บทที่ 8 สามีไร้ใจ
ขณะที่อยู่บนรถ นาฏนิชาก็ยิ้มไม่หุบ หัวใจกระชุ่มกระชวยขึ้นเป็นกอง จากแห้งเหี่ยวมาแรมเดือน แม้สาวเท้าเข้ามาในห้องนอนแล้ว สีหน้าเปื้อนยิ้มก็ยังคงอยู่
ส่วนในด้านธีมะที่คลื่นเหียนอาเจียนอยู่บนเตียง ชายหนุ่มต้องรีบแจ้นกลับมายังบ้าน ไม่อาจฝืนทำงานได้อีกต่อไป ซีกหนึ่งของหัวใจเต้นระรัวยามได้ฟังคำคาดเดาของคนสนิทว่าตนเองอาจจะกำลังแพ้ท้องแทนนาฏนิชา แต่อีกซีกกลับเต้นช้าลง เกิดอาการต่อต้าน เสียงปฏิเสธดังก้องหัวใจ เขาว่ากันว่า คนรักภรรยามากถึงแพ้ท้องแทน แต่เหตุใดกันเล่า ตนเองซึ่งไร้ใจต่อนาฏนิชากลับมีปฏิกิริยาแพ้ท้องแทนรุนแรงถึงเพียงนี้
“ไม่จริง เราไม่ได้รักนิชา” เสียงตอบให้ตนเองมั่นใจไม่มีความหนักแน่นหลงเหลืออยู่เลย ภายในใจก็โหวงเหวงอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะหันไปมองรูปด้วยสายตารักใคร่ เพียงชั่วครู่สายลมเอื่อยๆ ก็พัดกระทบร่างให้เย็นยะเยือก รับรู้การมาของใครบางคน
ธีมะฉีกยิ้มรับอย่างดีใจ เขายังยึดติดและผูกพันอยู่เสมอ ไม่เคยเลยสักครั้งที่คิดจะทิ้งความรู้สึกไว้เป็นเพียงอดีต โดยหารู้ไม่ว่า คนซึ่งยังวนเวียนอยู่นั้นทุกข์ร้อนราวมีไฟแผดเผากาย อยากจะให้คนรักละทิ้งความทรงจำทั้งหมดแล้วเริ่มต้นใหม่
“ธีคิดถึงฝนจัง” ชายหนุ่มบอกผ่านสายลม ซึ่งยิ่งทำให้ความเย็นปะทะกายมากขึ้น ทำเอาขนแขนลุกซู่
“ฝน…ฝน” เขาเรียกเสียงดังสนั่น เหมือนต้องการให้สายลมเย็นๆ อยู่กับตนเองให้นานกว่านี้ อีกหนึ่งสาเหตุที่ธีมะไปหานาฏนิชานับครั้งได้ เนื่องจากคนรักไม่เคยมาให้สัมผัสเลย หากเขาอยู่กับผู้หญิงอีกคน
เสียงระบายลมหายใจดังขึ้นเมื่ออีกฝ่ายไม่กลับมา สีหน้าจึงเคร่งเครียดตูมตึง ก่อนกลับมามีอาการวิงเวียนอีกหน จนเท้าต้องกระโจนจ้วงเข้าไปกระชากประตูห้องน้ำแล้วโก่งคออาเจียน กว่าจะพยุงร่างอ่อนเปลี้ยออกมาได้ก็เกือบหนึ่งชั่วโมง มาทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง
ตอนที่ 3 สามีไร้ใจ
กริ๊งงง!
โทรศัพท์แผดเสียงร้องดัง คนพริ้มตาลงนอนต้องปรือตางัวเงียขึ้นมา พลันใช้มือกดสวิตช์ไฟหัวเตียง จึงได้เห็นว่า เวลาล่วงเลยมาเกือบเที่ยงคืน คิ้วจึงเลิกสูง ใครกันนะ โทรมาในเวลานี้ ก่อนความสงสัยจะปรากฏในแววตามากกว่าเดิม
“ค่ะคุณแม่” ปลายสายคือคุณหญิงวิมาน มารดาของสามี
“ได้สิคะ แล้วหนูจะรีบไปนะคะ” ถึงกับกุลีกุจอลุกพรวดขึ้นยามได้ฟังปลายสายพูดว่า ธีมะไม่สบายหนัก คุณหญิงวิมานจึงอยากจะให้ตนเองไปดูแล
หลังจากแต่งกายในชุดที่เหมาะสม นาฏนิชาก็รีบขับรถเบนซ์สีดำเงามุ่งตรงไปยังบ้านของชายหนุ่ม ซึ่งน้อยครั้งที่ฝ่ายหญิงจะมีโอกาสเหยียบเท้าไปที่นั่น เพราะอีกฝ่ายสั่งห้าม ใช้เวลาประมาณสี่สิบนาที มือนุ่มก็หักพวงมาลัยรถเข้าสู่รั้วบ้านหลังโต
บ้านสีขาวใหญ่โตโอ่อ่า เพียบพร้อมด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก รถยี่ห้อดังจอดเรียงรายอยู่สามคัน ก่อนละความสนใจมายังคนซึ่งยืนกระวนกระวายรอตนเองอยู่
“รีบขึ้นไปดูตาธีมะเร็วเข้านิชา ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ตัวร้อนและอาเจียนไม่หยุด ฉันจะพาไปหาหมอก็ไม่ยอม” คุณหญิงวิมานสั่งกึ่งบังคับ สีหน้าซีดเซียวเนื่องด้วยห่วงใยลูกชาย
ส่วนในด้านของหญิงสาวก็รีบสืบเท้าไปยังห้องของสามี ซึ่งก้อนเนื้อด้านซ้ายต้องเต้นระทึกขึ้นมา เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่จะได้เหยียบย่างเข้าไปในห้องที่ชายหนุ่มหวงแหน แต่เพียงชั่วพริบตาความรู้สึกตื่นเต้นก็จางหาย กลับมีความเจ็บลึกมาแทนที่
ภายในห้องนอนกว้างเต็มไปด้วยรูปของคนตายจาก จนน้ำตาปริ่มล้นคลอหน่วยตา หยุดชะงักตัวทันที แต่เสียงคุณหญิงวิมานไล่หลังมาทำให้สาวเจ้าจำใจต้องกล้ำกลืนฝืนทนเดินเข้าไปในห้องที่สร้างน้ำตาแก่ตนเอง
นาฏนิชาทั้งเช็ดตัวทั้งป้อนยาแก่คนป่วย ซุกซ่อนความเจ็บไม่ให้ใครได้รับรู้ ส่วนคุณหญิงวิมานก็ย้ายร่างกลับไปยังห้องนอน คงหมดห่วงเพราะบุตรชายมีคนดูแล พร้อมเก็บงำเรื่องบางอย่างไว้ในใจ พรุ่งนี้ค่อยเอ่ยบอกแก่นาฏนิชาให้เตรียมใจ
“ฮึก…ฮึก”
เสียงสะอึกสะอื้นดังแว่ว ซุกตัวลงนอนยังพื้นเบื้องล่าง ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้าขึ้นไปนอนเคียงข้าง เกรงกลัวว่า หากอีกฝ่ายตื่นขึ้นมาจะไม่พอใจ เนื่องจากห้องนี้ไม่ใช่ของตนเอง ไม่มีสิทธิ์มาคิดหรือตัดสินใจอะไร คนมีสิทธิ์คงไม่พ้นผู้หญิงในรูป
ปากจืดชืดไร้การแต่งแต้มเริ่มสั่นระริก พยายามกัดเม้มเรียวปาก เกรงว่าเสียงสะอื้นจะปลุกคนป่วยให้ตื่นขึ้น พลันงอลำตัว ใช้สองมือโอบรัดเพื่อกอดตนเองและลูกในท้อง น้ำตาเปียกชุ่มบนแก้มนวล กว่าจะข่มตา ข่มความรู้สึกเจ็บแปลบที่พรั่งพรูออกมาได้ก็ร่วมสามชั่วโมง แล้วเปลือกตาบางจึงค่อยๆ ปิดลงเพราะความอ่อนเพลีย
“บัดซบ!”
เขาชักเท้ากลับแทบไม่ทัน หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่พื้น ยามงัวเงียตื่นขึ้นเนื่องด้วยแสงแดดแยงตา แต่ขณะก้าวเท้าจะลงจากเตียงกลับพบร่างน้อยนอนขดตัวอยู่บนพื้น ไม่อยากจะคิดเลยว่า หากตนเองชักเท้ากลับไม่ทันแล้วเหยียบเข้าที่ลำตัวของอีกฝ่ายจะเป็นเช่นไร
คนอ่อนเพลียยังหลับสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอได้เพียงไม่นาน ก่อนรับรู้ถึงแรงเขย่าค่อนข้างรุนแรงบริเวณหัวไหล่
“มาทำอะไรที่นี่นิชา” เพียงแค่เห็นอีกฝ่ายปรือตาขึ้นก็โพล่งคำพูดออกไปอย่างหงุดหงิด
“คะ…คุณธี” เธอลุกพรวดขึ้น ดวงตาเบิกกว้าง รู้สึกดีใจไม่น้อยที่อีกฝ่ายฟื้นจากอาการป่วย
“ฉันถาม ช่วยตอบคำถามด้วย” ชายหนุ่มเริ่มหัวเสีย
“นิชามาดูแลคุณธีค่ะ คุณแม่โทรบอกว่าคุณป่วย”
