บทที่ 6 ตอนที่ 6 หน้าที่ของแม่และเมีย
ตอนที่ 6 หน้าที่ของแม่และเมีย
นานเท่าไรแล้วที่ญาณินไม่ได้ตื่นเช้ามารับอากาศบริสุทธิ์ ชีวิตที่ต้องตามติดสามีทุกฝีก้าวนั้น พอนึกย้อนกลับไปแล้ว มันช่างเหนื่อยเหลือเกิน
ไม่เคยมีความสุข ไม่เคยได้รับความรัก ทั้งยังต้องทุกข์ใจอยู่ตลอดเวลา
หลังจากเมื่อคืนเถียงกับสามีเสร็จ เขาก็เข้าไปนอนกับลูกสาวที่อยู่ห้องข้าง ๆ ฝีมือการเล่านิทานเมื่อคืนไม่ได้แย่ ดูจากสีหน้าท่าทางของลูกสาวที่ดูตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
กระทั่งสองแม่ลูกผล็อยหลับไปพร้อมกัน ช่างเป็นอะไรที่มีความสุขมากเหลือเกิน
เตียงนอนแสนกว้างกลิ้งได้สบายไม่ต้องไปเบียดกับสามี
เรื่องแค่นี้ทำไมคิดไม่ได้ตั้งแต่แรกกันนะ
ร่างเล็กสวมเสื้อยืดตัวบางสีขาวนุ่งทับด้วยกางเกงขาสั้นสีดำ ตื่นไปวิ่งจ็อกกิ้งที่สวนสาธารณะของหมู่บ้านมา เขาเอาเวลาที่ตื่นมาดูแลสามีมาดูแลสุขภาพตัวเองและลูกดีกว่า
ญาณินกลับเข้าบ้าน เป็นเวลาที่ดวงตะวันกำลังผ่านพ้นเส้นขอบฟ้า เขาเดินขึ้นไปปลุกข้าวหอม เด็กหญิงวัยห้าขวบอาบน้ำเองได้แล้ว คนเป็นแม่จึงไปนำชุดนักเรียนในตู้เสื้อผ้าออกมาเตรียมไว้รอ รอยยับที่ชุดบ่งบอกความบกพร่องของพี่เลี้ยงคนเก่าได้เป็นอย่างดี รวมถึงคนเป็นแม่อย่างเขาด้วย
ญาณินหยิบชุดนักเรียนมารีดขณะรอข้าวหอมอาบน้ำ จนกระทั่งแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เขาก็ถักเปียให้ข้าวหอมจนสวยไร้ที่ติ โดยใช้เวลาเพียงน้อยนิดตอนตื่นนอนเปิดคลิปสอนถักเปียดูในโทรศัพท์ ก็พอทำให้ไม่น่าเกลียด อย่างน้อยมันก็สวยกว่าที่ฐากูรทำให้ข้าวหอมอยู่มาก
“ทำไมวันนี้หยิบเนคไทสีเขียวมาวางกับชุดสีเทา ป้าเพ็ญไม่รู้เหรอครับว่าผมไม่ชอบสีนี้” ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาภายในห้องรับประทานอาหาร ใบหน้าคมคร้ามก้มมองชุดที่ตัวเองสวมอยู่ด้วยความไม่เข้าใจ อีกทั้งเนคไทที่ใส่มาด้วยนั้นหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อยเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา
“ป้าไม่เข้าใจหรอกค่ะว่าคุณฐาไม่ชอบสีอะไร ก็ปกติแล้วคุณณินเป็นคนจัดการให้คุณฐาทุกอย่างไงคะ” หญิงวัยกลางคนพูดตามจริง ถึงญาณินจะมีนิสัยขี้วีนขี้เหวี่ยง แต่หน้าที่ภรรยาไม่มีข้อไหนขาดตกบกพร่อง ตั้งแต่ฐากูรตื่นนอนยันเข้านอนแทบไม่ต้องทำอะไรเองเลยสักอย่าง เพราะภรรยาแสนชังคอยเอาอกเอาใจปรนนิบัติให้อยู่ไม่ห่าง
“แล้ววันนี้ณินไปไหน ทำไมไม่มาทำให้เหมือนทุกวัน” ชายหนุ่มว่าเสียงดุ พลางมองไปรอบ ๆ เพื่อหาตัวการที่พักหลังมานี้ชอบเรียกร้องความสนใจแปลก ๆ
“คุณณินกำลังแต่งตัวให้ข้าวหอมอยู่ค่ะ เพราะพี่เลี้ยงเพิ่งถูกไล่ออกไป” ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่มันก็แปลกอยู่ดีที่ญาณินเลือกไปดูแลข้าวหอมแทนการเอาอกเอาใจสามี
ที่บ้านพี่เลี้ยงถูกไล่ออกบ่อยจะตาย แต่ก็ยังเห็นเรียกใช้ป้าเพ็ญให้ไปดูแลข้าวหอมแทนตลอด
แบบนี้ญาณินจะมาไม้ไหนอีกกันแน่ ทั้งที่การแต่งตัวให้ลูกก็ไม่ได้ดูวุ่นวายขนาดนั้นสักหน่อย
ขณะที่เจ้าของบ้านกำลังเคร่งเครียด สองแม่ลูกก็เดินจูงมือกันลงมาด้านล่าง และดูเหมือนวันนี้ข้าวหอมจะดีใจเป็นพิเศษที่ผู้เป็นแม่ทำอะไรแบบนี้ให้
“คุณแม่ขา หนูจะไม่แกะเปียเดือนหนึ่งเลยดีไหมคะ” หนูน้อยในชุดนักเรียนกระโปรงแดงเอ่ยขึ้นเสียงใส มือเล็ก ๆ จับผมสีน้ำตาลเข้มธรรมชาติที่มารดาถักเปียให้ตลอดเวลา
“แบบนั้นหัวก็เหนียวหมดน่ะสิครับ ถ้าแกะแล้วแม่ก็จะถักให้ใหม่ ไม่เอาเหรอ”
“เย่ ๆ ดีใจจังเลยค่ะ”
“แม่ก็ดีใจที่หนูชอบนะครับ”
เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะดังลั่นบ้าน ทำให้ประมุขของบ้านอย่างฐากูรขมวดคิ้วแน่น กาแฟที่กำลังจะกระดกเข้าปากหยุดชะงัก หันไปมองต้นเสียงที่เข้ามาใกล้เรื่อย ๆ
ญาณินจูงมือลูกสาวเข้ามา แม้จะเป็นภาพที่ไม่แปลกตาเท่าไร แต่สิ่งที่ทำให้ฐากูรแปลกใจก็คือรอยยิ้มของภรรยาแสนชังที่ส่งให้ลูกสาวต่างหาก
เพล้ง!
ด้วยความไม่ระมัดระวัง เด็กน้อยที่มัวแต่ตื่นเต้นกับทรงผมของตัวเองจึงเดินชนเข้ากับแจกันราคาแพงที่วางอยู่บนโต๊ะตรงทางผ่าน มันเป็นแจกันที่ญาณินสั่งมาจากเมืองนอกราคาประมาณหกหลัก
เด็กน้อยร่างกายชาวาบยืนเกร็งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เงยหน้ามองมารดาด้วยดวงตาสั่นระริก มือน้อย ๆ ยกขึ้นไหว้ทันที
“หนูขอโทษนะคะคุณแม่ หนูไม่ได้ตั้งใจ” ข้าวหอมเอ่ยเสียงสั่นคล้ายจะร้องไห้อยู่รอมร่อ เด็กหญิงจำได้ดีว่าครั้งก่อนที่ทำของตกหล่นแบบนี้ก็ถูกแม่ตีจนจับไข้
ทว่าร่างสูงใหญ่ยังไม่ทันได้เดินเข้าไปปลอบขวัญและปกป้องลูกเหมือนทุกครั้ง ญาณินก็ยกมือขึ้นลูบหัวข้าวหอมอย่างแผ่วเบา แล้วรวบร่างเล็กจ้อยเข้ามากอดจนจมอก
มันเกิดอะไรขึ้นกับญาณินกันแน่
ฐากูรได้แต่ตั้งคำถามในใจ งงเป็นไก่ตาแตกอยู่คนเดียว
“โธ่! ก็ข้าวหอมไม่ได้ตั้งใจนี่ แม่จะดุลูกทำไมล่ะครับ”
หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงดุลูกจนร้องไห้ขี้มูกโป่งไปแล้ว แต่ตอนนี้ญาณินจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด หากจะดุก็คงเป็นผัวตัวดี ที่ย้ายแจกันมาวางไว้ตรงนี้จนลูกเดินชน ก่อนสาวใช้จะรีบเดินเข้ามาเก็บกวาด
คุณแม่ตัวเล็กอุ้มลูกสาวเดินมายังโต๊ะอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ข้าวหอมเดินเหยียบเศษกระเบื้องที่แตกเกลื่อนพื้น ก่อนวางเด็กน้อยลงบนเก้าอี้ตรงกลางระหว่างเขากับฐากูร
“มองอะไรครับ หน้าณินมีอะไรติดอยู่เหรอ หรือว่าหลงเสน่ห์ความน่ารักของณิน” ร่างขาวพูดทีเล่นทีจริง
คนถูกจับได้รู้สึกตัว ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงงแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมแล้วหันมาพูดคุยกับลูกสาวน่ารักด้านข้าง
“ป้าเพ็ญถักเปียให้เหรอคะ แบบนี้ก็ไม่ต้องการพ่อแล้วสิ” น้ำเสียงอ่อนโยนคนละโทนกับตอนพูดกับภรรยาเอ่ยถาม มือหยาบกร้านยกขึ้นจับเปียที่ถูกถักจนเรียบ พินิจมองอย่างสงสัย
“เปล่าหรอกค่ะ วันนี้คุณแม่ถักเปียให้ คุณพ่อว่าสวยไหมคะ”
คนเป็นพ่อที่ถูกถามน้ำท่วมปาก จำใจพยักหน้ารับ หากตอบว่าไม่สวยก็เกรงว่าลูกจะเสียใจ
สายตาลอบมองสำรวจภรรยาตัวเล็กที่แปลกไปผิดหูผิดตา แต่ดูเหมือนว่าเขาจะมองนานเกินไป คนถูกมองเลยรู้สึกตัว ฐากูรจึงต้องรีบหันกลับไปหาลูกสาว พยายามเปลี่ยนเรื่องคุย
“แล้วเมื่อคืนฝันดีไหมคะ ได้ฝันถึงพ่อบ้างหรือเปล่า”
“เมื่อคืนคุณแม่นอนกับหนู ฝันดีมากค่ะ คืนนี้คุณพ่อมานอนด้วยกันสิคะ คุณแม่เล่านิทานให้ฟังสนุกมาก หนูตื่นเต้นมาก ๆ เลยค่ะ”
มันก็แน่นอนอยู่แล้ว เพราะตอนที่คนเป็นพ่อเล่านิทานให้ฟัง ใช่ว่าข้าวหอมจะไม่ชอบ แต่มันคนละอารมณ์กันเสียมากกว่า
ผู้ชายไร้อารมณ์อย่างฐากูรเหมือนท่องหนังสือให้ฟังมากกว่า
ที่จริงข้าวหอมต้องนอนกับพี่เลี้ยงสองคนที่อยู่ห้องข้าง ๆ แต่เด็กน้อยก็ยังอยากนอนพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกอยู่ดี
“เมื่อคืนพ่องานยุ่งมาก แม่ไม่อยากกวนเลยไปนอนกับข้าวหอมแทนไงครับ อย่าไปกวนคุณพ่อดีกว่านะ” ครั้งนี้เป็นญาณินเอ่ยแทรก ชามข้าวต้มกุ้งที่อยู่ในมือถูกหยิบมาวางไว้ตรงหน้าลูกสาว
การกระทำนั้นยิ่งสร้างความแปลกใจให้ฐากูรเป็นอย่างมาก อยู่ ๆ ก็ช่วยเขาแก้ตัวกับลูกอย่างนั้นเหรอ
ญาณินสมองกลับหรือเปล่านะ
มื้ออาหารวันนี้จบลง ฐากูรเตรียมตัวไปส่งข้าวหอมที่โรงเรียน ทว่าญาณินกลับอาสาไปเอง แถมยังไม่ขออาศัยรถของฐากูรเหมือนเช่นที่ผ่านมา
“เหนื่อยไหม ที่ต้องสร้างภาพเป็นแม่ที่ดี” ฐากูรเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นลูกสาวเดินไปหน้าบ้านกับป้าเพ็ญแล้ว
“มันไม่เหนื่อยเท่าตามจิกคุณหรอกครับ” ใบหน้าสวยสดขมวดคิ้วเป็นปมอย่างหงุดหงิด คนอุตส่าห์ไม่พูดด้วยแล้วยังจะมาหาเรื่องอีก
“ถ้ารู้ตัวว่าเหนื่อยงั้นก็เลิกซะ เพราะยังไงฉันก็ไม่มีทางสนใจเธอ”
“ครับ” ตอบแบบขอไปทีอย่างคร้านจะสนทนาด้วย ชีวิตหลังผ่านความตายมาเขามีอะไรต้องทำหลายอย่าง ไม่ใช่มัวมาเสียเวลาต้อล้อต่อเถียงกับคนไร้ใจแบบนี้
“แล้วนั่นจะเดินไปไหน ดูใส่เสื้อผ้าเข้า ไม่คิดว่าฉันจะอายคนหรือไง” สายตาคมกล้ากวาดมองร่างขาวไร้การเติมแต่ง นอกจากพฤติกรรมจะเปลี่ยนไปราวกับคนละคน ก็ยังมีชุดธรรมดา ๆ ที่ใส่อยู่ ซึ่งก่อนหน้านี้ญาณินไม่เคยคิดจะหยิบมันมาใส่
เพราะเวลาภรรยาแสนชังของเขาจะออกไปไหน ต้องแต่งตัวเต็มยศอย่างกับจะไปเล่นงิ้วหรือลิเก
“การแต่งตัวของณินมันไปหนักส่วนไหนของคุณฐาเหรอครับ”
“ไปเปลี่ยนเป็นขายาว”
ร่างเล็กแค่นขำ เมื่อเห็นใบหน้ายับยู่ยี่ของสามี ขาข้างหนึ่งยกขึ้นมาเหยียบบนเก้าอี้ด้านข้าง จงใจใช้นิ้วชี้ลากขึ้นมาให้เห็นขาอ่อนขาวแยงตาอย่างยั่วยวน
“ทำไมเหรอครับ กลัวว่าตัวเองจะอดใจไม่ไหวเหรอ หรือคิดถึงขาขาว ๆ ของณินกันแน่”
“น่าเกลียด คนอย่างเธอมันหน้าด้าน ไร้ยางอาย” ฐากูรหางคิ้วกระตุก โมโหจนกำหมัดแน่น ไม่รู้ว่าเขากำลังอดทนต่อคำพูดนั้นหรือสิ่งที่อีกฝ่ายพูดถึงกันแน่
“แล้วคุณฐาไม่รู้เหรอ ว่าคติประจำใจของณินคืออะไร... ด้านได้ อายอด” เขาหัวเราะร่วนอย่างชอบใจที่เห็นสามีโมโห ก็ใครมันเริ่มก่อนล่ะ ช่วยไม่ได้
ญาณินไม่อยากเสียเวลา สองเท้ากำลังจะก้าวเดินออกจากบ้านไป แต่ยังไม่ทันได้เดินไปไหนก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อสามีปากร้ายพ่นวาจาเชือดเฉือนอีกครั้ง
“ก็หน้าด้านจริง ๆ นั่นแหละ ถึงขนาดพาผู้ชายเข้ามาพลอดรักในบ้าน ไม่มีคนดี ๆ ที่ไหนเขาทำกันหรอก”
มือขาวที่ถือลูกกุญแจเอาไว้กำแน่นด้วยความเดือดดาล สองเท้าสืบเข้ามาใกล้ร่างสูงใหญ่ จ้องมองอีกคนด้วยสายตาแข็งกร้าว
“ต้องให้บอกอีกกี่ครั้งว่าพี่ติณไม่ใช่ชู้ เขาเป็นรุ่นพี่ของณิน” และเป็นคนที่คอยช่วยเหลือทุกอย่างเวลาเขาตกระกำลำบาก
“แล้วทีฉันบอกว่าโรสคือเพื่อน เธอยังไม่เชื่อฉันเลยณิน” ทั้งที่บอกแบบนั้น แต่ญาณินก็ยังตามหึงหวงไม่หยุดหย่อน “ต่อให้โรสดีกว่าเธอ ไม่สันดานเสียเหมือนเธอ ฉันก็ไม่คิดจะเล่นชู้กับโรสเหมือนอย่างที่เธอเข้าใจหรอก เพราะต่อให้ฉันชอบโรสขึ้นมาจริง ๆ ฉันก็ไม่มีทางทำให้โรสเสียหาย ฉันต้องหย่ากับเธอก่อนถึงจะไปจีบโรส...”
เพียะ!
แรงตบไม่เบานักทำให้ใบหน้าชายวัยสามสิบหันไปตามแรง แก้มซีกซ้ายเป็นรอยแดงรูปนิ้ว ฐากูรโมโห มือหยาบกร้านบีบมือของภรรยาเต็มแรงด้วยความเดือดดาล
“คิดว่าเธอตบฉันแล้ว ฉันจะไม่กล้าทำเธออย่างนั้นเหรอ” เขาพูดเสียงลอดไรฟัน
“ก็เอาสิ” ญาณินเริ่มโมโห เขาเกลียดผู้หญิงที่ชื่อโรสนั่นอย่างกับอะไรดี ทำไมต้องเอาเขาไปเปรียบกับผู้หญิงลวงโลกแบบนั้นด้วย
“อย่ามาท้า ก็แค่แม่ของลูก ไม่มีอะไรที่ฉันต้องแคร์”
“คุณก็แค่ผู้ชายเฮงซวย ไม่มีอะไรที่ณินต้องเสียดายเหมือนกัน ถ้าจะเสียคุณไปให้คนสตออย่างยัยโรสนั่น”
“เธอมีสิทธิ์อะไรไปว่าโรส ดูตัวเองสิณิน เกาะผัวกินไปวัน ๆ งานการก็ไม่ได้ทำ คิดว่าตัวเองดีมากแล้วเหรอ”
สายตาที่กวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้ามันแสดงความเหยียดหยันชัดเจน ตอกย้ำว่าเขาก็เป็นแค่ลูกแม่ค้าขายข้าวแกงจน ๆ ที่จับพลัดจับผลูได้ผัวรวยเท่านั้นเอง
“ได้! ต่อไปนี้ณินจะไม่ขอเงินคุณสักบาท คอยดู”
“ฉันก็จะคอยดู ว่าคนอย่างเธอจะไปได้อีกสักกี่น้ำ”
ญาณินกัดฟันกรอด สะบัดแขนที่ถูกสามีจับเอาไว้ออก วันนี้ปะทะฝีปากกับสามีทำให้เขาค่อนข้างหงุดหงิด แต่เพราะลูกสาวตัวน้อยวิ่งมาตามจึงจำใจเป็นฝ่ายเงียบก่อนแล้วเดินตามลูกสาวออกไป
ฐากูรมองตามแผ่นหลังบาง มีคำถามมากมายว่าเพราะอะไรกันที่ทำให้ญาณินเป็นฝ่ายเงียบปากไปก่อนแบบนี้
เมื่อก่อนญาณินไม่สนใจด้วยซ้ำว่าลูกจะเห็นพ่อแม่เถียงกันหรือเปล่า แต่พอมาตอนนี้ มันผิดวิสัยมากจริง ๆ
แต่เมื่อกี้เขาแค่ทดสอบญาณินเท่านั้นว่าจะโวยวายกรีดร้องปาข้าวของและเอาแต่ใจเหมือนเดิมหรือเปล่า ทว่าสายตาที่มองเขานั้นมันว่างเปล่า จนทำให้เขาหวั่นใจแปลก ๆ
หรือเมื่อกี้เขาใช้คำพูดแรงไปหรือเปล่านะ
