บทที่ 2 ตอนที่ 2 เหมือนฝันร้าย

ตอนที่ 2 เหมือนฝันร้าย

เฮือก!!

ร่างบางสะดุ้งตื่นขึ้นมาเต็มตา สิ่งแรกที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเป็นเพียงแค่ความมืด มีเพียงแค่แสงสว่างรำไรจากภายนอกสาดส่องเข้ามาพอให้เห็นราง ๆ เท่านั้นพอญาณินขยับตัวก็รู้สึกปวดร้าวไปทั้งร่าง

นี่มันอะไรกัน ขนาดตายแล้วยังต้องเจ็บปวดทรมานขนาดนี้เลยเหรอ?

แล้วถ้านี่เป็นโลกหลังความตาย แล้วไหนลูกสาวของเขาล่ะ?

พรึ่บ!

อยู่ ๆ ก็มีเงาปริศนาบางอย่างคล้ายกลุ่มควันสีดำพุ่งเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ ร่างที่นอนเป็นผักอยู่บนเตียงอะไรสักอย่างค่อนข้างแข็ง ญาณินสะดุ้งตกใจ แต่ก็ไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้ ภายในใจสั่นกลัวจ้องมองดูควันดำนั้นจับกลุ่มกันเป็นก้อน ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นชายร่างคนสูงใหญ่

“นะ นั่นใคร” กว่าจะควานหาเสียงตัวเองเจอก็นานพอสมควร ใบหน้าสวยขมวดคิ้วแน่น แม้ห้องนี้จะค่อนข้างมืดก็จริง แต่มันก็พอทำให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายอยู่บ้าง

เขาเป็นใครกัน หรือเพื่อนในโลกหลังความตายอย่างนั้นเหรอ?

“ก็ลองเดาดูสิครับคุณญาณิน” ชายชุดดำมองคนเจ็บด้วยสายตาเรียบนิ่งท่ามกลางความมืดสลัว แต่สายตาดุดันคู่นั้นมันน่ากลัวราวกับผู้พรากวิญญาณก็ไม่ปาน

“คุณรู้จักชื่อของผมได้ยังไง” ถามออกไปด้วยความสงสัย

“ก็ไม่ได้ยาก”

ชายร่างสูงใหญ่ผู้นี้ดูแปลก ๆ แถมท่าทางกวนประสาทไม่ใช่น้อย

“ผมไม่ตลกนะ ถ้าไม่บอกก็ไสหัวไป” ญาณินโมโหจนลืมเจ็บ สายตาตวัดมองชายร่างสูงอย่างรำคาญ ปกติเขาก็ไม่ใช่คนที่จะมาคุยเล่นกับคนแปลกหน้าแบบนี้อยู่แล้ว ยิ่งอีกฝ่ายพูดจาคลุมเครือ มันรู้สึกเสียเวลาชีวิตจริง ๆ

“ขนาดเจ็บเกือบตาย ปากคุณนี่ยังร้ายเหมือนเดิม แบบนี้ผมควรให้โอกาสคุณดีไหมเนี่ย” ชายชุดดำหน้าตาดูพิลึกส่ายหน้าไปมา

“คุณพูดถึงอะไร”

“เอาล่ะ! ผมเป็นยมทูต”

ได้ยินแบบนั้นหัวใจก็พลันชาวาบ สายตาเพ่งมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดสลัว จนเพิ่งสังเกตรอบข้าง คล้ายกับเป็นห้องอะไรสักอย่าง ด้านข้างมีเครื่องติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจและสัญญาณชีพส่งเสียงเตือนตลอดเวลา

ที่นี่โรงพยาบาลอย่างนั้นเหรอ?

จะเป็นไปได้อย่างไร ก็ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งนอนมองเลือดที่ข้อมือตัวเองไหลจนหมดสติและตายไปในที่สุด

“งั้นแสดงว่าคุณจะมารับผมไปหาลูกสาวเหรอ”

“เปล่า”

“แล้วมาทำไม”

“แค่มาดูว่าร่างกายของคุณสามารถใช้ได้อยู่ไหม จะได้ไม่ต่องเสียเวลาหาร่างใหม่ให้เท่านั้นเอง”

ญาณินไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะสื่อถึงอะไร หรือบางทีเป็นเขาเองที่สติยังไม่เข้าที่ เพราะสนทนากับอีกฝ่ายมาสักพักแล้ว ก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย

แต่รูปร่างหน้าตาของยมทูตที่เขาเคยดูหนังมา มันไม่ใช่แบบนี้นี่นะ

งั้นแสดงว่าคนผู้นี้อาจเป็นผีเร่ร่อนที่สติไม่ดีหรือเปล่า

“ผมไม่ตลกนะ จะไปไหนก็ไป อีกไม่นานยมทูตตัวจริงคงมารับผม ถ้าไม่อยากโดนจับตัวไปชดใช้กรรมก็หนีไปซะเถอะ”

ยมทูตหนุ่มหล่อเหมือนระอา ท้ายที่สุดต้องหยิบนามบัตรอะไรสักอย่างยื่นมาตรงหน้า แต่ดูเหมือนคนเจ็บจะไม่เข้าใจเพราะมองไม่ค่อยชัด ยมทูตถึงกับต้องยกมือขึ้นมาเกาหัวแรง ๆ

“นี่เป็นบัตรยมทูต ผมอายุได้สามร้อยปีแล้ว จริง ๆ ผมควรจะต้องมารับเชิญดวงวิญญาณของคุณไปชดใช้กรรม แต่ก่อนหน้านี้ ลูกสาวของคุณได้ขอพรเอาไว้หนึ่งข้อ ผมเลยจำเป็นต้องให้คุณมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไป” ชายร่างสูงใหญ่พยายามพูดอย่างใจเย็น เห็นแก่เด็กน่ารัก ๆ เลยยอมทำผิดกฎเปลี่ยนดวงชะตาชีวิตให้กับญาณิน

“คะ คุณหมายความว่าอย่างไร”

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นมาคุณก็จะรับรู้เรื่องทั้งหมดเอง ตอนนี้คุณมีสติไม่ครบถ้วนเพราะหมอให้ยาค่อนข้างเยอะ ยังไงก็ฝันดีราตรีสวัสดิ์ เอาไว้เจอกันอีกทีตอนคุณแก่ตายก็แล้วกันนะครับ อย่าพลาดทำเรื่องไม่ดีจนต้องฆ่าตัวตายอีกล่ะ โอกาสไม่ได้มีให้เป็นครั้งที่สองนะ”

ชายลึกลับพูดจบก็เปลี่ยนเป็นกลุ่มควันสีดำ แต่ยังไม่ทันได้เคลื่อนลอยจากไปก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากทางด้านหลัง

“ละ ลูกสาวผมขอพรอะไรเหรอครับ”

“อยากให้ครอบครัวมีความสุข”

คนถามได้ยินแบบนั้นก็พลันหดหู่ใจ

ใช่แล้ว! ตลอดระยะเวลาที่ญาณินแต่งงานกับฐากูร ไม่มีวันไหนเลยที่เขาจะทำให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข มีแต่เสียงตะโกนเถียงกันไปมา จนสุดท้ายก็เห็นจะมีแต่ฐากูรที่กลัวลูกเสียใจจนต้องเงียบปากไป

คนที่หยิ่งทะนงตนอย่างญาณินก็คล้ายกับผู้ชนะไปเสียทุกที จนหลงลืมความรู้สึกที่ทำต่อลูกและสามีจนเกินความพอดีไปเยอะมาก

“ไม่รู้ว่านี่คือความจริงหรือความฝัน แต่ถึงอย่างไร ผมก็ต้องขอบคุณคุณมาก ๆ เลยนะครับ ท่านยมทูต”

“อืม”

“แล้วลูกสาว...”

ยังไม่ทันจะได้ถามถึงลูกสาวว่าจะมีชะตากรรมอย่างไร กลุ่มควันสีดำก้อนนั้นก็สลายหายไปเป็นความว่างเปล่า

หัวสมองของญาณินหนักอึ้งเกินกว่าจะเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนี้ได้ อีกทั้งร่างกายยังเจ็บปวดรวดร้าวคล้ายกับถูกเหล็กตีตามเนื้อตามตัว จนผล็อยหลับไป ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็มีแสงไฟส่องแยงตา เขากะพริบตาถี่ ๆ แล้วกวาดมองไปรอบ ๆ ปรากฏว่าห้องนี้น่าจะเป็นโรงพยาบาลที่ไหนสักแห่งจริง ๆ

“นี่เรายังไม่ตายจริง ๆ เหรอเนี่ย” ร่างเล็กในชุดสีฟ้าของทางโรงพยาบาลพยายามหยัดกายลุกขึ้นมานั่ง ทว่ารู้สึกเจ็บปวดร้าวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

ได้แต่ตั้งคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองอย่างนั้นเหรอ?

ไม่ทันได้สงสัยนาน หญิงวัยกลางคนก็เดินเข้ามาดู ญาณินมองมารดาที่มีสีหน้าและแววตาดูเป็นห่วงเป็นใยเขาอยู่ไม่น้อย

ยามที่โสภาเห็นลูกชายตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้ดีใจจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่

“ตื่นแล้วเหรอลูก” น้ำเสียงที่เอ่ยถามนั้นสั่นเครือพอ ๆ กับดวงตา

แม่ก็ยังเป็นแม่อยู่วันยังค่ำ แม้ว่าที่ผ่านมาญาณินจะไม่ได้ดูแล ไม่คิดจะไปหา โอนเงินให้เท่านั้นก็จบ แต่พอเจ็บไข้ได้ป่วยก็มีแกที่คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง

น่าสมเพชตัวเองเสียจริง ญาณินเอ๊ย!

“...” คนไข้ทำเพียงแค่พยักหน้าตอบเบา ๆ พร้อมทั้งคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเห็นผู้เป็นแม่อยู่ตรงหน้า

ญาณินไม่รู้ว่าทำไมยมทูตถึงยอมให้เขากลับมาเกิดใหม่ แต่โชคดีแค่ไหนที่มีโอกาสได้กลับมาทำหน้าที่ของลูกที่ดี

แต่ความเป็นแม่ที่ดีที่พึงมีต่อลูกสาวนั้น มันไม่ทันแล้วจริง ๆ

“แม่ เรื่องลูก...”

“ข้าวหอมไปโรงเรียน แต่เดี๋ยวก็ใกล้จะมาแล้ว ข้าวหอมเป็นห่วงลูกมากนะณิน ตั้งแต่ทราบเรื่องว่าเกิดอุบัติเหตุก็เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด เมื่อคืนก็จะนอนเฝ้าไข้ แต่หมอให้นอนดูอาการในห้องไอซียู เลยไม่มีใครได้เข้ามาน่ะ”

ใบหน้าสวยขมวดคิ้วแน่นสงสัย จับต้นชนปลายไม่ถูกว่ามารดากำลังพูดถึงอะไรอยู่ “มะ แม่ว่าไงนะ ข้าวหอมไปเรียนเหรอ” ถามออกไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

“ก็ใช่น่ะสิ”

“แม่กำลังโกหกณินอยู่ใช่ไหม จริง ๆ แล้วข้าวหอมจมน้ำตายไปแล้ว” พูดเสียงที่แผ่วเบาคลอเคล้าไปด้วยความหม่นเศร้า

“พูดอะไร เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ แม่จะโกหกณินทำไม”

“ก็คืนวันนั้นที่ณินไปหาคุณฐาที่บริษัท กลับมาลูกก็จมน้ำตายไม่ใช่เหรอครับ” กล้องวงจรปิดมีทั้งภาพและเสียงบ่งบอกชัดเจน ยามที่เขาเห็นลูกดิ้นทุรนทุรายตะกุยน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดในสระหน้าบ้าน เขาจำความรู้สึกเจ็บปวดนั้นได้เป็นอย่างดี

“ลูกน่าจะเพ้อเพราะพิษไข้ เมื่อคืนลูกขับรถเร็วเกินไปทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่โชคดีที่รอดมาได้ ส่วนข้าวหอมก็หลับอยู่ในห้องนอนพร้อมกับพี่เลี้ยงไง”

มันจะเป็นไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อวันที่เผาข้าวหอม เขาเป็นคนส่งลูกเข้าเมรุกับมือ

แอ๊ดดดด

บานประตูห้องพิเศษถูกเปิดออก ร่างเล็กจ้อยในชุดนักเรียนเต็มยศวิ่งถือตุ๊กตากระต่ายสีม่วงอ่อนเข้ามา

ตุ๊กตาตัวนั้นเป็นตัวเดียวกับที่ข้าวหอมกอดตอนจมน้ำตายวันก่อน ญาณินดวงตาสั่นระริกด้วยความดีใจเมื่อได้เห็นหน้าลูกอีกครั้ง

ในที่สุดเขาก็ได้รับโอกาสให้กลับมาแก้ไขในส่วนที่ตัวเองได้ทำผิดพลาดไป ไม่รู้ว่าต้องขอบคุณสวรรค์หรือยมทูตตนนั้นกันแน่ แต่เขาสัญญาว่าจะไม่กลับไปทำตัวโง่เขลาเหมือนที่ผ่านมาอีกแน่นอน

จะไม่ทำให้พรของลูกสาวที่ได้รับมา ต้องสูญเปล่า

“คุณแม่ไม่เป็นอะไรจริง ๆ ด้วย ฮึก คุณแม่ฟื้นแล้ว หนูเป็นห่วงคุณแม่ที่สุดเลยค่ะ”

ข้าวหอม หรือเด็กหญิงขนิษฐา กีรติอนันต์ทรัพย์ เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างมารดา ก่อนถูกคุณยายโสภาอุ้มให้ขึ้นมานั่งอยู่บนเตียงคนไข้ มือขาวอันสั่นเทา ค่อย ๆ ยกขึ้นมาจับแก้มลูกสาว น้ำตาไหลพรากสุดแสนจะดีใจ

“กอดแม่หน่อยซิ” เพราะตัวเองเจ็บเกินกว่าจะขยับตัวได้ ข้าวหอมได้ยินประโยคที่ไม่คาดคิดก็ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ภายในใจวิ่งเต้นเหมือนลิงโลด ดวงตากลมโตฉายแววความดีใจจนเก็บอาการไม่มิด ก่อนโน้มตัวลงกอดมารดา ใบหน้าซบลงบนหน้าท้องแบนราบเบา ๆ เกรงว่าถ้าแรงกว่านี้ผู้เป็นแม่จะเจ็บเอาได้

ไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้ว ที่ข้าวหอมได้กอดแม่แบบนี้

“คุณแม่เจ็บมากไหมคะ” ถามเสียงสั่นเครือปนสะอื้น เด็กน้อยเป็นห่วงแม่จับใจ

“แม่ไม่เป็นอะไร สบายดีแล้วครับ” ญาณินดีใจจนลืมเจ็บ สภาพไม่ตายก็บุญเท่าไรแล้ว ยังจะพูดออกไปเพื่อให้ลูกสบายใจ แม้ข้าวหอมจะดูออกว่าแม่โกหกก็ตาม

“ข้าวหอมมายังไงครับ”

“คุณพ่อมาส่งที่หน้าห้องค่ะ ตอนนี้กลับไปแล้ว”

อ่า... คงจะไม่อยากเจอเขาสินะ

“อันนี้เสื้อผ้าหนูนะคะ คืนนี้หนูขอนอนกับคุณแม่นะคะ” ข้าวหอมหยิบถุงเสื้อผ้าออกมาจากกระเป๋าสะพายสีชมพูเพื่ออวดมารดา

“จ้ะ! งั้นก็ให้คุณยายพาไปอาบน้ำได้แล้ว”

เด็กหญิงวัยห้าขวบกระโดดลงจากเตียงคนป่วยจนกระโปรงบาน วิ่งแจ้นไปหายายวัยห้าสิบกว่าเพื่อให้ช่วยอาบน้ำ

หลังจากที่อาบน้ำเสร็จก็ทาแป้งหน้าขาวขึ้นมานอนเล่นข้างมารดา พร้อมกับตุ๊กตากระต่ายตัวเดิม

“ตุ๊กตาเก่าแล้วนะ เอาไว้แม่ออกจากโรงพยาบาล แม่จะซื้อให้ใหม่ดีไหม” ญาณินมองตุ๊กตากระต่ายเน่า ๆ ที่ลูกสาวกอดแน่น จำได้ว่าตัวนี้ญาณินซื้อให้ข้าวหอมตั้งแต่เกิดใหม่ ๆ จนกระทั่งตอนนี้ก็ผ่านมาได้ห้าปีแล้ว

นี่เขาหลงลืมลูกขนาดที่ว่าให้เล่นของเก่า ๆ แบบนี้เลยเหรอ

ช่างเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องเสียจริง

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณแม่ หนูรักตัวนี้ หนูไม่อยากได้ใหม่” ตุ๊กตาหรือของเล่นที่ถูกประเคนให้ราคาแพง ๆ เด็กหญิงตัวน้อยก็ไม่ได้ต้องการเลยสักนิด

ใครจะรู้ว่าการได้เล่นกับมารดามันสนุกกว่าตุ๊กตาราคาแพงพวกนี้เสียอีก แล้วการที่ข้าวหอมรักตัวนี้เป็นพิเศษก็เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของผู้เป็นแม่นั่นเอง

“งั้นแม่เอาไปซักให้ใหม่ดีไหม แล้วเราก็ช่วยกันเย็บนุ่นตรงนี้ น้องไส้แตกแล้วนะ” ปลายนิ้วชี้ค่อย ๆ จิ้มที่พุงซากกระต่ายตัวนั้น ข้าวหอมขำตัวโยน พยายามจับนุ่นยัดให้กลับเข้าไปดังเดิม

“จริง ๆ นะคะ หนูดีใจจังเลยค่ะ ที่คุณแม่ทำให้หนู หนูจะรักษาอย่างดีเลยค่ะ”

ได้ยินแบบนั้นก็พลันสลดใจ นี่คงเป็นสิ่งที่ลูกเฝ้ารอมาตลอดเวลาสินะ

“จริงจ้ะ ต่อไปนี้แม่จะดูแลหนูให้ดีที่สุดเลย”

สองแม่ลูกกอดกัน คนเป็นยายนั่งมองก็พลันดีใจไปด้วย ที่ผ่านมาลูกชายมี ปากเสียงกับฐากูรบ่อยครั้ง ทำไมเธอจะไม่รู้ ที่ไม่เข้ามายุ่มย่ามก็คงกลัวว่าทั้งคู่จะมีปัญหาหนักกว่าเก่า คนแก่อย่างเธอก็หวังว่าลูกชายจะมีความสุขได้สักที ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ญาณินนั่งคุยกับลูกได้ไม่นานก็ผล็อยหลับไปอีกครั้งเพราะฤทธิ์ยา ขนาดภรรยาเจ็บหนักเกือบตาย คนเป็นสามีก็ยังไม่มาดูดำดูดีเลย

นี่น่ะเหรอ ความรักที่เขาวิ่งตามมาตลอด!

เห็นทีว่าแต่นี้ต่อไปเขาคงต้องเลิกเห็นแก่ตัว จะไม่วิ่งตามความรักโง่เง่าแบบนั้น จะไม่ทำตัวไร้ค่าเหมือนที่ผ่านมา ให้สมกับที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้อภัยเขาได้มาเกิดใหม่

สัญญาว่าจะรักแม่และลูกให้มาก ๆ ไม่ทิ้งให้พวกเขาต้องโดดเดี่ยวอีกแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป