บทที่ 22 เก่า Vs ใหม่ (05)
เฮ้อออ
“เจ็บแล้วไม่จำจริงๆ นะเรา”
หญิงสาวได้แต่ตำหนิตนเอง ทั้งที่พยายามบอกตัวเองให้เข้มแข็ง แต่ไม่เคยทำได้เลยสักครั้ง แต่จะโทษใครได้เล่า ในเมื่อเป็นคนตัดสินใจเลือกทางนี้ และรู้มาตั้งแต่ต้นว่า ต้องเจ็บ
ชุดเดรสสั้นสีดำผ้าลูกไม้ถูกหยิบจับมาสวมใส่อีกหน นานมากแล้วที่ไม่ได้สวมใส่มัน เนื่องจากยุ่งแต่กับงานเลยไม่มีเวลาออกไปไหน หน้าเรียวตบแป้งพอเป็นพิธี ปากหยักทาทับด้วยลิปสติกสีอ่อนที่เข้ากับเรือนผมสีดำขลับได้ดีเยี่ยม
พอเข็มสั้นบนหน้าปัดนาฬิกาเข้าใกล้เลขเจ็ด ร่างมีน้ำมีนวลจึงย้ายร่างมาเฝ้ารอมารดาในห้องรับแขก และยี่สิบนาทีต่อมา คุณหญิงเอื้องคำก็เดินทางมาถึงพร้อมกับกฤต ผู้เป็นสามี โดยสาวเจ้าอดนึกสงสัยไม่ได้ว่า มารดาจะพาตนเองไปไหน
รถเบนซ์สีดำเงาถูกเคลือบเงาจนเอี่ยมอ่อง อย่างไรก็ต้องดูดีให้สมฐานะ แม้ภายในจะเริ่มกลวงโบ๋ โดยมีลุงชัย หนุ่มวัยเจียนจะหกสิบปีเป็นสารถีขับรถ ซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่ของตระกูล
ทันทีที่มาถึงจุดหมายปลายทาง สีหน้าของสองพ่อลูกต้องขมวดมุ่น เมื่อเบื้องหน้าคือร้านอาหารอิตาลีสุดหรู เรื่องราคาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงหลักพันหลักหมื่น
“ตกลงว่าคุณพาผมกับลูกมาพบใครคุณหญิง” จังหวะที่ภรรยาจะย่างก้าวเข้าไป กฤตได้จับข้อศอกให้อีกฝ่ายหยุดลงแล้วถามอย่างต้องการคำตอบ
“เดี๋ยวคุณเข้าไปก็รู้เองแหละ นิชาเดินเร็วๆ หน่อย นี่เรามาสายไปห้านาทีแล้ว” หล่อนตอบแก่สามีพลางหันไปเร่งเร้าลูกสาว
“ค่ะคุณแม่”
จากนั้นสองพ่อลูกก็เดินตามคนเดินนำหน้าไป เพียงเดินเข้าร้านมาไม่นาน ก็พบกับชายร่างท้วม ซึ่งถูกท่าจะสูงไม่เกินร้อยหกสิบเซนติเมตร ยกมือขึ้นโบกเรียกให้ทั้งสามเดินเข้าไปหา คุณหญิงเอื้องคำก็ยกมือขึ้นไหว้ด้วยสายตาระริกระรี้
“สวัสดีค่ะเสี่ยกำธร”
“สวัสดีคุณหญิงเอื้องคำ คุณกฤต”
“สวัสดีครับเสี่ย” ยิ้มที่กฤตส่งออกไปเป็นยิ้มที่ฝืนสุดตัว เริ่มนึกฉงนในท่าทีของภรรยา ไหนจะแววตาที่อีกฝ่ายมองมายังลูกสาว สีหน้าจึงเริ่มตึงเครียด คุกรุ่นด้วยความไม่พอใจ ต่างจากคนเป็นภรรยาอย่างสิ้นเชิง
“เชิญนั่งครับ เชิญครับ” แล้วเสี่ยกำธรก็เชื้อเชิญให้ทั้งสามนั่งลง
“ไปนั่งข้างเสี่ยสิยัยนิชา เร็วเข้า” หล่อนเห็นอาการอิดออดจึงต้องย้ำซ้ำอีกหนด้วยสายตาดุดัน เพียงไม่นานนาฏนิชาก็เดินเข้าไปนั่งข้างชายร่างท้วมนามว่า กำธร
ร่างน้อยเกร็งแทบทั้งตัวยามเห็นสายตามองสำรวจ จ้องมองอย่างจาบจ้วงแสนหยาบคาย และแทะโลมอย่างเปิดเผย แต่ไม่อาจลุกหนีไปได้ เนื่องด้วยเป็นคำสั่งของมารดา เลยได้แต่ฝืนกัดฟันทน แถมยังต้องพยายามปัดมือสากทิ้ง ยามแปะมือเข้ามาใกล้
“ถูกใจไหมคะเสี่ย” เสียงระรื่นดังขึ้นพร้อมปรายตามองนาฏนิชา แล้วหัวเราะคิกคัก
“ถูกใจมากครับคุณหญิง แต่เสียดายที่ต้องรอไปอีกหกเดือนกว่าจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกันกับคุณหญิง” เสี่ยกำธรนึกขัดใจ รูปร่างหน้าตาของนาฏนิชา เป็นที่ถูกอกถูกใจตนเองเป็นอย่างมาก แทบรอเวลาให้ผ่านไปอีกหกเดือนไม่ไหว
“ถ้าถูกใจแบบนี้ เสี่ยต้องกระเป๋าหนักหน่อยนะคะ” รอยยิ้มกว้างโชว์ฟันผุดขึ้นไม่รู้กี่รอบ ต่างจากกฤตและนาฏนิชาซึ่งพอจะคาดเดาได้ในสิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกัน สีหน้าของหญิงสาวจึงซีดเผือด ย่ำแย่และรู้สึกปวดหนึบราวโดนไม้หน้าสามตีแสกหน้า
ก่อนที่กฤตนั้นจะเหยียดตัวขึ้นเต็มความสูงแล้วกระชากต้นแขนของภรรยาออกจากโต๊ะ เพื่อมาคุยกันให้รู้เรื่อง ปล่อยให้ลูกสาวนั่งตัวสั่นเทิ้มอยู่กับเสี่ยกำธร โดยไม่รู้เลยว่านั่นเป็นการเปิดโอกาสให้ชายร่างท้วมหยามเหยียดศักดิ์ศรีของลูกสาว
“จะไปไหนจ๊ะหนู อยู่คุยกับเสี่ยก่อนสิ” เมื่อเห็นว่าสาวเจ้าทำท่าจะลุกตามบิดาและมารดาไป จึงดึงข้อมือแล้วรั้งไม่ยอมให้เดินออกห่างจากโต๊ะ
“ให้คุณพ่อกับคุณแม่เขาไปตกลงธุระกันให้เสร็จเถอะ ฉันอยากจะทำความรู้จักกับหนูไว้ก่อน”
“ทำไมเราต้องทำความรู้จักกันด้วยคะเสี่ย” เธอแกล้งโง่แล้วถามด้วยเสียงสั่นๆ ซึ่งไม่สามารถบังคับให้นิ่งเรียบได้ ภายในใจร้าวระบมเกินครึ่งดวง เจ็บจนไร้แรงหยัดยืน ได้แต่ภาวนาขอให้สิ่งที่ตนเองคิดเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด มารดาไม่ได้กำลังขายหล่อน มันต้องไม่ใช่
“อ้าว นี่คุณหญิงเอื้องคำยังไม่บอกหนูอีกหรือจ๊ะ ว่าหลังจากหนูคลอดจะยกหนูให้เป็นเมียเสี่ย หรือจะเรียกว่า แม่ของหนูขายหนูให้กับเสี่ย”
คำเฉลยเล่นเอาเลือดไหลซู่ในหัวใจจนสมองและร่างกายชาหนึบ น้ำตารื้นขึ้นมาคลอหน่วยตาทันใด เจ็บแปลบราวมีกระแสไฟแล่นเข้ามา จนแทบช็อก ก่อนสะบัดมือสากที่เริ่มขยับรุกคืบลวนลาม พร้อมถอยหนีออกห่างทีละก้าวราวคนสติแตก
“จะไปไหนล่ะหนู มาคุยกับฉันก่อนสิ หนูนิชา” เสี่ยมากตัณหาลุกพรวดขึ้นพยายามดึงมือคนถอยห่าง แต่ไม่ทัน เนื่องจากหญิงสาวหมุนตัวแล้ววิ่งหนีหายไปด้วยความเร็วไว
นาฏนิชาวิ่งหนีด้วยสติที่กระเจิดกระเจิงเข้ามาในห้องน้ำ ไหล่บางโยกขึ้นลง แล้วปล่อยเสียงร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น มือไม้สั่นระริก หล่อนทนอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ไหวแล้วจึงควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าแล้วต่อสายหาใครบางคน
