บทที่ 17 ความเจ็บที่ไม่มีวันจางหาย (05)
หน้าน้อยๆ ช้อนขึ้นมองแผ่นหลังของบิดา รอยยิ้มสิ้นหวังปรากฏบนกรอบหน้า ก่อนเนื้อตัวจะสั่นเทิ้มเนื่องด้วยแรงสะอื้น น้ำตาเม็ดโตไหลรินไม่ขาดสาย ความเจ็บจู่โจมทุกทิศทาง ไม่ว่าจะร่างกายหรือจิตใจ สองมือเผลอจิกเล็บลงบนเนื้อขาวจนแดงปื้น
บริเวณศีรษะเต็มไปด้วยรอยแดงจากการถูกดึงกระชาก เส้นผมจำนวนหนึ่งหลุดร่วงอยู่บนพื้น เพียงชั่วอึดใจนาฏนิชาก็ทิ้งกายนอนคุดคู้อย่างหมดแรง หมดสิ้นทุกอย่าง เจ็บกับคำเลวร้ายซึ่งหลุดจากปากหยักของมารดา
“ทำแท้ง”
เพียงได้คิด หัวใจก็กระตุกสั่น ลมหายใจติดๆ ขัดๆ หล่อนจะไม่มีวันให้สิ่งใดมาเป็นสาเหตุให้ลูกน้อยไม่ได้ลืมตาดูโลกแน่นอน แม้สุดท้ายต้องแลกด้วยชีวิตก็ยินยอม แต่วันนี้เหนื่อยเกินกว่าจะฮึดสู้จึงขอพักสักวัน แม้พื้นแข็งกระด้าง แต่คงไม่ต่างกันหากนอนบนเตียงนุ่มแล้วใจเจ็บ
เจ้าของร่างสูงโปร่ง หน้าคมแบบฉบับหนุ่มไทย วันนี้ยังคงสีหน้าปั้นยาก มีบางเรื่องติดค้างอยู่ในใจ สลัดมันออกเท่าไหร่ก็ไม่อาจทำได้ ชายหนุ่มตีหน้ายุ่งอยู่ในห้องทำงานโทนน้ำตาลอ่อน เขาอยู่ภายใต้เสื้อสูทสีเทา
เสียงถอนหายใจดังฟู่ เรียกให้กิตติต้องเลิกคิ้วหยักขึ้นสูง รู้สึกว่าเป็นรอบที่ห้าแล้วกระมังที่ได้ยิน แต่ยังเลือกที่จะนิ่งเงียบ ไม่อยากก้าวก่ายเรื่องของคนเป็นนาย
“นิชารักฉัน” จู่ๆ คนนิ่งเงียบก็โพล่งคำขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ครับ อะไรนะครับ”
“ฉันเพิ่งรู้ว่านิชารักฉัน” น้ำเสียงคราวนี้ดังขึ้นแต่กลับไม่มีความหนักแน่นเอาเสียเลย
“เพิ่งรู้หรือครับ” กิตติส่ายหัว แล้วพึมพำถามอย่างลืมตัว โชคดีเสียงดังไม่มากอีกฝ่ายจึงไม่ได้เกิดความสนใจ และไม่คิดเลยว่า คนเป็นนายจะรับรู้เรื่องของหัวใจช้าถึงเพียงนี้ ทั้งที่เขารู้มาโดยตลอด เพียงมองอ่านผ่านตากลมของเจ้าของร่างนวล ก็รู้ว่ารักและเทิดทูนเจ้านายของตนเองเพียงใด
เสียงพูดคุยเงียบหายไปอีกหน เมื่อธีมะนิ่วหน้าครุ่นคิดว่า สมควรจะจัดการปัญหาเช่นไร พยายามตัดสินใจอยู่หลายรอบ นานนับสามชั่วโมง แต่ยังหาวิธีให้หญิงสาวเจ็บปวดน้อยที่สุดไม่ได้ หัวใจก็ร้อนรุ่มดั่งไฟแผดเผา
ส่วนกิตติก็เลิกคิ้วสูงกว่าเดิม อดไม่ได้จึงร้องถามออกไป
“แล้วนายจะทำอย่างไรต่อล่ะครับ”
คำถามจากลูกน้อง ธีมะยังไม่สามารถตอบออกไปได้ ตอนนี้มีทางเดียวที่ทำได้ และคงมีแต่ทางนี้
“ฉันคงไม่ไปหานิชาอีก ไม่อยากจะให้ความหวัง” ทางนี้คงทำให้สาวเจ้าเจ็บน้อยที่สุด ในเมื่อไม่ให้ความหวัง อีกฝ่ายจะได้ตัดใจ ไม่เฝ้ารอหรือวาดฝันลมๆ แล้งๆ
“แต่ว่าคุณนิชากำลังท้องอยู่นะครับ” กิตติรีบแย้งขึ้นเพราะไม่เห็นด้วยอย่างแรง
“แต่ถ้าฉันไป ก็เหมือนให้ความหวังกับนิชา แล้วถ้าถึงวันที่ฉันจะหย่าขาดกับนิชาจริงๆ นิชาจะทำใจได้หรือกิตติ สู้ฉันหายไปตอนนี้จะดีกว่า”
“แต่ผมไม่เห็นด้วยเลยนะครับคุณธี คุณนิชากำลังท้อง เธอต้องการกำลังใจ แล้วเห็นว่าอารมณ์ของคนท้องก็จะขึ้นๆ ลงๆ ผมว่ายิ่งสมควรที่จะเข้าไปดูแล โทษนะครับที่ผมออกความคิดเห็น แต่ผมสงสารคุณนิชาจริงๆ”
ธีมะพยักหน้าเนิบๆ ไม่ได้กรุ่นโกรธที่ลูกน้องเสนอความคิดเห็น ตอนนี้รู้สึกประหลาดในใจมากขึ้นทุกขณะ บอกไม่ถูกว่าเป็นเช่นไร จู่ๆ อัตราการเต้นของหัวใจก็ถี่รัว เมื่อคิดว่า ต่อไปนี้จะจากลากับหญิงสาวจริงๆ คงไม่มีแล้วรอยยิ้มบางๆ ยามได้พบหน้า
ระยะเวลาสองปีที่อยู่กันมา แม้เรื่องราวให้จดจำไม่ได้ล้นจนทะลักออกนอกใจ แต่ก็ยังรู้สึกโหวงเหวง เปล่าว่างชอบกล
“กิตติ” เสียงเข้มดังขึ้นเรียกลูกน้องคนสนิท เพราะมั่นใจในสิ่งที่คิดแล้ว
“ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปหานิชาอีก ยังไงฉันฝากนายดูแลนิชาแทนฉันด้วยนะ”
“แต่คุณธีครับ ผมไม่ใช่พ่อ คงดูแลได้ไม่ดีเท่า แล้วความอบอุ่นคงไม่เหมือนที่คุณธีเป็นคนดูแล” กิตติแย้งอีกหน
“ฉันตัดสินใจแล้วกิตติ ทำตามที่ฉันบอกเถอะ”
กิตติถึงกับทำสีหน้าลำบากใจ หนักใจเป็นที่สุด แต่คงไม่อาจขัดต่อคำสั่งของเจ้านายได้ จึงพยักหน้าเนิบๆ ก้มหน้าทำตามคำสั่ง แต่เชื่อว่า สักวันหนึ่งคนเป็นนายต้องเสียใจที่พลาดโอกาสงามนี้ไป
ธีมะเหยียดร่างเต็มความสูงขึ้นเมื่อลูกน้องล่าถอยออกจากห้อง เดินไปพิงตัวกับกระจกสีขาวใสแล้วมองออกไปยังท้องนภาซึ่งกว้างสุดลูกหูลูกตา แต่ก็สะดุดกับตึกรามบ้านช่อง ที่นับวันจะสูงลิบลิ่วขึ้นทุกที จนวิสัยทัศน์ย่ำแย่ลง ไหนจะฝุ่นละออง อากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษ
ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจถึงหนักอึ้งราวแบกเอาท่อนเหล็กกล้าไว้บนบ่า หนักยิ่งกว่าตอนขบคิด ทั้งที่สมควรหมดห่วง คราบน้ำตาเปรอะเปื้อนหน้าก็วนเวียนหลอกหลอน จนไม่มีสมาธิ เลยพึมพำเรียกร้องและทวงถามจากคนไร้ลมหายใจ
“ธีไม่รู้จะทำอย่างไรดีฝน นิชารักธี แต่ธีรักเพียงแค่ฝน”
วิญญาณที่ล่องลอยส่ายหน้าไปมา เศร้ากับคำว่ารักที่ได้ยิน เนื่องจากรักนี้เป็นเพียงแค่การจมปลักอยู่กับอดีต ในยามใดที่ชายหนุ่มยอมทิ้งอดีต เปิดใจยอมรับและอยู่กับปัจจุบัน เขาจะได้พบกับความรักที่งดงามซึ่งเบิกบานมาเนิ่นนาน
“ทำไมเราต้องจากกันด้วยนะฝน เพราะธีใช่ไหม” ธีมะยังเฝ้าโทษตัวเองเรื่อยมาสำหรับการจากไปของหญิงสาว หากวันนั้นเขาไม่ผิดนัด อุบัติเหตุคงไม่เกิดขึ้น
ฝนทิพย์ส่ายหน้าอีกหน เสียงร้องบอกของตนไม่มีผลต่อการได้ยินของอีกฝ่าย เพราะอยู่กันคนละโลกคนละภพ แม้จะตะเบ็ง ตะโกนหรือกรีดร้องเพื่อปฏิเสธก็ไร้ประโยชน์ ทำได้เพียงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่คนเบื้องบนกำหนดไว้
