน้าเฉินอี้

“ใช้แผนของนาง”

นายทหารอาวุโสรีบกล่าว “ท่านแม่ทัพ เรื่องนี้”

“ส่งคนไปตรวจหุบเขาเซี่ยงเหอก่อนค่ำ เตรียมขบวนลวง และให้เสบียงจริงออกทางตะวันออกก่อนหนึ่งชั่วยาม”

น้ำเสียงของเขาเด็ดขาด ไม่มีช่องให้โต้แย้ง

“หากแผนผิด ข้ารับผิดชอบเอง”

ทุกคนประสานมือพร้อมกัน

“ขอรับ!”

เสิ่นชิงหลัวมองเขาอย่างไม่คาดคิด

คนเป็นแม่ทัพกล้าเลือกใช้แผนของหญิงสาวซึ่งเพิ่งรู้จักกันไม่ถึงสองวัน ทั้งยังประกาศรับผิดชอบต่อหน้านายทหารทั้งหมด

ในชาติเดิม ทุกครั้งที่นางเสนอแผนผ่านจ้าวจิ่งหยวน เขามักให้คนอื่นนำไปตรวจซ้ำหลายรอบ แล้วเปลี่ยนถ้อยคำจนกลายเป็นความคิดของขุนนางหรือที่ปรึกษาชาย

เซียวฉางเยี่ยนกลับไม่ถามว่านางเป็นหญิงหรือมีตำแหน่งใด เขาถามเพียงว่าแผนใช้ได้หรือไม่ เมื่อเห็นว่าใช้ได้ เขาก็สั่งให้ทำทันที

ความรู้สึกบางอย่างเคลื่อนผ่านใจเสิ่นชิงหลัวอย่างรวดเร็ว แต่ถูกนางกดลง นางมาที่นี่เพื่อช่วยบิดา ไม่ใช่เพื่อมองหาความแตกต่างระหว่างบุรุษสองคน

“ข้าขอตัวกลับไปดูม้าเจ้าค่ะ”

เซียวฉางเยี่ยนพยักหน้า

ก่อนนางออกจากกระโจม เสียงของเขาดังตามหลัง

“คืนนี้อย่าอยู่ไกลจากกระโจม”

เสิ่นชิงหลัวหันกลับ

“เหตุใดเจ้าคะ”

“หากแผนลวงสายลับได้ผล คนที่เสนอแผนอาจไม่ปลอดภัย”

นางเข้าใจทันที

“ข้าจะระวังเจ้าค่ะ”

เขามองนางครู่หนึ่ง คล้ายไม่พอใจกับคำตอบ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวเพิ่ม

ฝนเริ่มตกหลังยามซวีไม่นาน

แรกเริ่มเป็นเพียงละอองบาง ๆ กระทบหลังคากระโจม แต่ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสียงฝนก็ดังหนักราวกับมีผู้เทน้ำจากฟ้า ลมพัดจนคบไฟในค่ายดับไปหลายจุด

เสิ่นชิงหลัวตื่นขึ้นจากเสียงฟ้าร้อง นางไม่ได้กลับไปนอนต่อ เพราะม้าที่เพิ่งผ่านอาการพิษอาจตื่นตกใจจากเสียงดัง จึงสวมเสื้อคลุมบางแล้วพาอาหลานไปยังคอก

ภายในคอกมืดและเย็นกว่าปกติ ม้าหลายตัวกระวนกระวาย คนเลี้ยงม้าต้องคอยเดินปลอบตามทาง อู๋เยี่ยยืนอยู่คอกท้ายสุด หูตั้งฟังเสียงฝน แต่ยังควบคุมตนเองได้

เสิ่นชิงหลัวเดินเข้าไปลูบคอมัน

“ฝนเพียงเท่านี้ทำอะไรเจ้าไม่ได้”

อู๋เยี่ยดันจมูกเข้าหาฝ่ามือนาง

อาหลานยืนกอดแขนตัวเองอยู่ด้านหลัง

“คุณหนู ข้าคิดว่าฝนจะตกถึงเช้า หนาวเกินไปแล้ว กลับกระโจมกันเถิดเจ้าค่ะ”

“รอให้ม้าสงบก่อน”

เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากนอกคอก ทหารนายหนึ่งวิ่งฝ่าสายฝนเข้ามา เสื้อผ้าเปียกโชกและเต็มไปด้วยโคลน เขาตรงไปยังกระโจมบัญชาการ แต่เซียวฉางเยี่ยนกับเฉินอี้เดินออกมาพอดี

“รายงานท่านแม่ทัพ!” ทหารคุกเข่าลง “หน่วยตรวจเส้นทางส่งข่าวกลับมาแล้วขอรับ หน้าผาด้านตะวันตกของหุบเขาเซี่ยงเหอถล่มลงมาปิดทางเกือบทั้งหมด หากขบวนเดินตามกำหนดเดิม เกวียนคงติดอยู่กลางหุบเขา!”

ทหารและคนเลี้ยงม้ารอบข้างต่างชะงัก

แม้เสิ่นชิงหลัวคาดไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินว่าดินถล่มจริง นางยังผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก

“ขบวนเสบียงเล่า” เซียวฉางเยี่ยนถาม

“ขบวนจริงผ่านเส้นทางตะวันออกเรียบร้อยแล้วขอรับ ฝนทำให้ช้าลงเล็กน้อย แต่ไม่มีความเสียหาย ส่วนขบวนลวงหยุดรออยู่นอกหุบเขาตามคำสั่ง”

“พบผู้ติดตามหรือไม่”

“พบเงาคนส่งสัญญาณบนเนินทางใต้สองคน ทหารกำลังปิดล้อม ยังไม่มีรายงานว่าจับได้หรือไม่ขอรับ”

เซียวฉางเยี่ยนพยักหน้า

“ส่งคนเสริมไป อย่าให้หลุดรอด”

“ขอรับ!”

ทหารวิ่งกลับออกไปท่ามกลางฝน

เฉินอี้หันมามองเสิ่นชิงหลัวซึ่งยืนอยู่ในคอก

“คุณหนูเสิ่น ท่านเดาถูกอีกแล้ว”

นางตอบอย่างสงบ

“เป็นเพียงการอ่านรอยน้ำบนแผนที่เจ้าค่ะ”

“หากไม่มีท่าน เสบียงหลายสิบเกวียนคงถูกฝังอยู่ใต้ดินแล้ว”

“ผู้ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางคือท่านแม่ทัพ ไม่ใช่ข้า”

เซียวฉางเยี่ยนไม่ได้กล่าวสิ่งใด เขามองเสื้อคลุมบางบนร่างนางซึ่งถูกละอองฝนพัดจนชื้น แล้วหันไปสั่งเฉินอี้ให้จัดการเรื่องขบวนต่อ ก่อนเดินออกไปทางกระโจมบัญชาการ

เสิ่นชิงหลัวคิดว่าเขากลับไปทำงาน จึงหันไปตรวจม้าอีกตัว

ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็กลับมา

เซียวฉางเยี่ยนปรากฏตัวที่ทางเข้าคอกอีกครั้ง ในมือมีเสื้อคลุมหนาสีดำผืนหนึ่ง

โดยไม่กล่าวสิ่งใด เขาคลี่เสื้อคลุมแล้วพาดลงบนไหล่นาง กลิ่นไม้สนอ่อน ๆ กับความอุ่นที่ยังเหลืออยู่ในเนื้อผ้าห่อหุ้มร่างทันที

เสิ่นชิงหลัวหันไปมอง

“ท่านแม่ทัพ?”

“เสื้อของเจ้าเปียก”

“เพียงเล็กน้อยเจ้าค่ะ ข้ากำลังจะกลับแล้ว”

“เจ้าพูดเช่นนี้ตั้งแต่ครึ่งชั่วยามก่อน”

นางไม่คิดว่าเขาจะรู้ว่านางอยู่ในคอกมานานเท่าใด จึงเงียบไปชั่วครู่

เซียวฉางเยี่ยนก้มมองมือข้างหนึ่งของนางซึ่งยังวางอยู่บนแผงคออู๋เยี่ย ปลายนิ้วซีดจากความเย็น

เขายื่นมือมาจับข้อมือนาง ก่อนเลื่อนฝ่ามือไปกุมมือข้างนั้นไว้

การกระทำเกิดขึ้นรวดเร็วและตรงไปตรงมา จนเสิ่นชิงหลัวไม่ทันดึงกลับ

ฝ่ามือของเขาอุ่นและหยาบจากการจับอาวุธ ความร้อนซึมผ่านผิวเย็นของนางในเวลาเพียงชั่วครู่

เซียวฉางเยี่ยนขมวดคิ้ว

“เย็นเช่นนี้ยังบอกว่าไม่เป็นอะไร”

เสิ่นชิงหลัวมองมือของตนที่อยู่ในมือเขา แล้วเงยหน้าขึ้นอย่างจริงจัง

“ท่านแม่ทัพกำลังตรวจชีพจรหรือเจ้าคะ”

มือของเขานิ่งค้าง

อาหลานซึ่งยืนอยู่ด้านหลังรีบก้มหน้าลง ส่วนคนเลี้ยงม้าคนหนึ่งหันไปจัดกองฟางซึ่งจัดไว้เรียบร้อยแล้ว

เซียวฉางเยี่ยนมองเสิ่นชิงหลัว นางไม่ได้มีสีหน้าเย้าแหย่แม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าถามเพราะคิดว่าเขากำลังตรวจอุณหภูมิหรือชีพจรจริง ๆ

“เหตุใดจึงถามเช่นนั้น” เขากล่าวในที่สุด

“หมอเคยจับข้อมือข้าแบบนี้เจ้าค่ะ แต่ตำแหน่งนิ้วของท่านไม่ตรงนัก หากต้องการตรวจว่าข้าหนาวจนชีพจรอ่อนหรือไม่ ควรวางนิ้วตรงนี้”

นางใช้มืออีกข้างชี้บริเวณข้อมือตนเองอย่างตั้งใจ

เซียวฉางเยี่ยนปล่อยมือทันที

“ข้าไม่ได้ตรวจชีพจร”

“เช่นนั้นท่านกำลังตรวจสิ่งใดหรือเจ้าคะ”

เขาเงียบไปหนึ่งอึดใจ

“ไม่มีอะไร”

จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากคอกไปโดยไม่รอคำตอบ

เสิ่นชิงหลัวมองตามอย่างงุนงง

“ท่านแม่ทัพยังไม่เอาเสื้อคลุมคืนเลย”

เขาไม่ได้หันกลับมา

อาหลานรอจนเงาร่างสูงหายไปในม่านฝน จึงขยับเข้ามาใกล้ผู้เป็นนาย

“คุณหนูเจ้าคะ”

“ว่าอย่างไร”

“ท่านแม่ทัพอาจไม่ได้ต้องการตรวจชีพจร”

“ข้ารู้แล้ว เขาบอกเอง”

“บ่าวหมายถึง...” อาหลานลดเสียงลง “เขาอาจชอบท่าน”

เสิ่นชิงหลัวมองนางนิ่ง จากนั้นจึงหันไปหาอู๋เยี่ยซึ่งกำลังดึงชายเสื้อคลุมสีดำบนไหล่นางเล่น

“เป็นไปไม่ได้”

“เหตุใดจึงเป็นไปไม่ได้เจ้าคะ เขานำเสื้อคลุมมาให้ จับมือท่าน แล้วเมื่อเช้ายังถามว่าท่านพักหรือยัง”

“เขาให้ข้าอยู่ใกล้เพราะต้องจับตาดู ถามเรื่องพักเพราะข้ายังต้องตรวจม้า และจับมือเพราะเห็นว่ามือเย็น” นางอธิบายอย่างมีเหตุผล “ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับงานทั้งสิ้น”

“แล้วเหตุใดต้องใช้เสื้อคลุมของตนเอง”

เสิ่นชิงหลัวมองม้าสีดำตรงหน้า อู๋เยี่ยกำลังเอาจมูกแตะผ้าคลุม คล้ายจำกลิ่นเจ้าของได้

นางลูบหน้าผากมันเบา ๆ

“เขาคงชอบม้าของตนมากกว่า”

-----------------------------------

บทก่อนหน้า
บทถัดไป