บทที่ 6 อัญชิสาบุกงานเลี้ยง
บรรยากาศในห้องโถงพลันเงียบสงัดและตึงเครียดขึ้นด้วยเสียงตวาดของอัญชิสา
อัญชิสาพยายามข่มสติอารมณ์ ก่อนจะพบว่าตอนนี้ตนเองได้กลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งงานไปเสียแล้ว
สายตาหลายคู่ที่จับจ้องมายังเธอนั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาและดูแคลน
ดูเหมือนจะมีคนในฝูงชนจำเธอได้ และกระซิบกระซาบกับคนข้างๆ ว่า “นั่นไม่ใช่นักศึกษาหญิงที่ถ่ายรูปคู่กับคุณธนภัทรเหรอ ทำไมถึงไม่มีมารยาทแบบนี้ล่ะ”
อัญชิสาเริ่มลนลาน ใบหน้าซีดเผือด เธอมองชายชราที่ยังคงโค้งคำนับขอโทษเธออย่างไม่ลดละ ในใจก็พลันรู้สึกผิดขึ้นมา
“คุณตาคะ เป็นความผิดของหนูเองค่ะ ต้องขอโทษจริงๆ นะคะ เมื่อกี้หนูเดินไม่ระวังเอง”
เธอโน้มตัวลง ลดระดับเสียงลงให้ดูอ่อนโยนลง และกล่าวขอโทษชายชราอย่างจริงจัง “ขอโทษจริงๆ นะคะ ให้หนูช่วยไปเติมน้ำในโหลปลาให้ใหม่นะคะ”
อัญชิสาเอื้อมมือออกไป หมายจะรับโหลปลาที่เหลือน้ำอยู่เพียงน้อยนิดมาจากในอ้อมแขนของชายชรา
ชายชราเงยหน้าขึ้น ส่ายหัวปฏิเสธ
พิมพ์ลดามองพวกเขาด้วยสายตาเรียบนิ่ง
การแสดงออกของอัญชิสาไม่ได้ช่วยกู้สถานการณ์ได้มากนัก ตรงกันข้าม สายตาที่ผู้คนมองเธอกลับยิ่งฉายแววความรังเกียจมากขึ้น
ธนภัทรเม้มปากแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ
“ผมไม่รู้ว่าเธอจะมา”
พิมพ์ลดาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ดูท่าทางของธนภัทรไม่เหมือนคนที่กำลังโกหก
แต่ถึงจะโกหกจริง เวลานี้เธอก็ไม่อยากจะใส่ใจมันอีกแล้ว
สิ่งที่ทำให้เธอสงสัยในตอนนี้คือ ทั้งๆ ที่ในชาตินี้คนที่ธนภัทรพามาด้วยคือเธอ แต่อัญชิสาก็ยังหาทางปรากฏตัวขึ้นจนได้
เธอจำได้ว่าในชาติที่แล้ว อัญชิสาได้การยอมรับจากคุณลุงประเสริฐในงานเลี้ยงนี้ หลังจากนั้นเส้นทางการไปเรียนต่อต่างประเทศของอัญชิสาก็ราบรื่นมาโดยตลอด พอเรียนจบกลับมา ด้วยการสนับสนุนจากตระกูลวัฒนศิลป์และตระกูลศรีเรือง อาชีพการงานของเธอก็รุ่งเรืองขึ้นไปอีก
เพียงแต่ในชาตินี้... เส้นทางที่เคยเป็นกลับเริ่มบิดเบี้ยวและผิดเพี้ยนไปจากเดิม
ในขณะนั้นเอง ธีระวัชก็วิ่งกระหืดกระหอบตรงรี่เข้ามาหาพวกเขา
“ท่านประธานครับ ขอโทษครับ ผมขวางคุณอัญชิสาไว้ไม่สำเร็จ”
สีหน้าของธนภัทรยิ่งดูเคร่งเครียดขึ้น “เกิดอะไรขึ้น?”
“คือ... ตอนที่ผมอยู่หน้างาน สังเกตเห็นคุณอัญชิสาแล้วครับ แต่ผมเข้าขัดขวางช้าไปก้าวหนึ่ง” ธีระวัชพูดอย่างลังเล “คุณทัศนีย์ให้เธอเข้ามาข้างในก่อนผมครับ”
ธนภัทรรู้สึกปวดขมับขึ้นมาทันที
เขากวาดสายตามองไปทั่วห้องโถงอย่างรวดเร็ว ก็เห็นคุณทัศนีย์กำลังยิ้มกริ่มมองมาทางพวกเขา... หรือจะพูดให้ถูกก็คือ สายตาคู่นั้นกำลังจับจ้องมาที่พิมพ์ลดา
ธนภัทรขมวดคิ้วมองพิมพ์ลดาพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอด้วยความสงสัยใคร่รู้
พิมพ์ลดายักไหล่ อย่างเฉยเมย “คุณไปช่วยอัญชิสาก่อนเถอะ ดูเหมือนทางนั้นจะใกล้แตกสลายเต็มทีแล้วนะ”
อัญชิสาเหลือบไปเห็นคนทั้งสอง ดวงตาที่เปียกชื้นคู่นั้นจับจ้องไปยังธนภัทรอย่างไม่ละสายตา ด้วยความหวังว่าธนภัทรจะช่วยดึงเธอออกจากสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ได้
ธนภัทรนึกใจอ่อนลง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
“งั้นเดี๋ยวผมมานะ”
พิมพ์ลดายิ้มเยาะ พลางใช้นิ้วเคาะขอบแก้วน้ำที่มีปลาทองอยู่ข้างในเบาๆ
เธอรู้อยู่แล้วว่าธนภัทรต้องทำแบบนี้
ในใจของธนภัทร อัญชิสาสำคัญกว่าเธอเสมอ
เมื่ออัญชิสาเห็นธนภัทรเดินเข้ามา ก็รีบกล่าวขอโทษเสียงเบา “คุณธนภัทรคะ ขอโทษค่ะ...”
“หนูเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงครั้งนี้มานานมาก...”
เสียงของเธอยิ่งพูดก็ยิ่งแผ่วลงเรื่อยๆ ธนภัทรรู้สึกว่าอีกเพียงอึดใจเดียวเธอก็คงจะร้องไห้ออกมา
เขารู้ดีว่าอัญชิสาให้ความสำคัญกับงานเลี้ยงครั้งนี้มาก ด้วยความที่เธอทั้งฉลาด ขยัน และมีความทะเยอทะยาน ทุกครั้งที่มีงานเลี้ยง เธอก็มักจะขวนขวายหาทางเข้าร่วมอย่างกระตือรือร้น นี่ก็เป็นจุดที่ธนภัทรเคยชื่นชมในตัวเธอ
“ไม่เป็นไรนะ... ” ธนภัทรอดสงสารไม่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะเขารู้ดีว่าตนเองก็มีส่วนผิดที่เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย “เดี๋ยวให้ธีระวัชไปส่งเธอที่บ้านนะ”
อัญชิสาชะงักกึก ในใจแย้งขึ้นมาทันควันว่าเธอจะกลับไปแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
“แต่ว่าคุณธนภัทรคะ หนูอยากอยู่ที่นี่จริงๆ นะคะ...” เธอก้มหน้าลง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “หนูจะไม่สร้างปัญหาให้คุณเดือดร้อนอีกแล้ว... ขอให้หนูได้อยู่ต่อที่นี่ได้ไหมคะ?”
อัญชิสาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ลอบสังเกตสีหน้าของธนภัทร
ธนภัทรขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจเท่าไร
“คุณธนภัทรอย่าโกรธหนูเลยนะคะ... หนูยอมกลับแล้วก็ได้ค่ะ”
อัญชิสาใจเสีย ความรู้สึกน้อยใจและไม่ยอมแพ้ถาโถมเข้ามาในใจพร้อมกัน ก่อนที่หยาดน้ำตาจะรินไหลลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่
แล้วคนอย่างธนภัทรจะทนเห็นเธอร้องไห้ได้อย่างไร?
“อย่าร้องเลยนะ... ตกลงว่าฉันให้เธออยู่ต่อก็ได้” ธนภัทรเช็ดน้ำตาให้เธอ
“แล้วหนูขออยู่ข้างๆ คุณได้ไหมคะ?” อัญชิสาสูดจมูก “หนูเรียนรู้อะไรใหม่ๆ มาเยอะเลย คิดว่าน่าจะพอช่วยงานคุณธนภัทรได้บ้าง...”
ธนภัทรพยักหน้า
“ขอบคุณค่ะคุณธนภัทร!”
อัญชิสาเผยรอยยิ้มที่น่ารักออกมา
ธนภัทรเหลือบมองไปทางพิมพ์ลดาแวบหนึ่ง ก่อนจะส่งสัญญาณทางสายตาให้ธีระวัชเข้ามาดูแลแทน
พิมพ์ลดาเป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่ งานเลี้ยงแบบนี้สำหรับเธอถือเป็นเรื่องปกติ ธนภัทรเลยไม่ได้เป็นห่วงเธอเท่าไร มิหนำซ้ำ เขายังปักใจเชื่อว่าเธอไม่เข้าใจเรื่องการเงินและธุรกิจไวน์อยู่แล้ว
ธีระวัชเข้าใจความหมาย และเดินมาอยู่ข้างๆ พิมพ์ลดาอย่างเงียบๆ
ทว่าเขายังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไร พิมพ์ลดาก็ชิงเอ่ยขึ้นมาก่อนอย่างรู้ทัน “ฉันอยู่คนเดียวได้ไม่เป็นไร คุณก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปพักสักหน่อยเถอะ”
ธีระวัชชะงักไป ความรู้สึกอบอุ่นปนขมขื่นแล่นริ้วขึ้นมาในอก
เขาเลือกที่จะเอ่ยปากอย่างระมัดระวัง คำอธิบายมากมายที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากถูกกลืนกลับลงไป แทนที่ด้วยคำว่า “คุณผู้หญิงครับ คุณเหนื่อยมากแล้วนะครับ”
พิมพ์ลดาเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน เธอกลายเป็นคนที่เยือกเย็น ไม่โวยวายอาละวาด และไม่ยึดติดกับธนภัทรเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
อีกด้านหนึ่ง ธนภัทรพาอัญชิสาไปพูดคุยกับเจ้าพ่อในวงการไวน์สองสามคน อัญชิสาก็พลันกลายเป็นคนพูดจาฉะฉาน วิจารณ์กลิ่นและรสชาติของไวน์ตัวใหม่ ๆ ได้อย่างมีชีวิตชีวา
ในด้านการชิมไวน์ อัญชิสาก็มีแนวทางของตัวเองจริงๆ แต่ถึงอย่างไร เธอก็เป็นเพียงนักศึกษาสาวที่ยังอ่อนประสบการณ์ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คร่ำหวอดในวงการไวน์เหล่านี้ สิ่งที่เธอพยายามนำเสนอก็ดูเบาหวิวและไร้น้ำหนักไปทันที
แต่เมื่อมีธนภัทรยืนอยู่ข้างๆ บรรดาแขกเหรื่อเหล่านั้นทำได้เพียงเอ่ยปากชมตามมารยาทว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามอง
พิมพ์ลดาดื่มไวน์แดงไปอึกหนึ่ง ก่อนจะอยากออกไปสูดอากาศข้างนอก
ตอนที่เธอเดินผ่านธนภัทรกับอัญชิสา ทั้งสองกำลังยืนคุยอยู่กับสุภาพบุรุษสูงวัยชาวต่างชาติที่พูดแต่ภาษาถิ่นออกมาไม่หยุด
พิมพ์ลดานึกขึ้นได้ว่า สุภาพบุรุษสูงวัยคนนี้คือผู้ค้าไวน์ชื่อดังจากประเทศเอส ทั้งนิสัยและรสนิยมในการดื่มไวน์จัดว่าไม่ธรรมดา แต่เขามีความรักบ้านเกิดอย่างแรงกล้าจนเลือกจะสื่อสารด้วยภาษาถิ่นเป็นหลัก
อัญชิสาทำสีหน้าลำบากใจ ก่อนจะส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางธนภัทร ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำสีหน้ามืดแปดด้านไม่ต่างกัน
แม้ว่าเขาจะเข้าใจภาษาราชการของประเทศเอส แต่พอเป็นภาษาถิ่นสำเนียงแปลกหูแบบนี้ กลับยากเกินจะรับมือ
ทั้งที่เป็นภาษาเดียวกันแท้ ๆ แต่เขากลับฟังไม่ออกแม้แต่คำเดียว
พิมพ์ลดาแอบขำในใจ เธอหยุดฝีเท้า แล้วพูดภาษาถิ่นของประเทศเอสออกมาอย่างคล่องแคล่ว ต่อบทสนทนากับสุภาพบุรุษสูงวัยชาวต่างชาติคนนั้นได้ทันที
สุภาพบุรุษสูงวัยชะงักด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างถูกใจ แล้วจับมือกับพิมพ์ลดาอย่างเป็นกันเอง
อัญชิสาเลยมีโอกาสมองพิมพ์ลดาอย่างละเอียด
พริบตานั้น เธอก็สังเกตเห็นว่าพวกเธอทั้งคู่สวมชุดราตรีแบบเดียวกัน!
ยิ่งไปกว่านั้น ทรงผม เครื่องประดับ และรองเท้าของพิมพ์ลดา ล้วนเข้ากับชุดราตรีสีน้ำเงินตัวนี้ได้อย่างลงตัว ดูราวกับนางเงือกที่เพิ่งขึ้นมาจากท้องทะเลลึก
ทว่าเมื่อเทียบกับพิมพ์ลดาเธอกลับดูเหมือนตัวตลกสีน้ำเงินที่จืดชืดและไร้รสนิยม
อัญชิสากดความริษยาเอาไว้ แล้วเอ่ยชมว่า “พี่พิมพ์พูดภาษาถิ่นเก่งจังเลยนะคะ”
แม้แต่ธนภัทรเองก็ยังคาดไม่ถึง ว่านอกจากภาษาราชการของประเทศเอสแล้ว พิมพ์ลดายังพูดภาษาถิ่นได้อีกด้วย
“เมื่อกี้คุณแฮริสันพูดว่าอะไรเหรอคะ? พี่พิมพ์คุยกับเขาดูสนุกเชียว”
พิมพ์ลดาพูดเรียบๆ: “เขาพูดถึงไวน์บาโรโลจากอิตาลีที่ประมูลไป ฉันก็แค่บอกเขาว่า มูลค่าของมันจะสูงขึ้นแน่นอนในอนาคต เขาเลยดูจะพอใจมาก”
อัญชิสาไม่ค่อยเข้าใจ ไวน์ขวดนั้นไม่ใช่รุ่นลิมิเต็ด โรงบ่มไวน์เก่าแก่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร แค่รักษามูลค่าไว้ได้ก็ดีมากแล้ว ทำไมมูลค่าถึงจะเพิ่มขึ้นได้ล่ะ?
“ฉันก็พูดตามน้ำไปงั้นแหละ” พิมพ์ลดาทนสายตาที่ทั้งสองคนจ้องมาไม่ไหว เลยอธิบายออกไป
ดูเหมือนธนภัทรจะไม่เชื่อ เขาหรี่ตาลง แล้วถามเธอด้วยน้ำเสียงขรึมๆ: “ปกติคุณก็ไม่ได้สนใจตลาดไวน์นี่ ทำไมถึงคิดว่าไวน์ขวดนั้นมูลค่าจะเพิ่มขึ้น?”
