บทที่ 3 ฉางอัน 3

บรรยากาศนิ่งเงียบไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจดัง บรรดาบ่าว  รับใช้ต่างก้มหน้าก้มตาทำเหมือนทุกเสียงเป็นเพียงลมผ่านหู ไม่ได้ยินอันใดทั้งสิ้น กฎของการเป็นบ่าวรับใช้ที่ดีคือการทำเป็นคนหูหนวกตาบอด รับรู้เท่าที่เจ้านายอยากให้รู้ บางเรื่องต่อให้รู้อยู่เต็มอกก็ต้องยืนกรานว่าไม่รู้ จึงจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างยืนยาว

“เข้าเรื่องเถอะเจ้าค่ะท่านพ่อ” เสียงหวานใสของหญิงสาวชุด     สีชมพูอ่อนเอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ไหว ฉางอันตวัดสายตามองเพียงแวบเดียวก็ถอนสายตากลับ

“ตรงนี้มีที่ให้เจ้าสอดปากได้หรือฉางหรูหลาน นี่เป็นเรื่องระหว่างข้ากับท่านพ่อ” ฉางอันพูดเหน็บแนมกลับ น้องสาวคนรองของร่างนี้เป็นคนอารมณ์ร้าย ชอบใส่ร้ายและกวนน้ำให้ขุ่นอยู่เป็นนิจ

“เจ้าคนชั้นต่ำ อย่ามาว่าท่านพี่ของข้านะ” ฉางเยว่อิ๋งน้องสาวคนสุดท้องส่งเสียงตะคอกฉางอัน โกรธเคืองที่อีกฝ่ายปรายตามองพี่สาวของนางเหมือนมองสิ่งของต่ำต้อย ทั้งยังกล่าวคำเหน็บแนมพี่สาวแท้ ๆ ของตน เช่นนี้จะอยู่เฉยได้อย่างไร อีกทั้งนางและพี่สาวถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ ด้วยเหตุนี้ฉางเยว่อิ๋งที่อายุยังน้อยจึงไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ให้ดี

ฉางอันหันหน้าไปมองคนพูด หรี่ตาลงครึ่งหนึ่งจ้องใบหน้าน้องคนที่สามนิ่ง ๆ รื้อความทรงจำเก่าของฉางอันคนเก่า พอรู้ว่าเป็นใครก็ถึงกับอยากยกมือตบหน้าผากแรง ๆ สักสองสามที

โอ๊ย~~นี่ก็ศัตรูคู่แค้น เพิ่งจะมีเรื่องกันไปหมาด ๆ อะไรมันจะมารวมญาติกันหมดแบบนี้

เจ้าของร่างเดิมช่างสร้างศัตรูเก่งยิ่งนัก แม้แต่คนในเรือนเดียวกันก็ไม่เว้น ทว่าคนในครอบครัวก็เหลือเกิน ตั้งแง่อะไรหนักหนาหนอ ผู้เป็นบิดานั่นก็อีกคน ใจลำเอียงขนาดนี้กับบุตรชายของตัวเองได้อย่างไร

มีบุตรธิดาหลายคนแต่รักไม่เท่ากัน ทั้งที่บางคราบุตรสาวผู้เกิดจากหญิงอันเป็นที่รักทั้งสองทำผิดกลับตำหนิเพียงเล็กน้อย ก่อนจะมอบข้าวของเงินทองเป็นการปลอบใจ แต่กับบุตรชายอย่างฉางอันดุด่าจนเหมือนไม่ใช่ลูกในไส้ของตน

“ปากเจ้านี่ดีเหลือเกินนะน้องสาม นี่คือคำพูดที่เจ้าควรพูดกับพี่ชายอย่างข้าหรือ ไหนจะกิริยาต่ำทรามไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่นั่นอีก เห็นทีมารดาของเจ้าจะลืมจ้างอาจารย์มาสอนให้กระมัง อ้อ ข้าลืมไปว่าจ้างมากี่คนต่อกี่คนก็ขอลาออกกันหมด เพราะทนไม่ไหวกับนิสัยเยี่ยงนี้ของเจ้า ได้ข่าวว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังหาอาจารย์ท่านใหม่มาสอนเจ้าไม่ได้เลยนี่นะ”

ว่าจบฉางอันก็ปรายตามองเหยียดไปอีกที ท่าทีเช่นนี้ทำเอา     ฉางเยว่อิ๋งโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ ถลาเข้ามาจะทำร้ายตบตีชายหนุ่มให้ได้ จนบ่าวรับใช้กับฉางหรูหลานผู้เป็นพี่สาวแทบดึงรั้งเอาไว้ไม่อยู่ 

“กรี๊ด ไอ้คนชั้นต่ำ ใครเป็นน้องของเจ้ากัน ปล่อยข้านะ ข้าจะตบมัน วันนี้ข้าต้องได้เอาเลือดหัวมันออก !” ฉางเยว่อิ๋งสะบัดตัว เตะขาไปมาหวังให้หลุดออกจากมือคนที่จับตัวนางไว้

จนถึงที่สุดฉางเจี้ยงหลี่ทนไม่ไหวตะคอกออกมาเสียงดังอย่างคนโมโหจัด “พวกเจ้าหุบปากให้ข้าให้หมดเดี๋ยวนี้!”

ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงสะดุ้งกันเป็นแถว ไม่เว้นแม้แต่คนเป็นภรรยาอย่างว่านฮูหยิน

“แต่ท่านพ่อ…!” ฉางเยว่อิ๋งไม่ยอมหยุด คนเป็นพี่สาวอย่าง     ฉางหรูหลานจึงรีบเอามือขึ้นมาปิดปากนางไว้พร้อมทั้งส่งสายตาห้ามปราม ไม่อย่างนั้นน้องสาวคงจะทำเสียเรื่องอีกเป็นแน่

เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ตรงหน้าสงบลงแล้วฉางเจี้ยนหลี่ก็เริ่มพูดเข้าเรื่องที่เขาเรียกฉางอันมาพบทันที “ที่ข้าเรียกเจ้ามาพบวันนี้ก็เพราะเรื่องที่เจ้าไปมีเรื่องกับผู้คนข้างนอก ทำให้วงศ์ตระกูลและครอบครัวเสื่อมเสียชื่อเสียง เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรกับคนเช่นเจ้าดี!”

“ถ้าข้าบอกว่าข้าไม่ใช่คนผิดล่ะ ท่านจะเชื่อหรือไม่” ยังไงเหตุการณ์ครั้งนี้ก็รับความผิดไว้กับตัวไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นชีวิตน้อย ๆ นี่คงต้องจบอยู่ใต้ไม้หวายสำหรับโบยหลังเป็นแน่

“ยังกล้าปฏิเสธอีกหรือฉางอัน เจ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าเวลานี้คน        ทั้งเมืองมองตระกูลฉางเป็นตัวตลกหมดแล้ว” เจ้าบ้านตระกูลฉางยกนิ้วขึ้นชี้หน้าบุตรชายตัวดีด้วยความโมโห ร่างกายสั่นเทิ่ม ลมตีขึ้นมาจุกอกจนพูดไม่ออก

จะว่ายังไงดีล่ะ สำหรับการทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้น จะบอกว่าเด็กฉางอันคนเดิมเป็นฝ่ายก่อเรื่องก็ไม่ถูกต้องนัก ในเมื่อตอนนั้นฉางอันกำลังอารมณ์เดือดจัดจากการต่อปากต่อคำกับน้องสามเดินอาด ๆ อยู่บนถนน ตั้งใจจะเดินเล่นให้อารมณ์เย็นลงค่อยกลับเรือน และเพราะมัวแต่เดินไม่รู้ทิศทาง จนผ่านเข้าไปในตรอกหลิ่วหยาง แหล่งรวมสถานที่ให้ความสำราญ ตึกคณิกาหญิงคณิกาชายชื่อดังล้วนรวมกันอยู่ตรงนั้นทั้งสิ้น

จังหวะที่เดินผ่านตึกโคมเขียวแห่งหนึ่งในตรอก คณิกานางหนึ่งเดินเข้ามาเกี่ยวแขนของเขา เชิญชวนให้แวะเวียนเข้าไปฟังดนตรีหรือร่วมสนุกที่เตียงของนาง เจ้าตัวหารู้ไม่ว่าอารมณ์ของคนที่ตนเกี่ยวแขนอยู่กำลังคุกรุ่น เดิมก็เป็นคนถือตัวอยู่แล้ว พอโดนวุ่นวายดึงรั้งจากหญิงสาวที่ประโคมเครื่องหอมกลิ่นฉุนชวนปวดหัว ยิ่งทำให้เขานึกถึงมารดาเลี้ยงที่ชอบประโคมเครื่องหอม ทำตัวเหมือนนางคณิกาล่อลวงบิดามักมากจนละเลยมารดาผู้เป็นฮูหยินเอก เป็นเหตุให้นางตรอมใจตาย ทิ้งเขาไว้ในเรือนอันเละเทะคนเดียว

เขาจึงสะบัดพวกนางทิ้งด้วยความรังเกียจ หญิงมากจริตคนอื่นเห็นแบบนั้นก็กรีดร้อง หาว่าเขาใช้กำลังข่มเหงคณิกาที่โดนสะบัดล้ม ฉางอันขาดสติจึงเอ่ยเหยียดหยามออกไป ทำให้คนเหล่านั้นไม่พอใจ เรียกเวรยามมาจับเขาไว้ ยามพวกนี้ล้วนตัวใหญ่ มือเท้าหนาหนัก ยามลงมือไม่ได้ออมแรงไว้ ทำให้คุณชายฉางสลบไม่ได้สติไปสามวัน แล้วฉางอันจากอีกโลกก็มาเข้าร่างนี้แทนอย่างที่เห็น

คาดว่าเจ้าของร่างตัวจริงคงจะเสียชีวิตไปตั้งแต่ถูกซ้อม วิญญาณก็คงหลุดลอยไปภพอื่นแล้วเช่นกัน ส่วนตัวเขาเข้ามาแทนที่ได้อย่างไรนั้นคงเป็นเพราะหญิงชราแปลกหน้าที่ทำให้มันเกิดขึ้น

ฉางเจี้ยนหลี่เห็นบุตรชายตัวดีนิ่งเงียบไม่ตอบคำก็ให้อารมณ์ขึ้นอีกรอบ ตวาดเสียงดังจนเรียกสติคนที่เหม่อลอยให้กลับมา “เจ้ายังมีหน้ามายืนนิ่งอยู่อีก จะให้ข้าทำเช่นไรไหนบอกมาซิ!”

“ท่านก็อย่าไปสนใจสิขอรับ ประเดี๋ยวพอมีเรื่องใหม่ให้พูดถึงคนอื่น ๆ ก็ลืม” ฉางอันลอยหน้าลอยตาตอบกลับอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“ไอ้ลูกเนรคุณ ไอ้ลูกไม่รักดี เจ้าไม่คิดที่จะรักษาหน้าตาบรรพบุรุษของตระกูลไว้เลยรึยังไง เจ้าสร้างเรื่องงามหน้ามากี่ครั้งแล้ว ห๊ะ!”

“ท่านฟังเรื่องจากข้าก่อนไม่ได้หรือท่านพ่อ” ฉางอันทำใจดีสู้เสือ ขอโอกาสแก้ต่างให้เจ้าของร่างเดิม

“ไม่ต้องมาแก้ตัวอันใดทั้งนั้น คำพูดของเจ้าก็มีแต่คำโกหกพกลมเรียกร้องความสนใจไปวัน ๆ” ไม่ใช่ฉางเจี้ยนหลี่ที่พูด หากแต่เป็น        ฉางหรูหลานซึ่งยืนเงียบมานานเอ่ยขึ้น กลัวว่าผู้เป็นพ่อจะนึกเห็นใจและให้ฉางอันได้แก้ตัว

“น้องรอง ข้าพูดกับท่านพ่อ ไม่ได้พูดกับเจ้า”

“น้องรองของเจ้าพูดถูกแล้ว เจ้าไม่ต้องมาแก้ตัวอะไรสำหรับความผิดของเจ้า ข้าขอสั่งกักบริเวณและให้เจ้านั่งคุกเข่าสำนึกผิดที่ศาลบรรพชน หากไม่มีคำสั่งของข้า ห้ามก้าวออกมาจากศาลบรรพชนแม้แต่ครึ่งก้าว” พูดจบฉางเจี้ยนหลี่ก็สั่งบ่าวไพร่ให้พาตัวเขาออกไป ท่ามกลางสายตาสะใจของเหล่าพี่น้อง รวมถึงรอยยิ้มเยาะของว่านมี่อิง

แล้วสุดท้ายความผิดก็ยังตกมาอยู่ที่ตนอยู่ดี ทั้งที่เขายังไม่ได้อธิบายให้ฟังเลย เป็นแบบนี้ทุกครั้ง ฉางอันต้องใช้พลังอย่างมากในการกดข่มอารมณ์ของร่างเดิมลงไป ความเสียใจ ความผิดหวังเหล่านี้หากปล่อยให้ปะทุขึ้นมา ตนเองคงรับไม่ไหว ได้เป็นบ้าไปก่อนแน่ ชายหนุ่มเดินตัวปลิวตามบ่าวไพร่ไปศาลบรรพชนเงียบ ๆ ในหัวคิดหาวิธีเอาตัวรอด

“เฮ้อ ได้อยู่คนเดียวสักที” ฉางอันที่ตอนนี้ได้เข้ามานั่งอยู่ในศาลบรรพชนคนเดียวแล้วก็ไม่ได้วางท่าเป็นคุณชายอีก เขาทิ้งตัวพิงผนังห้องอย่างอ่อนแรง ร่างกายที่โดนรุมซ้อมทำให้บอบช้ำหลายจุด แถมยังต้องมายืนเถียงกับคนอื่นอีก ผ่านไปเพียงครึ่งวัน แต่เหมือนใช้เรี่ยวแรงทั้งชีวิตไปหมดแล้ว

ไหนยายคนนั้นบอกว่าความสุขกำลังมาไง

โกหกชัด ๆ ความสุขบ้านไหนเป็นแบบนี้เนี่ย ตอบเขาที!!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป