บทที่ 22 ความลับที่รั่วไหล

ตอนที่ 22 : ความลับที่รั่วไหล

"หายใจสิ! ข้าสั่งให้เจ้าหายใจ! อย่าตายนะ! ถ้าเจ้าตายข้าจะตามไปพังยมโลก!"

เสียงตะโกนของจวิ้นอวี้ดึงกระชากวิญญาณของนางให้ปลิวหวือออกจากศาลาวัด... พรากนางจากครอบครัวที่แสนรัก กลับสู่ความมืดมิดและหนาวเหน็บอีกครั้ง

"เฮือก!"

เยว่ซินสะดุ้งเฮือก สำลักน้ำออกมาคำโต อากาศเฮือกแรกไหลเข้าสู่ปอดอย่างทรมาน

นางค่อยๆ ปรือตาขึ้น...

ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าหล่อเหลาของจวิ้นอวี้ที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ ดวงตาคมกริบคู่นั้นแดงก่ำและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน เขาโอบกอดร่างของนางไว้แนบอกแน่น ราวกับกลัวว่านางจะสลายหายไป

"จวิ้น... อวี้..." นางเรียกชื่อเขาเสียงแหบพร่า

"ขอบคุณสวรรค์..."

จวิ้นอวี้ซุกหน้าลงกับไหล่ของนาง ไหล่กว้างของเขาสั่นเทา... ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่กำลังร้องไห้

"เจ้ากลับมาแล้ว... เจ้ากลับมาหาข้าแล้ว..."

ในนาทีนี้... กำแพงทิฐิและความเย็นชาที่เขาสร้างขึ้นพังทลายลงจนหมดสิ้น

เขายอมรับกับตัวเองอย่างหมดเปลือกแล้ว... ว่าความรู้สึกที่เขามีต่อนางไม่ใช่แค่ความหลงใหล ไม่ใช่แค่ความพึงพอใจในรสสวาท และไม่ใช่แค่ความผูกพันทางการเมือง

แต่มันคือ "ความรัก"

เขารักนาง... จนหมดหัวใจ และเขาไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากปราศจากนาง

ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!

เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่พุ่งตรงเข้ามา หยางเฟยและเหล่าองครักษ์เงาที่เพิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามาได้ รีบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและหวาดกลัวในความผิดมหันต์

"ท่านอ๋อง! พระชายา! พวกกระหม่อมมาช้า... สมควรตายพ่ะย่ะค่ะ!"

จวิ้นอวี้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากร่างของเยว่ซิน...

แววตาที่มองภรรยาเมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความรักและความเจ็บปวด แต่ทว่ายามที่ตวัดสายตามองไปรอบๆ บรรยากาศรอบตัวเขากลับเปลี่ยนไปในฉับพลัน

รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างของท่านอ๋องหนุ่ม รุนแรงและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าพญามัจจุราช ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ไปด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างให้เป็นจุณ

"ไปลากคอพวกมันมา..."

น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบเสียจนองครักษ์ทุกคนขนลุกซู่

"ปิดประตูเมือง! สั่งทหารทุกหน่วยค้นหาทุกตารางนิ้ว! อย่าให้พวกมันรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"

เขากระชับอ้อมกอดเยว่ซินแน่นขึ้น ก่อนจะประกาศก้องด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น

"จับเป็นพวกมันมาให้ข้า... ข้าจะสอบสวนพวกมันด้วยตัวเอง... ข้าจะทำให้พวกมันได้รู้ซึ้งว่า... การที่ร้องขอความตายแต่ไม่ได้ตาย... มันเป็นอย่างไร!"

ข่าวเรื่องพระชายาเยว่ซินตกน้ำและเกือบเอาชีวิตไม่รอด สร้างความโกลาหลและร้อนใจให้กับจวนแม่ทัพเป็นอย่างมาก

ในเช้าวันต่อมา รถขบวนของตระกูลเยว่ก็มาจอดเทียบหน้าจวนอ๋อง ท่านแม่ทัพเยว่ ฮูหยินหลี่ และแม่ทัพเยว่เฉิน (พี่ชายใหญ่) ต่างรีบรุดเข้ามาเยี่ยมด้วยความเป็นห่วง ฮูหยินหลี่ถึงกับหลั่งน้ำตาเมื่อเห็นสภาพลูกสาวที่ยังนอนซมอยู่บนเตียง

ทว่า... ที่หน้าประตูเรือนนั้น ยังมีสตรีอีกนางหนึ่งยืนหลบมุมอยู่อย่างเงียบๆ

หลินเวยยืนกระสับกระส่ายอยู่ข้างๆ หยางเฟย องครักษ์หนุ่ม นางชะเง้อมองเข้าไปข้างในแต่ไม่กล้าก้าวเท้าเข้าไป

"จะไม่เข้าไปจริงๆ หรือขอรับ คุณหนูหลิน?" หยางเฟยเอ่ยถาม

"ไม่ล่ะ... ข้ารอตรงนี้ดีกว่า" หลินเวยส่ายหน้าดิก

นางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวาน... หลังจากที่ท่านอ๋องลากเยว่ซินไป นางต้องอยู่กับอดีตสามีสองต่อสอง นางเผลอพูดจาบางอย่างออกไป การจะมาสู้หน้าเขาตอนนี้... นางยังไม่พร้อมจริงๆ

หลังจากครอบครัวตระกูลเยว่กลับไปแล้ว หลินเวยจึงรีบแทรกตัวเข้าไปในห้องนอนของเยว่ซินทันที

ทันทีที่ประตูห้องปิดลง และเหลือเพียงพวกนางสองคน... ความเข้มแข็งที่เยว่ซินพยายามสร้างขึ้นต่อหน้าพ่อแม่ก็พังทลายลง

"พี่หลิน..."

เยว่ซินโผเข้ากอดเอวอดีตพี่สะใภ้แล้วร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาย ราวกับเด็กน้อยที่ขวัญเสียอย่างหนัก

"โอ๋ๆ ... ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง... ปลอดภัยแล้วนะ" หลินเวยลูบหลังปลอบโยน "มันผ่านไปแล้ว... เธอรอดมาได้แล้วนะ"

"พี่... พี่ต้องไม่เชื่อแน่ๆ" เยว่ซินสะอื้นจนตัวโยน เงยหน้าที่เปรอะเปื้อนน้ำตาขึ้นมอง

"...ตอนที่ฉันจมลงไป... ฉันได้กลับไปที่ยุคของเรา"

หลินเวยเบิกตากว้าง "ว่าไงนะ!?"

"จริงๆ นะพี่! ฉันกลับไปที่วัด... วัดไทย... ฉันเห็นงานศพ" เยว่ซินเสียงสั่นเครือ

"ฉันเห็นรูปตัวเองตั้งอยู่หน้าโลงศพ! พ่อกับแม่ แล้วก็เฮีย พวกเขากำลังร้องไห้... พวกเขาร้องไห้แทบขาดใจอยู่หน้าโลงของฉัน!"

หลินเวยหน้าถอดสี นางทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง จับมือเยว่ซินแน่น

"รูปหน้าศพ... งั้นเหรอ?" หลินเวยพึมพำ เสียงเริ่มสั่น

“หรือว่าทางฝั่งนู้น... เราตายไปแล้วจริงๆ?"

"ฉันกลัว... ฮือๆๆ ... ฉันกลัวว่ามันจะเป็นเรื่องจริง" เยว่ซินปล่อยโฮออกมาอีกระลอก

"ฉันคิดถึงโลกนั้น... คิดถึงพ่อแม่... คิดถึงพี่ชาย... ภาพที่แม่ร้องไห้มันติดตาฉันอยู่เลยพี่... ฉันอยากกลับไปกอดพวกเขา..."

น้ำตาของหลินเวยเองก็เริ่มไหลซึมออกมา นางดึงเยว่ซินเข้ามากอดแน่น เข้าใจความรู้สึกนั้นดียิ่งกว่าใคร

"พี่ก็เหมือนกัน..." หลินเวยพูดเสียงเครือ "โลกที่เราจากมา... ทำไมมันยากเย็นนักที่จะกลับไป พี่ก็คิดถึงพ่อกับแม่ พวกท่านมีพี่เป็นลูกสาวแค่คนเดียว ถ้าพี่ตายจากโลกนั้นไปแล้วจริงๆ ป่านนี้พวกท่านจะอยู่กันยังไง ใครจะดูแลพวกท่านยามแก่เฒ่า..."

ความเจ็บปวดของ ลูกอกตัญญู ที่หายตัวมาโดยไม่ได้ร่ำลา กัดกินหัวใจของหญิงสาวหลงยุคทั้งสองคน บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความอาลัยอาวรณ์ต่อบ้านเกิดเมืองนอน

เยว่ซินสูดน้ำมูก เงยหน้ามองหลินเวยด้วยแววตามุ่งมั่นทั้งน้ำตา

"พี่... เราต้องหาทางกลับไปให้ได้นะ" นางบีบมือพี่สาวร่วมชะตากรรมแน่น

"ฉันไม่อยากเชื่อว่าเราตายแล้วจริงๆ มันอาจจะเป็นแค่ฝันร้าย หรือเป็นภาพลวงตาก็ได้ เราต้องกลับไปหาครอบครัวของเราให้ได้นะพี่!"

"ใช่..." หลินเวยพยักหน้าแข็งขัน เช็ดน้ำตาให้ตัวเองและน้องสาว "เรามาลองพยายามกันใหม่... ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่ที่นี่ มันต้องมีทางกลับไปแน่ๆ เราจะไม่ยอมแพ้"

"อื้ม! เราจะกลับไปด้วยกัน!"

สองสาวจับมือกันแน่น ส่งผ่านกำลังใจและความหวังให้แก่กันและกัน โดยที่พวกนางหารู้ไม่ว่า...

ที่หน้าประตูห้องนอนซึ่งเปิดแง้มไว้นิดๆ (เพราะหลินเวยรีบร้อนเข้ามาจนปิดไม่สนิท)

ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ ยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น... มือที่ถือถาดถ้วยยาบำรุงชะงักค้างกลางอากาศ

เขาตั้งใจจะนำยามาป้อนนางด้วยตัวเอง แต่เสียงบทสนทนาที่เล็ดลอดออกมากลับตรึงเท้าของเขาไว้กับพื้น

คิ้วเข้มของจวิ้นอวี้ขมวดมุ่นจนเป็นปม นัยน์ตาฉายแววสับสนและหวาดระแวง

'ยุคของเรา?'

'โลกที่จากมา?'

'งานศพตัวเอง?'

'กลับไป?'

คำศัพท์ประหลาดและเรื่องราวที่พวกนางพูดคุยกัน... มันฟังดูเหลือเชื่อและบ้าบอ แต่ทำไมน้ำเสียงของพวกนางถึงได้เจ็บปวดและจริงจังขนาดนั้น?

สายตาของจวิ้นอวี้จ้องมองผ่านช่องประตูไปยังร่างของภรรยาและอดีตพี่สะใภ้

"พวกเจ้า... เป็นใครกันแน่?"

ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเขา... ความคิดที่ว่าเยว่ซินที่เขารักในตอนนี้... อาจจะไม่ใช่เยว่ซินคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก

และความกลัวที่ลึกที่สุดก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่...

นางกำลังจะหาทาง 'จากไป' งั้นหรือ?

บทก่อนหน้า
บทถัดไป