บทที่ 3 มิติบ้านสวน

มู่หลินหว่านไม่สนว่าผู้ใดจะนัดเจอกันไม่ว่าจะเป็นที่จวนหรือที่ไหนก็ช่าง ยามนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทานอาหารให้อิ่มท้อง และนอนพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงโดยเร็วเท่านั้น เพื่อหาหนทางออกไปจากตระกูลที่น่ารังเกียจแห่งนี้

ด้านของมู่จือหย่าที่รีบแต่งตัวออกมาพบคู่หมั้นหนุ่มอนาคตไกล ที่พยายามให้มารดาแย่งมาจากน้องสาวอย่างมู่หลินหว่านได้ นางรีบ

ขอโทษขอโพยต่อเฉินเยี่ยนหมิงเป็นการใหญ่ โดยกล่าววาจาใส่ร้ายว่า

ถูกน้องสาวคนรองกลั้นแกล้ง ทำชุดที่เพิ่งได้รับจากร้านตัดเสื้อเปรอะเปื้อน ทั้งที่ตั้งใจจะสวมใส่เพื่อออกไปด้านนอกในวันนี้

“หย่าเออร์ขออภัยคุณชายเฉินจริง ๆ เจ้าค่ะที่ออกมาพบล่าช้าจนทำให้คุณชายเสียเวลานั่งรออยู่ตั้งนาน” มู่จือหย่ามาถึงก็เริ่มเสแสร้งเป็นผู้ถูกกระทำทันที

“ไม่เป็นไรคุณหนูใหญ่มู่ข้าเพิ่งมาถึงได้ไม่นานเช่นกัน ว่าแต่เหตุใดถึงไม่สวมชุดใหม่ที่เจ้าบอกเอาไว้เล่า มิใช่ว่าที่ร้านได้นำมันมาส่งให้ที่จวนแล้วรึ”

“เอ่อ คือว่าชุดที่หย่าเออร์ตั้งใจจะสวมไปเดินเล่นในวันนี้ มันถูกน้องรองทำเปรอะเปื้อนตอนที่นำไปซักเจ้าค่ะ หย่าเออร์ไม่แน่ใจว่า

นางไม่ได้ตั้งใจหรือแค่อยากกลั่นแกล้งกันแน่ ไม่กี่วันก่อนก็แอบขโมยปิ่นปักผมอันใหม่ของหย่าเออร์ไปซ่อนไว้อีกเจ้าค่ะ” มู่จือหย่าทำทีเล่าออกไปด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

“นี่นางจะอิจฉาเจ้าไปถึงเมื่อไหร่กันถูกลงโทษไปกี่ครั้ง ใยไม่รู้จักหลาบจำเสียบ้างคงเปลี่ยนนิสัยของนางไม่ได้แล้วล่ะ ต่อไปเจ้าต้องระวังให้มากกว่านี้อย่าให้นางจับต้องสิ่งของ ๆ เจ้าอีก ในเมื่อชุดนั่นมันใส่ไม่ได้ก็ช่างเถิดประเดี๋ยวข้าจะซื้อชุดใหม่ให้เจ้าเอง” เฉินเยี่ยนหมิงตั้งแต่ได้

หมั้นหมายกับมู่จือหย่า เขามักจะได้รับฟังแต่ด้านไม่ดีของมู่หลินหว่านอยู่เสมอ

“หย่าเออร์ขอบคุณคุณชายเฉินล่วงหน้าเจ้าค่ะ ที่ใจดีกับหย่าเออร์ตอนนี้ก็ไม่เช้าแล้วพวกเราไปที่นั่งดื่มชาทานของว่างที่หออี๋ชุนก่อน

จากนั้นค่อยไปเดินเล่นกันดีหรือไม่เจ้าคะ”

“ได้สิวันนี้ข้ามีเวลาให้กับคุณหนูใหญ่มู่ทั้งวัน เจ้าอยากไปที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นหรืออยากได้เครื่องประดับ รวมถึงเสื้อผ้าชุดใหม่แทนชุดที่ขาด เจ้าเลือกร้านค้าได้นะว่าอยากไปซื้อที่ร้านตระกูลใด สำหรับคุณหนูใหญ่มู่ควรใช้สิ่งของที่ราคาเหมาะสมกับฐานะของเจ้าเท่านั้น” เฉินเยี่ยนหมิงได้รับคำสั่งจากมารดาให้เอาใจมู่จือหย่าให้มากเข้าไว้ เพื่อการเลื่อนตำแหน่งของบิดาตนเอง

“คุณชายเฉินพูดจริงหรือเจ้าคะแต่หย่าเออร์เกรงใจ หากต้องทำให้ท่านใช้จ่ายเงินตำลึงมากมายเช่นนี้ เอาเป็นว่าหากมีสิ่งไหนที่หย่าเออร์สามารถช่วยทำให้ท่านได้ละก็ โปรดบอกกับหย่าเออร์ได้ทันทีนะเจ้าคะ”

“ยังไม่มีสิ่งใดรบกวนคุณหนูใหญ่มู่หรอก ถ้าจะมีเรื่องที่ข้าต้องการ เห็นทีจะมีเพียงอยากให้ถึงวันแต่งงานโดยเร็วเสียมากกว่า ข้าอยาก

รับท่านเข้าจวนไปเป็นฮูหยินเอกและดูแลปกครองเรือน ยามเสร็จจากการทำงานกลับมาก็ได้เจอภรรยาผู้งดงามรออยู่ที่จวน คงช่วยให้ว่าที่สามีผู้นี้หายเหนื่อยได้เป็นปลิดทิ้งแน่ ๆ” เฉินเยี่ยนหมิงแกล้งหยอกเย้าคู่หมั้นสาวจนนางเขินอายกับคำพูดเหล่านั้น

“คุณชายเฉินละก็กล่าวเช่นนี่หย่าเออร์ก็เขินอายเป็นนะเจ้าคะ” มู่จือหย่าทำทีท่าเอียงอายไร้เดียงสา

“หึ ๆ เชิญคุณหนูใหญ่มู่ที่รถม้าเถิดประเดี๋ยวแดดจะร้อนเสียก่อน รับรองว่าวันนี้ข้าจะมาส่งเจ้าก่อนยามเซินไม่ต้องกังวลไป”

“ขอบคุณคุณชายเฉินที่เข้าใจหย่าเออร์เจ้าค่ะ”

เฉินเยี่ยนหมิงพามู่จือหย่าเดินไปขึ้นรถม้าที่รออยู่หน้าจวน พานางไปหออี๋ชุนเพื่อดื่มชารสชาติดี หลังจากนั้นค่อยพานางตระเวนไปตาม

ร้านเครื่องประดับและร้านผ้าต่าง ๆ มู่จือหย่าเลือกซื้อสิ่งของเหล่านี้อย่างสนุกสนาน ทั้งที่ความจริงนั้นเฉินเยี่ยนหมิงแค่ทำตามคำสั่งมารดา เขาไม่ได้รู้สึกรักใคร่อันใดในตัวของมู่จือหย่าเลยสักนิด เพียงแต่มารดาของเขาต้องการอาศัยอำนาจของเสนาบดีมู่ เพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้กับบิดาของเขาในการเลื่อนตำแหน่งเท่านั้น เฉินเยี่ยนหมิงมีข้อตกลงกับมารดาเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า เมื่อใดที่แต่งงานกับมู่จือหย่าและบิดา

ได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว เขาต้องการรับฮูหยินรองจากตระกูลหลิน เนื่องจากนางเป็นสตรีที่เขารัก ซึ่งมารดาของเขาได้รับปากไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะ และเฉินเยี่ยนหมิงก็ทำตามที่บอกกับมู่จือหย่า เขาพานางมาส่งที่จวนตระกูลมู่ก่อนถึงยามเซินจริง ๆ

ส่วนมู่หลินหว่านที่นอนพักผ่อนไปหลายชั่วยาม ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะยามนี้เสียงร้องจากกระเพาะอาหารของนาง กำลังเรียกร้อง

หาอาหารเนื่องจากเลยเวลามาพอสมควร จึงลุกขึ้นมาล้างหน้าให้สดชื่นเพื่อไปยังห้องครัวหาอะไรที่กินได้มารองท้องเสียหน่อย แต่ยังไม่ทัน

ได้ก้าวเท้าเข้าไปด้านในพลันได้ยินบ่าวไพร่พูดคุยกัน เกี่ยวกับงานเลี้ยงน้ำชาที่จะจัดขึ้นในจวนแห่งนี้ในอีกเจ็ดวันข้างหน้า มีแขกเหรื่อ

เป็นฮูหยินและบุตรชายบุตรสาวจากตระกูลขุนนาง ที่ได้รับหนังสือเชิญให้มาเข้าร่วมงานด้วยมากมาย เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นงานดูตัวสำหรับครอบครัวที่มีฐานะเหมาะสมกัน เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็เข้าทางมู่หลินหว่านให้แล้ว หนทางที่จะหลุดพ้นจากตระกูลที่ฉากหน้าดูดีแต่เบื้องหลังกลับเน่าเฟะเสียที

มู่หลินหว่านเปลี่ยนใจเดินกลับมายังกระท่อมโทรม ๆ ของตนนั่งคิดนอนคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะตัดขาดกับตระกูลนี้ แต่เพราะท้อง

ที่ปราศจากอาหารไปหล่อเลี้ยงยังคงส่งเสียงอยู่ จึงทำให้ในหัวของนางว่างเปล่าคิดสิ่งใดไม่ออกเอาเสียเลย

“โครกคราก!! โอ๊ย คิดไม่ออกเสียทีจะใช้วิธีไหนได้บ้างนะเนี่ยหิวก็หิวมองไปทางไหนก็เห็นเป็นของกินไปหมดแล้ว เฮ้อ หากยังอยู่

ที่บ้านสวนป่านนี้มื้อเย็นคงทำกินเองไปตั้งนานละ...เฮ้ย!!!”

“ผลุบ!! กรี๊ดดดด ตุบ”

“เอ๊ะ! เมื่อกี้ร่วงลงมาจากกลางอากาศแล้วทำไมถึงไม่รู้สึกเจ็บล่ะ หือ ที่นอนคุ้น ๆ เหมือนเตียงนอนที่บ้านสวนเลยแฮะ หรือว่าเราจะหิว

จนตาลายเดินสะดุดก้อนหินล้มลงหัวฟาดพื้นตายอีกรอบเหรอเนี่ย”

ขณะที่มู่หลินหว่านกำลังพิจารณาสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งมันเหมือนกับของภายในบ้านสวนของตนเองอย่างมาก กลับมีเสียงเล็ก ๆ ตอบคำถามของมู่หลินหว่านขึ้นมาทันที

“ยินดีต้อนรับนายหญิงกลับสู่มิติบ้านสวน ท่านยังคงมีชีวิตอยู่และยังต้องอยู่ต่อไปอีกนานเจ้าค่ะ”

“อ๊ากกกกก!!! ผีหลอก!! พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยจอมด้วยจ้า พวกเราไม่เคยรู้จักอย่ามาหลอกมาหลอนกันเลยนะ เป็นผีก็อยู่ส่วนผีอย่าทำบาปเพิ่มด้วยการแกล้งคนแบบนี้ ถ้าน้องอยากกินอะไรก็สั่งไว้พรุ่งนี้พี่สาวจะไปทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ อย่าได้ผูกเวรผูกกรรมต่อกัน

จะดีกว่านะคุณน้องผี นะโม ตัสสะ ๆ ๆ” เจ้าจอมในร่างของมู่หลินหว่านถึงกับกรีดร้อง เอาแต่หลับตาก้มหน้าสวดมนต์อย่างลืมตัว

“เฮ้อ อยากจะบ้าตายเหตุใดข้าที่เป็นถึงภูติสาวแสนสวยตัวน้อย ๆ ต้องมาเจอเจ้านายเช่นนี้ด้วยนะ นี่ท่านน่ะลืมตามามองข้าสักนิดเถิดที่นี่ไม่มีผีหรอกนะ มีแต่คนหน้าตางดงามอยู่สองคนเท่านั้นท่านไม่อยากรู้หรือว่าที่นี่คือไหนน่ะ ท้องท่านร้องหาอาหารอร่อย ๆ อยู่มิใช่หรืออย่างไรเจ้าคะ ตู้เย็นในห้องครัวยังมีของกินอีกหลายอย่างเชียวนะ ที่ท่านทำเก็บไว้ทาน หากยังไม่เอามันออกมาทานคงจะเน่าเสียจนหมดแน่ ๆ”

ภูติตัวน้อยเรียกสติของมู่หลินหว่านที่ยังไม่ยอมเงยหน้า เพื่อที่จะได้แนะนำตนเองกับเจ้านายที่ตนต้องคอยดูแลนับจากนี้ และต้องบอกถึงประโยชน์หรือที่มาที่ไปของมิติแห่งนี้ให้มู่หลินหว่านได้ทราบ เมื่อได้ยินเสียงน้อย ๆ บอกว่าตนเองไม่ใช่ผีเสียงสวดมนต์ก็หยุดลง และใบหน้าเรียวค่อย ๆ เงยขึ้นมามองหาเสียงที่เปล่งเสียงน่ารัก ๆ เรียกชื่อของนาง ก่อนจะพบว่ามีคนตัวเล็ก ๆ มีปีกและบินได้ลอยไปลอยมาอยู่กลางอากาศ

“นะ นะ นี่เจ้าไม่ใช่ผีแน่นะอย่าได้โกหกให้ข้าตายใจเด็ดขาดไม่เช่นนั้นคำสาปแช่งสารพัดจะเป็นของเจ้าทันที”

“ไม่ใช่อย่างแน่นอนแต่ข้าคือภูติพฤกษาประจำมิตินี้ และที่สำคัญมันยังเป็นมิติบ้านสวนของท่านจากโลกก่อน รวมถึงความรู้ความสามารถของท่านทุกอย่างยังใช้ได้เหมือนเดิม ตอนนี้พวกเราอยู่ภายในบ้านของท่านของทุกชิ้นยังอยู่กับที่ ไม่มีสิ่งแปลกปลอมหรือการสับเปลี่ยนใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านหิวมิใช่หรืออาหารที่ท่านทำเก็บไว้เอาออกมาอุ่นเสียสิ กินให้อิ่มท้องก่อนเถิดท่านยังต้องคิดหาวิธีออกจากจวนแห่งนี้อีกนะเจ้าคะ”

“เดี๋ยว ๆ ๆ เจ้าบอกว่าที่ยืนอยู่ในตอนนี้คือบ้านสวนของข้าจากโลกก่อน และมันกลายมาเป็นมิติวิเศษโดยมีเจ้าเป็นภูติคอยดูแลที่นี่ข้าเข้าใจถูกไหม” มู่หลินหว่านย้ำกับภูติตัวน้อยอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“ใช่เจ้าค่ะท่านเข้าใจได้ถูกต้องแล้วนี่คือบ้านสวนของท่านอย่างแท้จริง ไม่ว่าท่านคิดจะปลูกพืชผักผลไม้หรือทำอะไรเกี่ยวกับการ

ใช้มิติแห่งนี้ จะมีข้าคอยดูแลจัดการแทนโดยที่ท่านไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อยเจ้าค่ะ”

“ว้าว! ไม่อยากเชื่อเลยว่านอกจากจะได้มาเกิดใหม่แล้ว ยังมีมิติบ้านสวนของตนเองติดตัวมาอีกด้วยนะเนี่ย ยอดเยี่ยมที่สุดขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาสงสารข้าผู้นี้ ขอบคุณท่านเทพเทวดาที่หล่อเหลางดงามทั้งหลายเมื่อใดที่ออกจากจวนแห่งนี้ได้ข้าจะใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุดนะเจ้าคะ ว่าแต่เจ้ามีชื่อหรือไม่จะให้เรียกเจ้าว่าภูติพฤกษามันก็ฟังดูแปลก ๆเกินไปนะ”

“นายหญิงช่วยตั้งชื่อให้ข้าด้วยสิเจ้าคะท่านชอบชื่ออะไร สามารถนำมาตั้งชื่อได้ทั้งนั้นแต่ถ้าจะให้ดีขอเป็นชื่อเพราะ ๆ สักนิดจะดีมาก

เจ้าค่ะ”

“แล้วบอกว่าชื่ออะไรก็ได้ที่ข้าชอบเจ้าจะพูดเพื่อ ฮึ่ม...อือ จะให้ชื่อว่าอะไรดีน้าตัวเจ้าก็เล็กเท่านี้เองแต่เป็นภูติเกี่ยวกับต้นไม้ แล้วต้นไม้

มีสีเขียวเป็นธรรมชาติงดงาม อ้อ นึกออกแล้วเช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวลวี่เป็นอย่างไร”

“เสี่ยวลวี่งั้นหรือฟังดูก็น่ารักดีนะเจ้าคะเช่นนั้นข้าใช้ชื่อนี้เจ้าค่ะ ต่อไปข้ามีชื่อว่าเสี่ยวลวี่มีหน้าที่ดูแลมิติแห่งนี้ให้นายหญิง ขอบคุณมากเจ้าค่ะที่ช่วยตั้งชื่อให้กับข้า”

“ยินดีจ้ะเสี่ยวลวี่แต่ตอนนี้ข้าขอไปหาอะไรกินก่อนนะ ประเดี๋ยวค่อยมานั่งคิดแผนไปจากที่นี่กันต่อ”

เสี่ยวลวี่บินตามหลังมู่หลินหว่านไปยังห้องครัว อาหารที่ทำเก็บไว้ในตู้เย็นยังคงมีสีสันน่ากินเช่นเคย บรรยากาศด้านหลังห้องครัวที่มองเห็นสวนผลไม้หลากหลาย เล้าเป็ดเล้าไก่ที่เลี้ยงไว้อยู่ด้านบนบ่อปลานิลสัตว์ทั้งสามชนิด ยังคงมีชีวิตทั้งไก่และเป็ดจิกกินอาหารเพื่อออกไข่ ให้นางได้เก็บกินทุกวันอยู่เช่นเคยแปลงผักที่กำลังเติบโต และถัดไปยังเป็นนาข้าวที่ยืนต้นเขียวขจีอีกหลายไร่ เมื่อเห็นเช่นนี้ก็พลันให้คิดถึงพ่อแม่ของตน

จนน้ำตาคลอ พวกเขาคงจะเสียใจมากและโกรธแค้นพวกค้ายาเสพติดที่ทำให้ลูกสาวสุดที่รักต้องมาตายขณะที่อายุยังน้อย จึงทำได้เพียงตั้งจิตอธิษฐานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในใจให้พ่อแม่ในโลกนั้น ใช้ชีวิตต่อไปให้ดีก็เพียงพอแล้วสำหรับลูกสาวคนนี้

“นายหญิงสบายใจเถิดเจ้าค่ะบิดามารดาของท่านทางนั้นพวกเขาอาจจะโศกเศร้ากับการสูญเสียท่านก็จริง แต่ทั้งสองก็เข้าใจ

สัจจธรรมของชีวิตอยู่มาก พวกเขาย่อมใช้ชีวิตอย่างดีจนกว่าจะสิ้นอายุขัยเจ้าค่ะ” เสี่ยวลวี่ช่วยปลอบโยนมู่หลินหว่านเมื่อเห็นว่านางมีท่าที

เศร้าสร้อย

“ขอบใจเสี่ยวลวี่ที่ช่วยปลอบใจยามนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้วสิ่งที่ควรทำมากที่สุดสำหรับตอนนี้คือแผนการให้ถูกไล่ออกจากที่นี่ เจ้าคิดว่าควรใช้แผนเช่นไรได้บ้างกับคนในโลกใบใหม่แห่งนี้”

“ก่อนหน้ามิใช่ว่าท่านได้ยินพวกบ่าวไพร่พูดถึงงานเลี้ยงน้ำชาที่ฮูหยินเอกจะเป็นคนจัดขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้าหรือเจ้าคะ หากท่านต้องการถูกไล่ออกจากจวนแห่งนี้ วันงานเลี้ยงมีตัวเลือกให้ท่านมากมายสามารถใช้เป็นตัวช่วย ข้าเชื่อว่าบิดาของท่านจะรีบเขียนหนังสือตัดขาด

ให้อย่างรวดเร็วเชียวล่ะ”

“จริงด้วย!! เสี่ยวลวี่ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยเตือนสติตระกูลมู่มาคอยดูกันว่างานเลี้ยงของนางฮูหยินนั่นจะปังหรือจะพังกันแน่ ฮ่า ๆ ๆ

แต่ถ้าได้ออกจากที่นี่ไปจะเอาเงินจากไหนใช้จ่ายล่ะ เบี้ยหวัดอะไรก็ไม่เคยได้รับเช่นคนอื่นเขาสักครั้งนะเสี่ยวลวี่” มู่หลินหว่านเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางหลังจากนี้

“ไม่เห็นยากเลยเจ้าค่ะนายหญิงในห้องเก็บสมบัตินั่นอย่างไร ท่านจะเอามาทั้งหมดก็ยังได้นะเจ้าคะมีที่เก็บตั้งกว้างถึงเพียงนี้ หรือท่านจะใจดีเหลือไว้ให้จวนบิดาของท่านใช้ซื้อข้าวสารอาหารแห้ง สำหรับคนในจวนสักหีบสองหีบถือว่าเป็นของขวัญอำลาช่วงเวลาสิบกว่าปี ที่ท่านได้อยู่อาศัยภายใต้ชายคาจวนตระกูลมู่ทำบุญสักเล็กน้อย เพื่อหนุนดวงชะตาของท่านให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปเจ้าค่ะ” เสี่ยวลวี่ชี้ช่องทางหาเงินทองจำนวนมากให้กับมู่หลินหว่าน

“ตกลงเสี่ยวลวี่รอให้ใกล้ถึงวันงานทุกคนในจวนคงจะยุ่งกันมาก ไม่มีใครมาสนใจข้าที่เก็บตัวอยู่ในกระท่อมแน่นอน พวกเราค่อยลงมือกันจะดีกว่าวันถัดไปจะได้ออกเดินทางทันที” มู่หลินหว่านเห็นด้วยกับวิธีของเสี่ยวลวี่

“เจ้าค่ะนายหญิงเสี่ยวลวี่จะช่วยท่านเอง”

มู่หลินคลายความกังวลใจทั้งหมดได้แล้วเมื่อทานอาหารเสร็จ จึงออกไปเดินเล่นภายในบริเวณบ้านสวนในมิติ ที่ยังคงให้บรรยากาศ

เดิม ๆ เช่นอยู่ด้านนอกพร้อมเสี่ยวลวี่ต้องน้อย ที่คอยบินวนอยู่รอบตัวระหว่างเดินเล่นก็คิดว่านางควรปรากฏตัวตอนไหนถึงจะดี หรือควรอาละวาดสร้างปัญหาไปเลยจะดีหรือไม่ เพราะขุนนางยุคสมัยนี้รักหน้าตามากกว่าสิ่งใด หากมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยมักจะถูกซุบซิบนินทาจากผู้คนไปนานหลายวันเลยทีเดียว

“มู่หลินหว่านอิสระของเจ้าอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วล่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป