บทที่ 2 ซ่อนรัก (2)
มือเล็กแกะกระดาษห่อสีชมพูอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางใจที่ลุ้นระทึกเพราะกล่องที่ใหญ่และหนัก ลุ้นว่าในนั้นจะเป็นอะไร…เพียงแกะกล่องแล้วเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใน แววตากลมโตก็ทอประกายระยิบระยับ น้ำตารื้นออกมาเพราะความดีใจ
"พี่ภามรู้ได้ยังไงคะ รู้ได้ยังไงว่าอัยย์กำลังอยากได้อยู่พอดี"
สองมือค่อยๆ ประคองหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาพลิกดู ราคาของมันนั้นไม่ใช่ถูกๆ เพราะหล่อนเพิ่งไปดูราคามาเมื่อเดือนก่อนนี้เอง
"แหม ไอ้คนไม่ตามใจ ซื้อของชิ้นใหญ่ให้เนี่ยนะ"
ภัทรนันท์อดไม่ได้ที่จะแขวะออกมา เขากำลังคิดว่าน้องชายตนนั่นแหละตัวดี แม้จะดูดุและเข้มงวด แต่เมื่อยามมินตราอยากได้อะไร แค่อ้อนบ่อยๆ เข้าเดี๋ยวก็จะใจอ่อนไปเอง
"ผมเห็นว่าจำเป็นต้องใช้งานน่ะ แล้วคนบางคนก็ไปยืนทำตาปริบๆ ได้แต่ลูบๆ คลำๆ แต่ไม่มีเงินซื้อ"
"ขอบคุณนะคะพี่ภาม อัยย์สัญญาว่าจะรักษามันเป็นอย่างดี"
ไม่แค่เอ่ยปาก เจ้าตัวเขย่งปลายเท้าแล้วเงยหน้าขึ้นไปหอมแก้มเขาแทนคำขอบคุณ...ภัทรนนท์ถึงกับผงะตกใจ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะแสดงอะไรแบบนี้ออกมา
เขาใช้หลังมือถูที่แก้มของตนราวไม่ชอบในรสสัมผัส ตามมาด้วยน้ำเสียงห้วนๆ จนอีกฝ่ายถึงกับหน้าม่อยลงไป
"ทำอะไรน่ะน้องอัยย์ อย่าทำแบบนี้อีกรู้มั้ย!"
"เมื่อก่อนก็ยังทำได้ ไม่เห็นพี่ภามว่าอะไร"
"ก็เพราะเราไม่ใช่เด็กๆ แล้ว โตเป็นสาวแล้วต้องรู้จักระวังตัว"
เมื่อกี้ยังว่าหล่อนเป็นเด็ก...หญิงสาวคิดอย่างน้อยใจแต่ไม่กล้าแสดงอะไรออกมา...ภัทรนนท์เดินหนีไปนั่งรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ เขาไม่พูดอะไรกับหล่อนอีกเลย ด้านภัทรนันท์รู้ดีว่าบรรยากาศกำลังจะเสีย เขาจึงดึงกล้องจากมือของหล่อนมาเก็บใส่กล่อง ก่อนส่งซิกไปที่เวทีร้องเพลง แล้วกระตุ้นคนอื่นๆ ให้มาสนุกต่อด้วยกัน ส่วนเขาจะช่วยทำให้มินตราหายน้อยใจด้วยการชวนไปร้องเพลงที่หน้าเวที
ท่ามกลางความสุขสนุกสนาน แพรวาเดินเลี่ยงออกมาจากโซนปาร์ตี้โดยไม่บอกใคร หล่อนเดินเล่นมาเรื่อยจนถึงบ่อปลาคาร์ฟที่ทอดผ่านด้านหน้าตึก มีสะพานสำหรับเดินข้ามไปยังหน้าประตูทางเข้าด้านใน...บ้านหลังใหม่ของเพื่อนนั้นช่างน่าอยู่ ทั้งใหญ่โตและมีสวนสวยๆ ให้เดินเล่น คำถามก่อเกิดในใจที่เต็มไปด้วยปมด้อยทำไมมินตราถึงมีชีวิตที่น่าอิจฉา มีครอบครัวแสนอบอุ่น มีเงินให้ใช้ไม่ขาดมือ มีทั้งพี่ชายที่แสนดีคอยดูแลเทคแคร์ถึงสองคน
ชีวิตของเพื่อนต่างจากตนหน้ามือเป็นหลังมือ ทางบ้านของหล่อนไม่มีเงินมากพอที่จะส่งให้ใช้สุขสบายเหมือนอย่างมินตรา ไม่มีพี่ชายคอยดูแลเอาใจใส่เหมือนอย่างเพื่อน ปมด้อยในใจนี้ถูกกดเอาไว้นานวัน หล่อนกลายเป็นคนโหยหาความรักจากใครสักคน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าชาตินี้จะพบเจอรักที่ว่านั้นหรือไม่
"ทำไมมายืนหลบอยู่คนเดียวเงียบๆ ตรงนี้ล่ะครับ ปาร์ตี้ไม่สนุกเหรอ"
เสียงทักที่ดังอยู่ข้างหลังทำให้หล่อนตกใจหันกลับไปมอง เขานั่นเอง…ภัทรนันท์ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของมินตรา ในมือถือแก้วไวน์มาสองใบ อีกใบหนึ่งยื่นมาตรงหน้า
หล่อนหลุบตามองแก้วใบนั้น หากแต่ว่าด้วยมารยาทจึงยื่น
มือไปรับแบบงุนงง ไม่คุ้นชินกับการที่จู่ๆ ก็มีใครมาทำอะไรแบบนี้ เขาสื่อภาษากายว่ากำลังชวนหล่อนดื่มหรืออย่างไร คิดพลางช้อนสายตามอง รอยยิ้มหวานคลี่ออกมาเพื่อตอบรับมิตรไมตรี
แพรวาเหลือบตามองไปยังตึกหลังใหญ่ตรงหน้า หล่อนเอียงคอเล็กน้อยยามหันกลับมาสบตากับภัทรนันท์
"น่าอิจฉาอัยย์จังเลยนะคะที่มีบ้านหลังใหญ่ให้อยู่ ขิงเพิ่งมาเป็นครั้งแรก จริงๆ แล้วอัยย์ก็ชวนมาหลายครั้งแล้วเหมือนกันค่ะ"
ภัทรนันท์ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร สายตาลอบมองเครื่องหน้าของหล่อนตามนิสัยที่เป็นโรคประจำตัวแก้ไม่หาย จริงๆ แล้วหล่อนไม่ใช่คนสวยโดดเด่น หากแต่ว่ากลับมีเสน่ห์สะดุดตาให้ต้องเผลอมอง คิ้วเรียวสวยแบบไม่ต้องเขียนก็ยังดูดี กลีบปากอิ่มสีชมพูจางๆ เหมาะกับวัยที่ยังสดใส อีกทั้งผิวสีน้ำผึ้งที่ไม่ใช่ผิวคล้ำนั้นดึงดูดสายตาให้ต้องไล่มองหล่อนไปทั้งตัว
"ตามสบายเลยนะครับ คิดเสียว่าเป็นบ้านของตัวเอง"
เขาแค่มาทำให้หล่อนไม่รู้สึกเหงาในฐานะเจ้าบ้าน ภัทรนันท์พยายามสื่อออกมาแบบนั้นเพื่อไม่ให้หล่อนรู้สึกว่ากำลังถูกจู่โจมจีบกันซึ่งๆ หน้า...เสียงแก้วกระทบกันเบาๆ ก่อนที่น้ำสีแดงจะถูกกรอกลงคอไปอึกหนึ่ง วินาทีนั้นแพรวาเผลอสบตากับเขาอย่างไม่ตั้งใจ…สายตาที่ทำให้ร้อนวูบวาบไปทั้งกาย ไม่แน่ใจว่ามันมาจากความเขินอายหรือเพราะฤทธิ์ไวน์ที่เพิ่งดื่มไปกันแน่
แต่เพื่อนของตนเคยบอกว่าพี่ชายคนโตนั้นมีเมียแล้ว...มีเมียแล้วมาคุยกับหล่อนทำไม แพรวาคิดอย่างว้าวุ่นใจและเข้าข้างตัวเอง
พฤติกรรมของพี่ชายตนไม่อาจรอดพ้นสายตาช่างสงสัยของ
มินตราไปได้ หลังจากที่ร้องเพลงล่าสุดจบลงไป หล่อนยื่นไมค์คืนให้ภัทรนนท์แล้วเดินเลี่ยงออกมาจากตรงนั้น ด้วยไม่ไว้ใจพี่ชายคนโต
"อะแฮ่ม"
"....!"
ภัทรนันท์หันไปมอง เป็นน้องสาวจอมจุ้นจ้านที่ช่างขัดจังหวะได้ทุกที่ทุกเวลา เขาลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ที่หล่อนพรวดพราดเข้ามาไม่ดูตาม้าตาเรือ
มินตราทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หล่อนคว้าข้อมือเพื่อนเพื่อให้เดินตามตนไปที่ลานปาร์ตี้ ไม่สนใจสายตาของพี่ชายที่จับจ้องมองอย่างรู้ทัน...รู้ทันว่าหล่อนกำลังเป็นหูเป็นตาให้พี่สะใภ้ ไม่ยอมให้เขาได้เข้าใกล้เพื่อนตัวเอง
"ไหนบอกจะร้องเพลงไงขิง ไปเลย ทุกคนอยากฟังเสียงแก"
แพรวาแค่นยิ้ม จะให้ยืนอยู่ที่เดิมก็กระไรอยู่ จำต้องเดินตามเพื่อนไปทั้งที่ใจนั้นยังอยากคุยกับเขาต่ออีกสักนิด หล่อนไม่เคยเจอใครคุยสนุกเหมือนเขา...ทำไมผู้ชายแต่งงานแล้วถึงมีเสน่ห์ดึงดูดใจให้อยากเข้าหา เธอเฝ้าถามตัวเองท่ามกลางใจที่กำลังหวั่นไหวไปกับเขาอย่างง่ายดาย
