บทที่ 15 ความเจ็บที่ไม่มีวันจางหาย (03)

“นิชาอยู่ได้ค่ะพี่โรม ถ้านิชาไป พ่อแม่อาจต้องลำบาก”

             คนฟังเช่นเพียงดินถอนหายใจดังพรืดเนื่องด้วยหนักใจ รับรู้มาโดยตลอดว่า เพื่อนรักไม่ได้โชคดีเหมือนตนเองที่ราเมศทั้งรักทั้งดูแล ประคบประหงมอย่างดี แต่เพื่อน คุณหญิงเอื้องคำ คนเป็นมารดากลับหาได้ห่วงใย เอาแต่ทวงบุญคุณซึ่งอุปการะเลี้ยงดู

             “งั้นถ้าน้องนิชามีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้เลยนะจ๊ะ ทนสามีไม่ไหวมาบอกพี่ได้เลย พี่จะจัดการให้” คงไม่มีใครรู้ว่า คนสุขุมลุ่มลึกเช่นราเมศจะชอบใช้กำลังเหมือนกัน แต่ชายหนุ่มมักใช้สติมากกว่าใช้กำลัง ทว่าหากคราวจำเป็นก็พร้อมเสมอ

             “พี่โรม” เพียงดินถึงกับต้องขึงตาดุวาวใส่ราเมศ ก่อนรับยิ้มแหยๆ จากอีกฝ่าย

“ยัยนิชา อย่าไปฟังพี่โรมนะ ถ้าแกทนไม่ไหวก็ถอยออกมา แล้วย้ายไปอยู่กับฉัน ฉันอยากจะให้แกไปอยู่ด้วย” เธอพูดออกไปเผื่อเพื่อนรักจะเปลี่ยนใจ รู้ดีว่ายากมากที่นาฏนิชาจะละทิ้งคำว่า กตัญญู

             หญิงสาวได้แต่ยิ้มรับ แล้วยกมือขึ้นปาดน้ำตาป้อยๆ และสิบนาทีต่อมาก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ทั้งสามคนต้องหันไปมอง

             “มัวแต่ทำอะไรอยู่ฮะ แล้วทำไมไม่ไปทำงาน” เสียงแหวสูงปรี๊ดดังหาเรื่องทันทีที่เปิดประตูออก

             “คุณแม่คุณพ่อ” ปรากฏแววสดใสขึ้นทันใด รอยยิ้มผุดประดับใบหน้าพร้อมกระโจนเข้าไปใกล้หวังจะโอบกอด แต่คุณหญิงเอื้องคำกลับเบี่ยงตัวหลบ ตบท้ายด้วยการทำท่ารังเกียจชิงชังให้คนเป็นลูกต้องสะเทือนใจ

             “ไปเอาน้ำเย็นมาให้ฉันสิ ฉันเหนื่อย” หล่อนเดินหน้าตูมเข้ามาในห้องแล้วตะเบ็งเสียงบอกแก่นาฏนิชา ในสายตาก็เป็นเพียงเด็กรับใช้คนหนึ่ง หาใช่ลูกสาวดั่งใครๆ มองดูจากภายนอก ขณะที่มุ่งตรงไปยังโซฟาต้องมีอาการชะงักกึก เมื่อพบเพื่อนรักของนาฏนิชาอยู่ในห้อง

             “อ้าว หนูเพียงกลับมาแล้วหรือจ๊ะ” จากน้ำเสียงกระด้างกลับนุ่มนวลขึ้นเท่าตัว

             “สวัสดีค่ะคุณแม่ คุณพ่อ หนูเพิ่งกลับมาได้สองวันเองค่ะ” เพียงดินกระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม ส่วนราเมศก็เช่นกัน

             “แล้วพ่อราเมศล่ะ มาเยี่ยมยัยนิชาหรือ แหมๆ แม่ละเสียดายจริงๆ ถ้ายัยนิชายังไม่แต่งงาน แม่จะยกให้ตบแต่งกับราเมศ” คุณหญิงเอื้องคำจีบปากจีบคอใส่ราเมศ อดเสียดายในกองเงินกองทองไม่ได้

             ความลำบากใจปรากฏบนหน้าคร้ามคม ส่วนคนข้างกายสีหน้าไม่ต่างกัน นัยน์ตาส่อเค้าเศร้าจนราเมศรู้สึกแปลกประหลาดในใจขึ้นมา ไม่นานรอยยิ้มจึงถูกแต่งแต้มแล้วหยิบยื่นส่งไปให้คุณหญิงเอื้องคำอย่างฝืนสุดกำลัง

             “คุณหญิง” กฤต คนเป็นสามีต้องกล่าวปรามภรรยา

             “อะไรล่ะคุณ ก็ฉันอยากได้พ่อราเมศมาเป็นลูกเขยนี่ เบื่อตาธีมะเต็มทนแล้ว” หล่อนตวัดตาค้อนหน้าคว่ำใส่สามี คราแรกก็พอใจในตัวลูกเขย แต่ช่วงหลังมา เริ่มขัดเคือง เนื่องจากอีกฝ่ายไม่ยอมให้หล่อนเบิกเงินได้ตามใจชอบเหมือนแต่ก่อน

             “คุณแม่คะ” นาฏนิชาครางเสียงหลง เห็นสีหน้าลำบากใจของเพื่อนและราเมศ ความละอายจึงปรากฏ

             “ไม่ต้องมาพูดเลยนิชา เลือกสามีไม่ดูตาม้าตาเรือ เป็นไงล่ะ สู้พ่อราเมศก็ไม่ได้” ถ้อยคำดูอ่อนขึ้นมาอีกนิด แต่อดกระทบกระเทียบไม่ได้ ชักชังน้ำหน้าของธีมะมากขึ้นทุกขณะ ทั้งที่เป็นฝ่ายบังคับให้ลูกสาวรับข้อเสนอแท้ๆ

             “เอ่อ…เห็นทีผมต้องขอตัวกลับก่อนนะครับ” สถานการณ์ไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนปรน ชายหนุ่มจึงรู้สึกอึดอัด ไม่ชอบเอาเสียเลยกับท่าทีของคุณหญิงเอื้องคำ

             “หนูขอตัวกลับก่อนนะคะคุณพ่อคุณแม่ ฉันกลับก่อนนะยัยนิชา” เพียงดินเห็นความลำบากใจของคนข้างกายจึงขอตัวกลับ และไม่ชอบถ้อยคำของคนมากด้วยอายุเช่นกัน มันสร้างรอยร้าวในหัวใจให้เพิ่มขึ้น และอดตำหนิตนเองไม่ได้ เพราะไม่มีวันสำหรับคำว่า เรา ระหว่างหล่อนและราเมศ เพราะหล่อนคือน้องที่ชายหนุ่มไม่เคยมองเป็นอื่น

             หลังจากเพียงดินและราเมศกลับไปแล้ว นัยน์ตากร้าวกระด้างก็จับจ้องนาฏนิชาอย่างเอาเป็นเอาตาย พลันสืบเท้าเข้าไปใกล้แล้วกระชากแขนเรียวอย่างไม่คิดออมมือ สร้างความเจ็บร้าวแก่คนตัวเล็ก และตื่นตระหนกแก่กฤต

             “ฉันไม่ชอบให้แกมาทำเสียงแบบนั้นใส่ แกไม่มีสิทธิ์มาหือกับฉัน เพราะฉันคือคนที่หยิบแก่มาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ลองใช้สมองน้อยๆ คิดดูนะว่า หากไม่มีฉัน ป่านนี้แกก็คงโง่เขลาอยู่ในนั้น ไม่มีวันอยู่ดีกินดีเหมือนวันนี้” มือเหี่ยวย่นชี้ลงบนศีรษะทุยสวยแล้วกดหนัก จึงเกิดอาการสั่นคลอน

             “หนูขอโทษค่ะคุณแม่” เธอกำมือเป็นก้อนกลม สีหน้าเศร้าจับจิต พร้อมก้มหน้างุด หลบตาลงต่ำ น้อยเนื้อต่ำใจอย่างบอกไม่ถูก เสียใจอย่างห้ามไม่ได้ ทำไมกันนะ ทำไมมารดาจึงไม่รักตนเองเหมือนแสดงออกกับคนภายนอก ชั่วอึดใจน้ำตาก็รื้นขึ้น แล้วหยดแหมะ

             “แกอย่ามาสำออยจะได้ไหมยัยนิชา และช่วยเซ็นเช็คให้ฉันด้วย เอามาสักสามแสน”

             “สะ…สามแสน”

             “ใช่! สามแสน แกจะมาว่าฉันไม่ได้หรอกนะ ก็ไอ้สามีของแก มันไม่ยอมให้ฉันเบิกเงิน แถมมันยังอายัดของฉันอีก” หล่อนกล่าวโดยไม่รู้สึกสะท้าน ไม่เกรงใจ และไม่เห็นใจต่อคนซึ่งเลี้ยงดู ในเมื่อมีบุญคุณอีกฝ่ายก็ต้องทดแทน

             “แต่ว่าหนูเพิ่งจะให้คุณแม่ไปห้าหมื่นนี่คะ” ในแววตายามนี้พบเพียงความเศร้า

             “เศษเงินแค่นั้น ฉันจะไปใช้พออะไร” คุณหญิงเอื้องคำนึกขัดใจในท่าทีของอีกฝ่าย จึงเน้นหนักที่น้ำเสียง บ่งบอกว่าไม่พอใจที่กล้าขัดหรือทวงถาม

“แล้วนี่กินยาคุมหมดหรือยัง ฉันจะซื้อมาให้ใหม่” หล่อนหันมาถาม เรื่องนี้สำคัญ นิ่งเฉยหรือหลงลืมไม่ได้เด็ดขาด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป