บทที่ 6 ทำลายเขตเเดน
โครม!
เปรี๊ยะ!
"เห้ย!...ทะ...ทำอะไรวะ"
เขาเบิกตามองรอยร้าวที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆราวกับรากไม้เเตกเเขนง เเก้วหูสั่นสะเทือนจนไม่อาจได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากเสียงอื้ออึง อีกทั้งร่างกายยังสั่นสะท้านราวกับลูกสุนัขที่เพิ่งลืมตาดูโลกไม่ไม่กี่นาที ก่อนจะถูกเหล่านางไม้ลากกลับมานอนเกยตื้นบนเกาะกลางน้ำ เเล้วใช้เถาวัลย์มัดเขาเอาไว้กับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์จนหายใจลำบาก ซึ่งมันเป็นจังหวะเดียวกับที่โดมเเก้วใสถูกเจาะเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ พอให้ร่างสูงตระหง่านก้าวเข้ามาด้วยท่าทางฮึกเหิม
อยะ...เเย่เเล้ว....
เขากับมันคงไม่ได้สื่อสารผิดพลาดหรอกใช่ไหม เขาตั้งใจให้มันช่วยพาออกไปเงียบๆ เเล้วนี่อะไร ทำไมต้องมองเขาด้วยสายตาหยาดเยิ้มจนน่าขนลุกเเบบนั้น ไหนจะการจับนางไม้เหวี่ยงลงน้ำด้วยมือเปล่านั่นอีก
"อย่าทำร้ายพวกนางนะ"
"....."
"ได้ยินหรือเปล่า ไอ้ยักษ์หัวขวด!"
เขาพยายามเเกะเถาวัลย์พวกนั้นออกจากลำตัวด้วยความร้อนรน เเต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งถูกรัดเเน่นจนกล้ามเนื้อเเทบปริ เห็นดังนั้นเขาจึงหยุดการกระทำดังกล่าว เเล้วเเอบงอกเถาวัลย์เส้นเล็กๆออกจากปลายนิ้วเพื่อให้เลื้อยไปตามพื้นดินอย่างเเนบเนียน ทว่าไม่นานเถาวัลย์จากปลายนิ้วของเขาก็ค่อยๆเหี่ยวเฉา พร้อมกับเหล่านางไม้ที่เริ่มเลือนหายราวกับฟองอากาศในเรื่องเงือกน้อยเสียงเเหลม
".....!!"
นี่มัน....เกิดเรื่องบ้าอะไรกันเเน่ ไหนบอกว่าเขาเป็นจิตวิญญาณของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เเล้วทำไมถึงมีชีวิตที่น่าอดสูเเบบนี้ ความสามารถอันน้อยนิดก็ไม่ช่วยทำให้เขารอดชีวิตในยามคับขัน นอกจากดิ้นเป็นปลาขาดน้ำเเละรอให้ยักษ์ตัวนั้นมานั่งยองๆราวกับต้องการข่มขู่
"ข้ามารับเจ้าเเล้ว เจ้าสาวของข้า"
อ่า....
คุกเข่าเหมือนชายหนุ่มขอความรักไม่พอ มันยังจับปลายเท้าของเข้าขึ้นไปจูบอย่างหน้าตาเฉย เเถมเงยหน้ามองเขาที่ถูกมัดเอาไว้กับต้นไม้ด้วยสายตาคาดหวังบางอย่าง เเต่ให้ตายเถอะ ถูกมัดเอาไว้เเบบนี้เขาจะทำอะไรได้นอกจากส่งรอยยิ้มเเหยๆเเละสายตาเว้าวอน
"ชะ...ช่วยเเกะเถาวัลย์ออกก่อนได้ไหม ผมอึดอัดจะตายห่าอยู่เเล้ว"
"ข้าทำลายเขตเเดนได้ เเต่ไม่อาจพรากเจ้ามาจากมารดาเเห่งพรงไพรหากไม่ใช้โลหิตเเห่งขัตติยะ"
"จะทำอะไรก็ทำสิวะ เร็วๆ"
เอารีบเอ่ยเร่งเมื่อเห็นมันก้มหน้าบ่นพึมพำเหมือนคนเป็นโรคประสาท กระทั่งมันยกปลายนิ้วขึ้นมากัดจนเห็นสีเเดงของเลือดไหลซึมนั่นเเหละ ใบหน้าของเขาก็เริ่มซีดเผือดเพราะกลัวว่ามันจะลามมากัดนิ้วโป้งเท้าของตัวเองที่ยังถูกจับยึดเอาไว้เป็นตัวประกัน
"นามของข้าคืออัสลาน หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์เพียงหนึ่งเดียวเเห่งอัสลาโทเปีย วันนี้มาข้ามารับว่าที่เจ้าสาวของข้าตามคำทำนาย มารดาเเห่งพงไพรได้โปรดประทานบุตรของท่านให้เเก่ข้า เเละมอบความอุดมสมบูรณ์ให้เเก่อัสลาโทเปียตราบชั่วนิรันดิ์"
".....?"
ในขณะที่เขาเอาเเต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่ามาทำอะไรที่นี่ เจ้ายักษ์ตนนั้นก็ละเลงเลือดลงกับรากไม้จนเเดงฉานไปหมด พร้อมทั้งบริกรรมคาถาบางอย่างด้วยท่าทางเคร่งครึม เเละเพียงไม่นานรากไม้เหล่านั้นก็ค่อยๆเเห้งเหี่ยวพร้อมกับเถาวัลย์ที่เริ่มหดกลับเข้าไปในพุ่มด้านหลัง ปล่อยให้เขาล้มใส่อ้อมกอดร้อนผ่าวของยักษ์ตนนั้นอย่างพอดิบพอดี
เอ๊ะ!?
บทจะง่ายก็ง่าย บทจะยากก็ยาก ไม่คิดเลยว่าพลังกล้ามจะสามารถเอาชนะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างภูติพรายเพียงเเค่เสี้ยววินาที
เเล้วทำไมกันหล่ะ เพียงเเค่ต้นไม้ด้านหลังยืนต้นตายไม่ใช่เหรอ ทำไมเขาถึงรู้สึกอ่อนเเรงเหมือนโดนสูบพลังไปจนหมด เเม้กระทั่งการเปิดเปลือกตาขึ้นมองใบหน้าเข้มๆของมันก็ช่างยากเย็น
นี่เขาจะตายเเล้วอย่างนั้นหรือ? ยังอึ๊บสาวไม่ครบยี่สิบคนเลยด้วยซ้ำ
ให้ตายเถอะ ใครก็ได้ช่วยเอาไม้หนีบผ้ามาถ่างหนังตาของเขาให้เปิดขึ้นที เขาฝืนความง่วงงุนไม่ไหวอีกต่อไปเเล้ว
.
.
.
.
ตุบ!
หลังจากที่เจ้าสาวหมาดๆฟุบหน้าลงกับกล้ามเนื้อเเน่นๆของตนเอง อัสลานก็เร่งทำการสำรวจร่างกายเปลือยเปล่าทุกซอกทุกมุม เเละนั่นก็ทำให้มันพบว่าผิวกายของอีกฝ่ายช่างขาวนวลราวกับหอยมุกที่หาได้ยากยิ่งในท้องทะเลกว้างใหญ่ มือเท้าเรียวเล็กน่าทะนุถนอมราวกับเด็กทารกเเรกเกิด ไหนจะเเท่งลึงก์ที่มีสีชมพูระเรื่อผิดเเปลกของชาวอัสลาโทเปียที่มีสีคล้ำนั่นอีก ช่างเป็นเเท่งลึงก์ที่กระจ้อยร้อยเเละน่าเอ็นดูอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
"สิ่งที่ข้าให้เตรียมพร้อมหรือยัง"
วูบ....
เพียงสุ้มเสียงเเหบห้าวเอ่ยปากพูดครั้งเดียว ห้วงอากาศที่ว่างเปล่าก็ปรากฏร่างทหารองครักษ์สองนายช่วยกันเเบกกระถางปลูกต้นไม้ขนาดยักษ์เอาไว้ในมือ พร้อมทั้งช่วยกันกอบโกยผิวดินรอบๆไปใส่ด้านในเพื่อเตรียมการบางอย่าง
"เอ่อ..."
"มีอะไรก็พูดมาไมอัส อย่ามาอ้ำๆอึ้งๆให้ข้านึกรำคาญใจตอนนี้"
ไมอัสเหลือบมองไมดาสที่ทำสีหน้าเรียบเฉยครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตากลับมายังอัสลานที่จับร่างเล็กๆยัดใส่กระถางต้นไม้ในท่าโงนเงนใกล้ล้มเต็มที เเล้วโกยดินกลบร่างนั้นจนเหลือเเค่ส่วนลำคอเเละใบหน้างดงามเท่านั้น
"ฝ่าบาท เเน่ใจหรือว่าทำเเบบนี้เเล้วเจ้าสาวของพระองค์จะรอดกลับอัสลาโทเปีย"
กึก!
คำถามดังกล่าวทำให้มือใหญ่ที่กำลังกลบดินหยุดชะงัก
"เจ้าสาวของข้าถือกำเนิดจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ หากไม่ทำเช่นนี้ข้าเกรงว่าจะไม่ต่างอะไรจากปล่อยให้ทารกหิวโซอดนมเเม่"
".....!!"
"หากนำว่าที่เจ้าสาวของข้ามาเพาะชำในกระถางที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างดี กว่าจะถึงอัสลาโทเปียก็คงจะงอกงามให้ชาวประชาได้เชยชมอย่างเเน่นอน"
เเละนั่นก็เป็นอีกครั้งที่องครักษ์ทั้งสองต้องหันมามองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย เเต่ในเมื่อนายเหนือหัวบอกว่าเป็นสิ่งที่ดีเเละถูกต้อง พวกมันก็ย่อมมองข้ามสิ่งเเปลกๆเเม้ว่าจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้างก็ตาม
