บทที่ 2 สู่โลกใบใหม่
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
รอบกายมันช่างมืดมิดเเละเหนียวเหนอะ ไหนจะความอบอุ่นราวกับอยู่ในครรภ์ของมารดา มันทำให้สมองของเขามึนเบลอจนคิดสิ่งใดไม่ออก
"ใกล้ได้เวลาเเล้วเเหละ"
"จะงดงามเเค่ไหนกันนะ"
เขาขมวดคิ้วมุ่น เมื่อได้ยินเสียงเจื้อยเเจ้วดังอยู่รอบๆ เเต่เมื่อเขาปรือตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ก็ไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืดมิด
"อ่ะ!"
เขาพยายามเปล่งเสียงออกมาจากลำคอเเห้งผาก ปัดป่ายไปตามผนังอ่อนนุ่มที่เต็มไปด้วยเจลเย็นๆชวนขนหัวลุก เเละถึงเขาจะไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เเต่เขาก็มีสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้
ที่นี่...
มันทั้งคับเเคบเเละส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย อีกทั้งร่างกายของเขายังเปลือยเปล่า เเช่อยู่ในของเหลวเย็นๆเหมือนกับเมือกหอยทาก
"อ่า...อะ"
เขาพยายามส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไร้วี่เเววตอบกลับของสิ่งมีชีวิตภายนอก ตะเกียกตะกายผนังอ่อนนุ่มจนเริ่มฉีกขาด กระทั่งเเสงสว่างเล็ดลอดเข้ามา เขาจึงหยีตาลงเล็กน้อย เเล้วยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ สูดดมกลิ่นธรรมชาติอันเเสนบริสุทธิ์
"ว๊าวว~"
"พวกเจ้าดูสิ ผิวพรรณช่างเรียบเนียนเเละขาวสว่าง"
ชายหนุ่มไม่สนใจภาษาต่างดาวที่ดังเข้ามาเเว่วๆ เเต่เขาเร่งฉีกทึ้งเยื่อบางๆที่กั้นระหว่างเขาเเละโลกภายนอก ส่งเสียงอู้อี้ราวกับคนเป็นใบ้ เเล้วเพ่งมองเเสงสว่างที่ฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งเขาได้ยินเสียงดังเเคว่ก เเล้วตามมาด้วยอาการวูบโหวงอย่างไม่ทันตั้งตัว เหมือนกับคนตกจากที่สูงโดยไร้สิ่งยึดเหนี่ยว
เเผล่ะ!
อึ่ก!
เขากระตุกหงึกๆ นอนคู้ตัวราวกับเด็กน้อยเเรกเกิด สูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ในขณะที่สายตาพร่าเบลอมองสิ่งใดไม่เห็น นอกจากเเสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาจนตาเเทบบอด
"อาาาา..."
"อะ...อาาาา"
เขาเงยหน้าขึ้นสูงเเล้วส่งเสียงครางพะเเผ่ว ยันกายขึ้นจากพื้นด้วยเรียวเเขนสั่นเทา คลานไปคลานมาบนผืนหญ้าเขียวขจี กระทั่งฝ่ามือสัมผัสกับผืนน้ำเย็นเฉียบ ก็ถูกบางอย่างพุ่งเข้ามารัดช่วงเอวเเน่นหนา เเล้วยกกลับมายังพื้นดินเเข็งกระด้าง
"อ๊าาา...."
เขาทั้งทุบตีเเละดีดดิ้นอย่างเอาเป็นเอาตาย เเต่สิ่งที่เหมือนกับเขาวัลย์ยาวเหยียด ก็ค่อยๆเเตกเเขนงอีกนับไม่ถ้วน เลื้อยรัดเกี่ยวพันกลางอากาศ เชื่อมโยงกิ่งไม้น้อยใหญ่จนกลายเป็นบางอย่างที่คล้ายกับเปล
เเละเมื่อร่างขาวซีดถูกวางลงในนั้น ดวงตาที่เคยเบิกกว้างก็ค่อยๆหรี่ปรือ พร้อมกับเปลธรรมชาติที่ไหวโยกไปตามเเรงลม ขับกล่อมให้ร่างงดงามด่ำดิ่งสู้ห้วงนิทราอันเเสนสุข
ซึ่งตลอดเวลาที่เปลือกตาปิดลง ความทรงจำเก่าๆก็ไหลย้อนกลับมา อดีตชาติที่เเสนงดงามของชายคนหนึ่ง เเละบรรดาเมียๆที่เขาทอดทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง มันทำให้เขากระสับกระส่ายจนหัวคิ้วยับย่น
"นางช่างซุกซนยิ่งนัก"
"เพิ่งถือกำเนิดได้ไม่นานก็คลานเสียเเล้ว"
"สงสัยต้องดูเเลอย่างใกล้ชิด"
เเพทริคไม่รู้ว่าเสียงใครมาพูดอยู่ใกล้ๆ เขาจึงยกมือขึ้นมาปัดป่ายกลางอากาศ กระทั่งเขาสัมผัสได้ถึงความนุ่มหยุ่นที่เเสนคุ้นเคย เขาถึงได้หยุดการเคลื่อนไหวสะเปะสะปะ เรียกเสียงหัวเราะเเละเสียงเอ็นดูจากเหล่าพี่เลี้ยงคิกคัก
ซึ่งดูเหมือนพวกนางจะไปรบกวนการนอนของอีกฝ่าย หน้าอกเปลือยเปล่าถึงโดนบีบเคล้นจนเเทบเเตกคามือ
"อุ๊ย! สงสัยนางจะโกรธ จับข้าเเน่นเชียว"
"เจ้าก็เบาเสียงลงหน่อย"
เห็นดังนั้น ภูตสาวในคราบมนุษย์ผู้เลอโฉมจึงพากันปิดปากเงียบสนิท เเล้วจ้องมองใบหน้างดงามที่เริ่มผ่อนคลายขึ้นทีละนิด กระทั่งมือเรียวที่วางเเหมะอยู่บนหน้าอกของพวกนาง ก็พลันร่วงหล่นกลางอากาศ พร้อมกับเสียงกรนครืดคราดที่ดังออกมาอย่างต่อเนื่อง
ครืดดด~
คร่อกๆๆๆ....
ครืดดดด~
เเม้เสียงกรนครืดคราดของชายหนุ่ม จะดังประหนึ่งรถสิบล้อพลิกคว่ำ เเต่ในสายตาของเหล่านางไม้ทั้งหลาย เสียงกรนพวกนั้นก็ช่างไพเราะอ่อนหวาน เป็นดั่งเพลงขับกล่อมอันเเสนนุ่มนวล ชวนให้จิตใจของพวกนางอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
ไหนจะต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อายุหมื่นปี ที่ตอนนี้ผลิดอกออกผลอย่างน่าอัศจรรย์ กลีบขาวร่วงโรยลงสู่พื้นน้ำเนืองเเน่น เกิดเป็นภาพสวยงามราวกับอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า
"หน้าท้องเป็นลอน สะโพกตึงเเน่น ช่างเหมาะเเก่การคลอดบุตรเเท้ๆ"
นางไม้ตนหนึ่งเเอบมองหน้าท้องเป็นลอนของชายหนุ่มด้วยเเววตาเปล่งประกาย เเต่เมื่อเลื่อนสายตาลงต่ำอีกนิด หัวคิ้วของนางก็พลันขมวดมุ่น จ้องมองกลางกายของเเพทริคด้วยเเววตาขุ่นเคือง
"ใบหน้าก็งดงามถึงเพียงนี้ ผิวพรรณก็ผุดผ่องถึงเพียงนี้"
"เเล้วเหตุไฉน...."
นางหยุดคำพูดเอาไว้เเค่นั้น เเล้วเอื้อมมือไปหยิบกรรไกรอันเขื่องออกมาจากกล่องเล็กๆข้างตัว เเล้วใช้ส่วนปลายเเหลมคมเกลี่ยพงหญ้าหนาทึบ เผยให้เห็นความเป็นชายที่ยังคงหลับใหลอย่างน่าเอ็นดู
"น่าเสียดายจริงๆ"
"ทั้งที่รูปโฉมงดงามเกินหญิงใดเทียบเคียง เเต่กลับมีสิ่งที่น่ารังเกียจเช่นนี้อยู่บนเรือนร่าง"
"มาเถิดท่านหญิง"
"ข้ากำจัดพวกมันให้ท่านเอง"
ว่าเเล้วนางก็จับหัวมังกรเเดงเเจ๋เบี่ยงไปทางซ้าย เเล้วใช้กรรไกรขลิบกอหญ้าสีดำอมเขียวอย่างเเค้นเคือง เพราะในสายตาของนางเเล้ว เเพทริคคือผลผลิตของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ไม่สมควรมีสิ่งน่ารังเกียจเช่นนี้ปกคลุมร่างกาย
ซึ่งในระหว่างที่เหล่านางไม้ต่างชื่นชมกับความงามของสิ่งมีชีวิตตรงหน้า อีกฟากหนึ่งของเกาะกลางน้ำก็มีใครบางคนหลบซ่อนอย่างเเนบเนียน เพ่งมองไปยังร่างขาวผ่องที่ถูกบดบังเกือบมิด
ทว่า....
เพียงเเค่เห็นช่วงเวลาที่อีกฝ่ายถือกำเนิด หัวใจที่เคยด้านชาก็สั่นระรัว เเม้กระทั่งเลือดในกายก็เลือดพล่าน อยากเอื้อมมือไปไขว่คว้าร่างนั้นมาไว้ในอ้อมกอด
