บทที่ 9 สามีไร้ใจ (02)
“อย่างนั้นหรือ…” เขาครางในลำคอเมื่อรับรู้ถึงสาเหตุที่หญิงสาวมานอนอยู่ในห้องนี้
“งั้นก็กลับไปได้แล้ว ฉันหายดีแล้ว” ชายหนุ่มออกปากไล่ทันที
ใบหน้านวลชาหนึบ นัยน์ตาฉายแววเจ็บปวดร้าวราน แม้รับรู้อยู่เต็มอกว่า ธีมะไม่เคยแยแสตนเอง แต่ไม่คิดว่า จะไร้ใจเช่นนี้ ไม่มีแม้สักนิดที่จะปรายตามอง หรือไถ่ถาม ไม่เคยเลยจริงๆ ก่อนต้องฝืนตัวขยับเท้าก้าวออกไป
“เดี๋ยวก่อนนิชา ทีหลังอย่ามาที่นี่อีก ไม่ว่าคุณแม่จะโทรตามให้มาก็ตามที” ฝ่ายชายออกอาการหงุดหงิด ตั้งแต่ที่พบว่าภรรยามานอนกองอยู่บนพื้น และหงุดหงิดหนักกว่าเดิมยามเห็นอาการเสียใจ
คนชอกช้ำยืนนิ่งน้ำตารินไหล เจ็บแปลบปลาบลึกล้ำสุดหัวใจ จนยากจะบรรยาย สองมือลูบลงที่ท้องอย่างเหนื่อยล้า ก่อนปล่อยโฮออกมาอย่างไม่ปิดบัง พลันขยับเท้าถอยหนีชายหนุ่มซึ่งก้าวมาหวังโอบกอด
“ทนอีกหน่อยละกันนิชา อีกหน่อยเรื่องของเราก็จะจบลงแล้ว ฉันอยากจะให้เธอจำไว้นะว่า ห้ามรัก เพราะหัวใจของฉันรักได้เพียงคนเดียวเท่านั้น นั่นคือฝน” คำพูดราวเข็มทิ่มแทงให้ใจดวงน้อยพรุนเป็นรู
“ค่ะ…นิชาจะจำให้ขึ้นใจ”
“อื้ม” เขาต้องเบือนหน้าหนี ไม่อาจทนดูน้ำตาเม็ดโตรินไหล แล้วออกปากไล่อีกหน
“ไปเถอะนิชา ฉันหายดีแล้ว”
ด้านคนชอกช้ำคงไม่ทนให้อีกฝ่ายไล่เป็นหนที่สาม รีบเช็ดน้ำตาออกอย่างลวกๆ แล้วสาวเท้าออกจากห้องแสนรักของชายหนุ่ม ไม่รู้เลยว่า เพียงแค่ก้าวแรกที่แตะพื้นชั้นล่าง ความเสียใจจะถาโถมหนักกว่าเดิมเป็นร้อยเท่าพันเท่า
“เดี๋ยวก่อนนิชา ตามมาคุยกับฉันในห้องรับแขกหน่อยสิ” คุณหญิงวิมานปรายตามองลูกสะใภ้เล็กน้อย แต่อีกไม่นานคงได้ลดระดับเป็นแค่อดีตลูกสะใภ้ ก่อนเดินนำหน้าไปสู่ห้องรับแขก
หญิงสาวเดินตามไปด้วยความหวั่นใจ รับรู้ถึงอาการเปลี่ยนไปของแม่สามีได้เป็นอย่างดี จนใจสั่นระรัว
“นั่งสิ”
“ค่ะคุณแม่”
“ฉันมีเรื่องอยากจะให้เธอเตรียมใจไว้ก่อน” ไม่พูดพร่ำทำเพลง คุณหญิงวิมานรีบตรงเข้าประเด็นหลักในทันใด
“ฉันอยากจะบอกเธอไว้ว่า…ธีมะกำลังจะแต่งงานใหม่”
หัวใจแทบหยุดเต้น ลมหายใจสะดุดกึก นัยน์ตาเบิกกว้างทันที คิดไปว่าตนเองคงหูฝาด แต่อีกฝ่ายก็พูดอีกหน จึงเป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดี เรียวปากจึงสั่นระริก กำเกร็งหมัดเพื่อสกัดกั้นความทุกข์ระทมไม่ให้ไหลทะลัก
“อีกไม่นาน ฉันจะพาหนูคีรีนุชมาพบกับเธอ อะไรที่ธีมะชอบก็ช่วยบอกหนูนุชด้วยละกัน หน้าที่ของเธอกำลังจะหมดลงแล้วนิชา ในเมื่อเธอทำให้ตาธีหลุดออกมาจากความทุกข์ไม่ได้ ฉันก็ต้องหาคนอื่นมาแทนที่ เธอคงเข้าใจ”
สาวเจ้าพยักหน้าเนิบๆ ทั้งที่หัวใจปฏิเสธอย่างรุนแรง คาดได้ว่าเรื่องซึ่งตนเองตั้งครรภ์ ฝ่ายชายคงยังไม่ได้เอ่ยบอกแก่มารดา คำพูดแต่ละคำของคุณหญิงวิมานทำให้คนฟังอยากจะวิ่งหนีหายไปเสียจริง หล่อนพยายามบอกตนเองว่า เข้าใจดีและยอมรับในข้อตกลงมาโดยตลอด แต่พอเอาเข้าจริงกลับยากจะทำใจ
นาฏนิชาถึงกับน้ำตาคลอ ลูบหน้าท้องของตนเองเบาๆ รู้สึกผิดต่อลูกน้อยอย่างบอกไม่ถูก หากใจแข็ง ไม่โอนอ่อนในสิ่งที่ชายหนุ่มเฝ้าปรารถนา ความเจ็บปวดคงเบาบางกว่าที่เป็นอยู่
“งั้นนิชาขอตัวนะคะคุณแม่” คงไม่อาจทนอยู่ต่อ รีบพนมมือขึ้นไหว้แล้วพาหัวใจออกจากสถานการณ์เจ็บช้ำ
คันเร่งรถถูกเหยียบจนมิด สติที่ยังพอมีดับวูบไป ซึ่งเสียงรถดังกระหึ่มสร้างความประหลาดใจให้แก่ธีมะ จนต้องชะโงกหน้าออกมามองนอกหน้าต่างห้อง แล้วหัวใจแทบหยุดเต้น เมื่อพบว่า รถของภรรยาส่ายไปส่ายมาไม่ต่างจากงูเลื้อย
หญิงสาวไม่มีสติเอาเสียเลย ดวงตาพร่ามัวหม่นชัด ปากซีดขาวสั่นระริก ไม่อาจแสร้งเป็นคนเข้มแข็งได้ ในเมื่อความอดทนมาถึงขีดสุด หัวใจเป็นรอยแยกถูกฉีกออกช้าๆ ให้ตายอย่างทรมาน อีกเพียงไม่นานหล่อนก็จะหลุดพ้นจากตำแหน่ง‘ภรรยา’ ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไข
แต่การจากลาให้อีกฝ่ายได้แต่งงานใหม่ ไม่ใช่เหตุผลที่หญิงสาวเตรียมใจไว้รับยอม เพียงรู้ว่า อีกไม่นานจะมีคนมาแทนที่ ก็ร้าวระบมบาดลึกไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ แต่คนต่ำต้อยเช่นหล่อนจะไปทำอะไรได้ นอกจากก้มหน้ายอมรับต่อโชคชะตา
“ฮึก…ฮึก”
เสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นยังดังแว่ว ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ ซึ่งแล่นสะเปะสะปะไปมา เพิ่มความกังวลแก่คนซึ่งขับรถตามมาด้วยความห่วงใย
“เธอเป็นอะไรนิชา” เขาเอ่ยพึมพำเสียงทุ้มต่ำ มือหนึ่งบังคับพวงมาลัย อีกมือคว้าโทรศัพท์ของตนเองที่ทิ้งไว้ในรถมาระรัวลงบนแป้นสี่เหลี่ยม สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงสัญญาณเท่านั้น ทำเอาคนนิ่งสบถด้วยคำหยาบคายหลายครั้ง
ติ๊ด ติ๊ด!
เสียงร่ำไห้กลบการแผดร้องของเจ้าโทรศัพท์รุ่นใหม่ ลมหายใจก็ติดๆ ขัดๆ ราวปอดทำงานหนัก แต่คงน้อยกว่าหัวใจซึ่งชอกช้ำ เรียวปากกัดเม้มจนเลือดไหลซิบๆ สติหลุดลอยหายวับ ยากที่จะมีอะไรมาดึงมันกลับมา แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้หญิงสาวแตะเบรกรถแล้วเลี้ยวเข้าข้างทาง
ภาพเด็กวัยสองหรือสามขวบซึ่งอยู่ในอ้อมกอดมารดา เป็นสิ่งที่คนอ่อนแอเห็นแล้วนึกติเตียนตนเอง หล่อนเผลอไผลไม่มีสติ ทั้งที่ตนเองกำลังอุ้มท้อง ก่อนสองมือจะยกมือปาดน้ำตา กลั้นเสียงสะอื้น
“เจ็บแค่นี้ไม่ตายหรอกนิชา วันข้างหน้าตอนโดนพรากลูกไป หล่อนต้องเจ็บกว่านี้อีกเป็นร้อยเท่าพันเท่า” แต่ละคำที่ถูกกล่าวออกมาล้วนแต่ซ้ำเติมให้ชอกช้ำ
ชั่วพริบตาเสียงกรีดร้องเพื่อระบายออกก็ระงมลั่นรถ พร้อมๆ เสียงครวญคร่ำร่ำไห้ ทั้งที่เตรียมไว้ใจเจ็บ แต่ไม่คิดว่าจะเจ็บถึงเพียงนี้ เจ็บกว่าสองปีที่ผ่านมา และคาดว่า ความเจ็บร้าวลึกจะอยู่กับตนไปนานแสนนาน หรือไม่ก็ตราบจนนิรันดร์
