บทที่ 21 เก่า Vs ใหม่ (04)

“เดี๋ยวฉันไปส่งเธอเอง ร้องไห้แบบนี้ ขืนให้ขับรถ เดี๋ยวได้เกิดอุบัติเหตุ”

             “แต่นิชาเอารถมา”

             “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันให้กิตติมาจัดการให้” สิ้นคำ ชายหนุ่มก็ประคองร่างน้อยอ่อนแอมุ่งตรงไปยังรถของตนเอง ซึ่งจอดอยู่ไม่ไกล ส่วนนาฏนิชาก็เงียบกริบ ไม่เอื้อนเอ่ย ขึ้นรถมาได้ก็เมินหน้าหนี มองออกไปนอกกระจก ส่วนธีมะก็นิ่งเงียบเช่นกัน

“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”

             เมื่อล้อรถสีดำจอดสนิท เรียวปากอวบอิ่มจึงหันมาบอกเพื่อขอบคุณ ก่อนผลักประตูให้เปิดออกแล้วก้าวเท้าลงจากรถ แต่กลับทำดั่งใจคิดไม่ได้ เนื่องด้วยมือหนาดึงรั้งเอาไว้

             คนดึงรั้งไม่ยอมเอ่ยในสิ่งที่ต้องการ มีเพียงท่าทางอึกอักกับสีหน้าคล้ายคนตรองไม่ตกเท่านั้น เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาในใจ สุดท้ายแล้วก็เลือกจะปล่อยไป ไม่เอ่ยถามในความห่วงใยที่ประท้วงให้ก้อนเนื้อด้านซ้ายเต้นตึกตัก

             นาฏนิชาจึงเดินออกห่างจากตัวรถ ไม่ทำแม้หันหลังกลับไปมองให้ใจเจ็บ แค่นี้ก็แทบทุรนทุรายแล้ว ทว่าก็มีสิ่งหนึ่งทำให้เท้าต้องชะงัก เกิดอาการเซหน้าเซหลัง จู่ๆ ก็หน้ามืดขึ้นมาเสียดื้อๆ แถมหนักเอาการเสียด้วย

             เมื่อรู้ว่า ตนเองคงประคองร่างไม่ไหว จึงเอ่ยปากร้องขอความช่วยเหลือ ทว่ากลับสัมผัสกับฝ่ามือสากซึ่งเข้ามาประคอง

             “หน้ามืดหรือนิชา”

             “คะ…คุณธี” ตกใจไม่น้อย ไม่คิดว่าคนที่มาช่วยตนเองจะเป็นธีมะ สามีที่สร้างความเจ็บเหลือคณาให้แก่ตนเอง

             ชายหนุ่มไม่โต้กลับ เลือกจะรวบร่างท้วมขึ้นสู่อ้อมกอดแล้วเดินมุ่งตรงไปยังห้องทำงานของภรรยา แม้สีหน้าเรียบเฉย หัวใจนั้นกลับต่างกัน บอกไม่ได้หรอกว่า ใช่ความห่วงใยหรือเปล่า เพราะเริ่มสับสน

             “จะไม่ไปยุ่งเกี่ยวนาฏนิชาอีก”

              หัวใจต้องสะท้านเมื่อนึกถึงคำนี้ ‘จะปล่อยไปโดยไม่ไยดีได้ยังไง ในเมื่อเจ้าหล่อนต้องการความช่วยเหลือ’ หาคำตอบให้หัวใจไม่ว้าวุ่นมากเกินไป เขามีเหตุผลที่มากพอที่ต้องยื่นมือเข้ามาช่วย

             แต่เพียงแค่ผลักประตูบานกว้างให้เปิดออก นัยน์ตากระด้างระคนชิงชังก็มุ่งตรงมา โดยธีมะเลือกจะไม่ใส่ใจ รีบอุ้มนาฏนิชาไปวางลงยังโซฟา

“สวัสดีครับคุณแม่” แต่ก็ไม่ลืมยกมือไหว้แม่ยายของตนเอง

             “ฉันว่า เปลี่ยนคำเรียกเสียดีกว่านะธีมะ อีกหน่อยเราคงต้องกลายเป็นคนไม่รู้จัก เรียกคุณหญิงเอื้องคำท่าจะเหมาะกว่า”

             คราวนี้หมัดหนักถูกซัดเข้าหน้าของชายหนุ่มแบบเต็มๆ เข้าใจความรู้สึกแล้วว่าหญิงสาวเจ็บเพียงใดยามได้ฟังคำพูดจากมารดาของตน ทำเอายิ้มไม่ออกกันเลยทีเดียว

             “คุณแม่” คนเป็นลูกครางเสียงหลง ไม่คิดว่ามารดาจะพูดเช่นนี้

             “หล่อนหุบปากไปเลยนิชา หล่อนน่ะตัวดีนัก รักผัวจนตัวเองจะตายยังไม่ปริปากบอก น่าเวทนาจริงๆ” หล่อนหันมาแขวะใส่ลูกสาวนอกไส้ ก่อนตวัดตาค้อนธีมะ

             คนที่ได้ฟังเกิดความสงสัยในทันใด บวกกับเห็นอาการหน้าซีดราวไก่ต้มของภรรยาจึงต้องเอ่ยถาม

“คุณแม่หมายความว่าอย่างไรครับ”

             “เฮอะ!” หล่อนทำเพียงเค้นเสียงออกจากลำคอ น้ำท่วมปากพูดไม่ได้ เพราะถ้าพูดอีกฝ่ายต้องรู้แน่ว่า ที่ผ่านมาโดนหลอกมาโดยตลอด ในเมื่อลูกนอกไส้ของหล่อนมีโรคประจำตัว นั่นคือ โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งไม่ดีต่อการตั้งครรภ์สักเท่าไหร่ โดยสั่งให้นาฏนิชาปกปิดเรื่องนี้ ขืนบอก อีกฝ่ายอาจขอหย่า แล้วหล่อนจะพลอยลำบากไปด้วย

             “ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณธี” เมื่อชายหนุ่มหันมาจับจ้องจึงฉีกยิ้มแล้วโป้ปดไปคำโต

             “ถ้าอย่างนั้นผมต้องขอตัวกลับก่อนนะครับคุณหญิง ฉันไปก่อนนะนิชา” เขาร่ำลาสองแม่ลูกเสร็จสรรพก็สาวเท้าออกไปในทันที ทิ้งให้นาฏนิชาต้องเผชิญกับถ้อยคำหยาบกระด้างเพียงคนเดียว แถมลำตัวนวลขาวยังเป็นรอยจ้ำจากการหยิก

             นึกขัดใจในท่าทีแสนยโสของลูกเขย เลยพาลมากรุ่นโกรธลูกนอกไส้ที่โง่เขลา ทั้งตบทั้งตี โดยอีกฝ่ายทำได้เพียงแค่ปัดป้องเท่านั้น ก่อนต้องชะงักมือ หลงลืมไปว่า เนื้อนวลเนียนยังสร้างราคาค่างวดให้แก่ตนเองได้ แม้ไม่มากแต่ก็พอแก้ขัดไปได้บ้าง

             “นี่แกท้องกี่เดือนแล้ว” หล่อนผ่อนลมหายใจหลังจากออกแรงไปมาก

             “สะ…สามเดือนแล้วค่ะคุณแม่” นัยน์ตาฉายแววหวาดหวั่น ยามเห็นยิ้มมาดร้าย

             “งั้นก็อีกหกเดือนสินะกว่าแกจะคลอด” คุณหญิงเอื้องคำกะประมาณแล้วปรายตามองลูกนอกไส้ ก่อนเดินวนรอบตัว

“รูปร่างของแกก็ออกจะท้วม ดูมีน้ำมีนวลขึ้น ส่วนไอ้หน้าท้องก็ยังไม่ได้นูนจนน่าเกลียด คงไม่เป็นไร งั้นพรุ่งนี้สักประมาณทุ่มหนึ่ง แกแต่งตัวสวยไว้ รอฉันมารับละกัน”

             “คุณแม่จะพาหนูไปไหนหรือคะ” หญิงสาวถามด้วยความสงสัย ยิ่งมองผ่านนัยน์ตาสีดำยิ่งหวั่นใจ รู้สึกเหมือนมารดากำลังทำอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องดี

             “อย่ามาถามมากเรื่อง ถามโน่นถามนี่ เอาเป็นว่า ทำตามที่ฉันบอกก็พอ” หล่อนตวัดสายตามองอย่างมุ่งร้าย หน้าตูมตึงใส่ ก่อนสะบัดก้นจากไปเมื่อได้บอกในสิ่งที่ตนเองต้องการ ในเมื่อบ่อน้ำที่ใช้สอยอยู่กำลังแห้งขอด จึงต้องหาน้ำที่พอหล่อเลี้ยงชีวิต

             นาฏนิชาต้องยกขึ้นมากุมขมับ รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาเสียดื้อๆ เพราะปัญหาต่างรุมเร้า โดยเฉพาะปัญหาหัวใจที่ไม่มีทางออก มีแต่ทางเลือกเดียว นั่นคือเจ็บซ้ำเจ็บซาก เจ็บจนแทบอยากหยุดหายใจ เสียงผ่อนลมหายใจก็ดังขึ้นเมื่อรู้สึกอึดอัดเมื่อคิดถึงอ้อมกอดอบอุ่น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป