บทที่ 14 ความเจ็บที่ไม่มีวันจางหาย (02)
“พี่โรม เพียงขออยู่ต่อสักหนึ่งเดือนไม่ได้หรือคะ” น้ำเสียงเศร้าเว้าวอนขอ สีหน้าก็ออดอ้อนสุดฤทธิ์
“ไม่ได้ครับ สุขภาพของเราไม่สู้ดี อย่าดื้อกับพี่นักสิครับ” น้ำเสียงใช่ว่าดุแต่ก็ไม่ได้อ่อนโยน เรื่องนี้เขาไม่มีทางตามใจเพียงดินแน่ ก่อนหันไปส่งยิ้มแก่ผู้หญิงอีกคน
“น้องนิชาเข้าใจพี่นะครับ เพื่อนเราชอบดื้อไม่ทานยา ไม่ไปหาหมอ” เนื่องด้วยสุขภาพของเพียงดินไม่สู้ดี ราเมศจึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
“เข้าใจค่ะพี่โรม” นาฏนิชายิ้มรับ
“แล้วนี่น้องนิชาสบายดีไหมครับ เอ๊ะ! กำลังมีข่าวดีหรือเปล่า เราดูมีน้ำมีนวลขึ้นนะ พี่กับเพียงจะได้อุ้มหลานใช่ไหม” เขาถามด้วยความอยากรู้ ก่อนเสียงของเพียงดินโต้กลับแบบฉับพลัน
“ใช่ที่ไหนล่ะคะพี่โรม ยัยนิชาคงอ้วนขึ้นต่างหาก นิชามีลูกไม่ได้หรอก เพราะมีความเสี่ยงที่ครรภ์จะเป็นพิษ”
คำพูดของเพื่อนรักมีผลต่อการเต้นของหัวใจทันที มีอาการชะงักงันในทันใด สีหน้าซีดเผือดจนดูขาวราวกระดาษ จะยิ้มรับก็ลำบาก จะฝืนหัวเราะเพื่อกลบเกลื่อนก็ทำได้ยากเย็น ดวงหน้าจึงปรากฏเค้าความเศร้าอมโศก
ด้านเพียงดินที่จับความผิดปกติของเพื่อนได้ ต้องตวัดนัยน์ตาจับจ้องตาเขม็ง
“ยัยนิชา แกมีอะไรจะบอกฉันหรือเปล่า” เพียงดินเริ่มกังวลและใจสั่นรัว รู้สึกเหมือนกลืนน้ำลายก้อนเหนียวไม่ลงคอ ตบท้ายด้วยการหายใจถี่แรงยามเห็นเพื่อนยิ้มทั้งน้ำตา
“ฉันท้อง”
เพียงเท่านั้น เสียงพูดคุยก็เงียบหายเหมือนปลั๊กหลุด ทั้งราเมศ ทั้งเพียงดิน เกิดอาการตระหนกจนพูดไม่ออก บรรยากาศจึงปกคลุมด้วยความเงียบ มีเพียงเสียงสะอื้นแผ่วๆ ดังขึ้นมาเท่านั้น
“ทำไมแกทำแบบนี้ยัยนิชา ทำไมกัน” เพียงดินหยุดอาการสั่นในหัวใจแล้วร้องถามออกไปอย่างไม่เข้าใจในเรื่องราว พลันขยับตัวเข้าไปโอบกอดร่างนวลหวังปลอบประโลมคนเจ็บช้ำ เพียงแค่สบประสานสายตาก็รับรู้ได้ว่า เพื่อนรักทั้งทุกข์ทั้งสุขในคราเดียว
คำถามเขย่าหัวใจสร้างรอยร้าวในทรวงละมุน ไม่กล้าบอกออกไปว่า เพราะรัก…รักที่มากเกินไปของตนเอง รักซึ่งอยากเห็นคนเป็นสามีได้สมหวัง แม้ตนเองต้องเผชิญกับความตาย ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่บางแสนบาง
ส่วนราเมศก็ทำเพียงระบายลมหายใจ อึดอัดจนพูดไม่ออก รับรู้ถึงความเศร้าได้เกินครึ่งใจ และรับรู้เรื่องราวในความเป็นไประหว่างนาฏนิชากับสามี
“โธ่ ยัยนิชา” เพียงดินทำเพียงส่ายศีรษะไปมาช้าๆ เจ็บแทนเพื่อนขึ้นมา ก็รักของเพื่อนคลับคล้ายคลับคลาในสิ่งที่ตนเองเผชิญอยู่ การแอบรักแอบมอง ด้วยความฝันลมๆ แล้งๆ เจ็บปวดรวดร้าวอย่าบอกใคร พลางปรายตามองคนซึ่งตนเองเฝ้ารักมาเนิ่นนาน
“ฉะ…ฉัน” เสียงร้องรำพัน ไม่มีทีท่าจะหยุดหรือแผ่วลง มีแต่หนักขึ้น สีหน้าและน้ำเสียงเจ็บร้าวปวดลึกไปถึงขั้วหัวใจ พวงแก้มเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตาเม็ดโต รวมไปถึงเสื้อสีครีมของเพียงดิน โดยอีกฝ่ายไม่มีทีท่ารังเกียจแม้สักนิด
“ร้องออกมาเถอะยัยนิชา ร้องออกมาให้พอ” นัยน์ตาของคนพูดมีฝ้าน้ำจางๆ รื้นขึ้นมา สิ่งที่ทำได้คงมีเพียงการปลุกปลอบให้ทุกข์บรรเทาเบาบาง แต่มันไม่อาจทำให้จางหาย
ส่วนราเมศเริ่มทนดูไม่ได้ จึงสืบเท้าเข้าไปใกล้แล้วโอบกอดสองสาวอย่างหลวมๆ เขาเป็นชายชาตรียังรู้สึกเจ็บได้ถึงเพียงนี้ แล้วคนโดดเดี่ยวเช่นน้องสาวในอ้อมกอดล่ะ จะร้าวลึกเย็นยะเยียบไปทั้งใจสักเท่าไหร่
ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูความรู้สึก ปลาบปลื้มตื้นตันอย่างหาที่เปรียบมิได้ อย่างน้อยในชีวิตอ้างว้างและเดียวดายก็ยังมีคนสองคนซึ่งจะไม่ทอดทิ้ง จึงพยายามระงับเสียงสะอื้น การได้พบปะกับเพื่อนอีกหน สมควรยิ้มถึงจะถูก
“แกไม่ได้บอกคุณธีใช่ไหมเรื่องที่แกเป็นโรคความดันโลหิตสูง” สีหน้าของคนต้องตอบบ่งบอกถึงความลำบากใจ ค่อนไปทางเศร้า แล้วพยักหน้าหงึกหงัก
“โธ่ยัยนิชา แกก็รู้ว่ามันอันตรายสำหรับแก แล้วนี่แกท้องได้กี่เดือนแล้ว”
“สองเดือนกว่าๆ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“สองเดือนเองหรือแก…แต่ทำไมแกดูมีน้ำมีนวลขึ้นราวคนท้องสักสามสี่เดือนล่ะ”
นาฏนิชาไม่อาจตอบ ทำเพียงฝืนยิ้มลวงๆ ในใจหวาดกลัวเช่นกัน กลัวว่าสิ่งเลวร้ายจะเข้ามากล้ำกรายลูกน้อย ทำเอาหวนนึกถึงคำว่า ยุติการตั้งครรภ์ ขึ้นมา ศีรษะสวยจึงสะบัดไปซ้ายและขวาอย่างเร็วไว เรื่องแบบนั้นต้องไม่มีทางเกิดขึ้น หล่อนจะไม่มีวันให้ใครมาพรากลูกน้อยไปแน่นอน อย่างไรเลือดเนื้อเชื้อไขต้องได้ลืมตาดูโลก
“แกยังปกติดีใช่ไหม” เพียงดินเห็นเพื่อนหลุบตาลงต่ำจึงหวั่นใจ
“ฉันปกติดีสิแก ไม่ต้องห่วงฉันหรอก” หล่อนพยายามทำตามคำบอกของคุณหมอ หมั่นไปตรวจรักษาเสมอ บางครั้งอาการก็ดี แต่บางครั้งก็นึกเป็นกังวล
“ถ้าน้องนิชามีอะไรให้พี่ช่วยบอกได้เลยนะ แล้วอยู่ทางนี้มีคนดูแลหรือเปล่า ไปอยู่กับเพียงและพี่ไหม เราสองคนจะได้ช่วยกันดูแลหลาน แล้วพี่จะหาหมอเก่งๆ ไว้ดูแลนิชาเอง” ราเมศเสนอด้วยความห่วงใย รักนาฏนิชาเหมือนน้องเช่นเพียงดิน แล้วค่อยๆ คลายอ้อมกอดยามได้รับยิ้มที่เศร้าจับจิต
ดวงหน้าเปรอะด้วยคราบน้ำตาส่ายสะบัด
