บทที่ 4 บทที่ 2 แม่พันธุ์
บทที่ 2
แม่พันธุ์
ผู้ที่ถูกเรียกเป็นท่านจันทรายังคงใช้นัยน์ตาประดุจเหยี่ยวจับจ้องเหยื่อ พอได้ยินสมุนร้องขอเขาพลันตอบอย่างรวดเร็วว่า "ไม่!" จากนั้นกล่าวเป็นภาษา อูก้า อูก้า จับใจความได้ว่า "เจ้านี่ ข้าเป็นคนพบเจอ ข้าไม่คิดจะเล่นจนมันบาดเจ็บล้มตาย"
ว่าพลางหยิบตุ้มหินที่ร้อยต่อกันด้วยเชือกเถาวัลย์ไม้ ควงบนอากาศสองสามรอบก็ซัดออกไปพันธนาการขาเรียวขาวของวิสกี้อย่างแม่นยำ
“ตุ๊บ! โอ๊ย!” เสียงร้องด้วยความตระหนกดังลั่น เป็นวิสกี้ที่ใบหน้าทิ่มลงพื้น เขาไถลตกทางลาดชันไหล่เขา จากนั้นกลิ้งอย่างน่าเวทนาตกลงไปยังลำห้วยที่อยู่ถัดออกไป
“อูก้า อูก้า อู อู อู”
ในความสับสนงุนงง ด้านหลังติดตามมาด้วยชาวป่าโห่ร้องกูลีกูลูอย่างกระชั้นชิด วิสกี้รู้สึกเจ็บที่ข้อเท้าจึงสำรวจดูขาทั้งสอง เขาค่อยทราบว่าตนถูกตุ้มพันธนาการซัดเข้าให้แล้ว
อาวุธแบบนี้เขาย่อมรู้จัก อาชีพนักเขียน ต้องศึกษาประวัติศาสตร์อยู่มาก ข้อมูลอ้างอิงต่างๆ จึงผ่านหูผ่านตาเขามาตลอด ในใจฉุกคิดถึงอาชีพของตน รู้สึกเอะใจตงิดๆ
และสภาพแวดล้อมเวลานี้ทำเอาเขาอดคิดไม่ได้ ว่าตนกำลังหลุดเข้ามาในนิยายเช่นนั้นหรือ
ทำไมมันดูคุ้นตาแปลกๆ ก่อนหน้านี้เขาอาจจะตกใจเกินไปจนทำอะไรไม่ถูก แต่พอมาคิดดูดีๆ บุรุษกล้ามโตตัวขาวที่สุด ที่ทำตัวเป็นหัวหน้านั่น คาร์แรคเตอร์มันดูคุ้นชินราวกับ...
เบื้องหน้าเป็นสายน้ำ แม้จะยากลำบาก แต่เขายังคลานต่อไปจนถึงที่หมายได้
“ตุบ!” เสียงหนักๆ อะไรบางอย่างดังขึ้น หากแต่ก่อนสิ้นสติ วิสกี้ขนทั้งกายชูชันขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ รำพึงรำพันในใจว่า
“เป็นอย่างที่คิด นี่มันตัวเอกนิยายของเราเอง!” รำพันเสร็จก็หน้ามืด ศีรษะทิ่มจมลงน้ำ นั่นเพราะท้ายทอยเขาถูกหนุ่มร่างสูง ใช้สันมือฟาดหวดจนสลบไป
ณ ชนเผ่าแห่งหนึ่ง
ขณะล่องตามลำน้ำด้วยแพไม้ไผ่ที่มัดรวมกันอย่างหยาบๆ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงทั้งหมดก็เริ่มเข้าเขตชุมชน
ทิวทัศน์สองฟากฝั่งเป็นต้นไม้ใหญ่ ใหญ่ชนิดที่ว่าห้าคนโอบสิบคนโอบไม่มิด บางต้นน่าจะมีความสูงเกินร้อยเมตร ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ล้วนมีไม้ใหญ่เช่นนี้ปรากฏสู่สายตาจนนับไม่ถ้วน นี่คล้ายป่าชายเลนเขตร้อนชื้น รากไม้ส่วนมากจมอยู่ในน้ำ นอกจากต้นที่ใหญ่ก็ยังมีต้นที่เล็กน้อยนับไม่ถ้วน
จนกระทั่งแพที่ถูกบุรุษร่างโตด้านหลังค้ำถ่อเลี้ยวเข้าสู่ทางแยกแม่น้ำ เสียงเอะอะบางอย่างค่อยปลุกร่างเล็กให้ตื่นขึ้น
วิสกี้บัดนี้ตกอยู่ในสภาพถูกจับมัดราวกับดักแด้ พอมองไปตามทิศทางของเสียง จึงพบว่าริมตลิ่งมีคนป่าเปลือยกายหลายคนช่วยกันตัดต้นไม้ ซ้ำด้านหลังพวกเขายังมี คนอีกกลุ่มยืนใช้แส้ฟาดหวดอีกด้วย
“…”
“เพี๊ยะ! อูก้า อูก้า อู อู อู เพี๊ยะ!”
วิสกี้เข้าใจภาษา?
เข้าใจก็แย่ละ ถึงแม้จะเป็นคนเขียนพวกเขาขึ้นมา แต่ความจริงอันโหดร้ายก็ตอกหน้านักเขียนตัวเล็กอย่างจัง
ความจริงที่ว่า นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายที่เขาเขียนไม่จบ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าถูกดองนั่นเอง
บัดซบจริง นิยายเขียนมาเป็นสิบๆ เรื่อง แต่ดันหลุดเข้ามาในเรื่องที่ชีวิตนายเอกรันทดที่สุด แถมพระเอกยังเป็นคนป่าที่ทั้งดุทั้งเถื่อน จากที่ดีใจว่าตนยังไม่ตาย ตอนนี้กลับเริ่มร่ำร้องในใจว่า "ซวยแล้ว"
กลับไปที่ชายฉกรรจ์ตรงริมตลิ่ง วิสกี้มองปราดเดียวก็ดูออกว่าบุรุษเหล่านั้นเป็นนักโทษ เพราะที่ลำคอพวกเขามีเส้นเชือกไม่ทราบประเภทผูกโยงเข้าด้วยกัน
“คุณพระคุณเจ้า นิยายเรื่องนี้เราดองไว้สองปี อย่าว่าแต่ฉากจบ ยังคิดฉากต่อไปไม่ออกด้วยซ้ำ”
นิยายเรื่องนี้เซตติ้งเป็นคนป่าย้อนยุค ตัวละครส่วนมากเป็นชาวป่า ไม่ใช่ส่วนมาสิ ตัวละครทั้งหมดเป็นชาวป่า มีเพียงแค่ตัวนายเอกเท่านั้นที่อยู่ในยุคปัจจุบันทะลุมิติเข้ามา
เขาวางโครงเรื่อง ในนิยายเรื่องนี้ให้มีชนเผ่าหลักๆ มากกว่าสิบเผ่า ชนเผ่ารอบๆ อีกกว่าร้อยเผ่า แถมเผ่าตัวร้ายก็ถึงขั้นให้เป็นเผ่ากินคน
คิดเองเออเองไปสักพัก วิสกี้ต้องขนคอลุกตั้งชันร่ำร้องในใจว่าแย่แล้ว!
“ท่านชาย ดูเจ้าอัปลักษณ์นี่สิ มันตื่นแล้วขอรับ!”
“ฮ่า ฮ่า ท่านดูมันกลัวจนตัวสั่นแล้ว”
ชายหนุ่มตัวขาวได้ยินสมุนเอ่ยก็หันไปมอง เห็นเจ้าตัวเล็กที่ตนจับกลับมาได้พลิกซ้ายพลิกขวา อดไม่ได้ต้องใช้เท้าเปลือยเหยียบไปที่ท้องมันเบาๆ เพื่อกดไว้ กลัวว่ามันจะดิ้นจนตกแพไป
“ถึงชนเผ่าแล้วพวกเจ้าแบกมันขึ้นไปไว้ในเรือนข้า ข้าจะไปพบท่านพ่อ”
ขณะสั่งความก็ปรากฏแพอีกลำลอยสวนมา เขาผิวปากคราหนึ่ง คนค้ำถ่อแพลำนั้นก็ผลักไม้ไผ่เข้าหา ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเข้าใกล้ ระยะเกือบสี่เมตร คนตัวสูงกระโดดครั้งเดียวก็ยืนทรงตัวบนแพอีกลำได้อย่างมั่นคง
นอกจากเสียงกูลีกูลู อูก้า อูก้า ภาพนี้วิสกี้ไม่มีโอกาสได้เห็น นั่นเพราะเขาถูกมัดหันหน้าไปอีกทาง
ไม่ทราบผ่านไปนานแค่ไหน แต่หลังจากอาศัยแพแยกตัวออกมาจากกลุ่มสักพัก บุรุษร่างสูงผู้ถูกเรียกขานเป็นท่านชาย ก็มาถึงที่หมาย
สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากชนเผ่าของเขาไปไม่มาก มันถูกเรียกว่าป่ายุน ซึ่งเป็นดินแดนแหล่งเสบียงอาหารหลักของเผ่า ดังนั้นพอเขามาถึงก็เห็นนักรบคุ้มกันลาดตระเวนอยู่หลายสิบคน
“นายท่านตะวันอยู่ที่ใด?”
พอมาก็ถามหาคน บุรุษที่ดูแลเรื่องราวทั่วไปในค่ายได้ฟังพลันชี้นิ้วไปทางเนินดินกล่าวว่า “พักผ่อนอยู่ในกระท่อมนั่นขอรับท่านชาย ต้องการให้บ่าวไปเรียกหาหรือไม่ขอรับ”
ท่านชายโบกมือบอกว่าไม่ต้อง จากนั้นเดินไปยังทิศทางที่อีกฝ่ายบอกกล่าวมา
ภายในกระท่อมน้อยที่สร้างอย่างหยาบๆ หลังคาใช้เพียงใบต้นสาคูผูกยึดด้วยเถาวัลย์เข้ากับคานไม้สุดจะหาได้จากแถวนี้ เขาพอมาถึงก็เห็นกระท่อมโยก ยังไม่ทันได้ยินเสียงก็ทราบได้ว่าภายในเกิดศึกสงครามใด
“อู๊วว ซีดดด อู อู”
“ตั่บ ตั่บ ตั่บ”
“อูก้า อูก้า อู อู อู้ววว”
เสียงเร่งเร้าเร่าร้อนไม่ได้ทำให้บุรุษด้านนอกเขินอายอะไร อาจจะเป็นเพราะเคยชินกับกิจกรรมสามัญเบื้องหน้า เขาจึงผลักประตูไม้ที่ทำไว้อย่างง่ายๆ เข้าไปโดยไม่ร้องขอ จากนั้นกล่าวว่า
“ท่านพ่อ ลูกหาแม่พันธุ์ได้แล้ว!”
“ซีดดด เจ้าว่าอะไรนะ ข้าไม่ได้ยิน”
“ตั่บๆ ตั่บๆ ตั่บๆ”
ด้านหน้ามีร่างของเด็กหนุ่มมอมแมมในท่าคลานสี่ขาราวกับสุนัข นายท่านตะวันที่ผู้คนในเผ่าเรียกหากำลังควบขับอย่างเมามัน เขาหันดูเพียงครู่เดียวก็ก้มหน้าก้มตากระแทกต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุดเอวสอบเพราะกิจกรรมของเขายังไม่เสร็จสมบูรณ์
