บทที่ 10 บทที่ 10 ( ฉุกเฉิน )
บทที่ 10 ( ฉุกเฉิน )
กริ๊งง
โทรศัพท์มือถือเครื่องกลางเก่ากลางใหม่ของโชติมนต์ส่งเสียงร้องดังลั่นขึ้นมา หญิงสาวหยิบมันขึ้นมาด้วยหัวใจที่เต้นระรัว แค่เพียงเห็นชื่อคนที่โทรเข้ามามือไม้เธอก็สั่นไปหมด หญิงสาวรีบกดรับสายอย่างทันที ปกติแล้วโทรศัพท์ของเธอจะไม่ค่อยมีใครโทรเข้ามาหาหรอก เธอมีเอาไว้แค่ติดต่อไม่กี่คนจริง ๆ
‘ ครูบัว’
“ ค่ะครูบัว น้องรินเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” โชติมนต์รีบถามออกไปอย่างร้อนใจเธอไม่รอให้อีกฝ่ายพูดอะไรก่อนเสียด้วยซ้ำ หัวใจเธอร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเพราะใจกลัวเหลือเกินว่าครูพี่เลี้ยงจะโทรมาแจ้งข่าวอะไรเกี่ยวกับลูกสาวของเธอ
“ น้องรินหอบมากเลยค่ะครูบัวพาไปโรงพยาบาลแล้วนะ คุณแม่รีบตามมาเลยโรงพยาบาลเดิมที่รักษาน้องรินเลยน่ะค่ะ”
นี่คือสิ่งที่เธอกลัวมาตลอดและมันก็เกิดขึ้นซ้ำ ๆ แต่เธอไม่เคยทำใจให้ชินกับมันได้เลยสักครั้ง ลูกสาวเธอถูกหามส่งโรงพยาบาลอีกแล้วหัวใจคนเป็นแม่เจ็บปวดทุกครั้งที่ได้ยิน
“ได้ค่ะครูบัว เนยจะรีบไปนะคะ” เธอรีบตอบตกลงและวางสายด้วยความรู้สึกเหมือนจะขาดใจตาย แต่เธอยังตายไม่ได้ เธอต้องสู้
“ พี่อ้อยคะ เนยขอลาช่วงบ่ายนะคะ ลูกสาวเนยเข้าโรงพยาบาลน่ะค่ะ” โชติมนต์คว้ากระเป๋าได้ก็รีบเดินไปที่โต๊ะของหัวหน้าแผนกอย่างผกามาศทันที จันทร์วาดมองตามด้วยความเป็นห่วง
“ อีกแล้วเหรอเนยเธอลาบ่อยมากเลยนะไว้ค่อยไปตอนเลิกงานไม่ได้หรือไง ยังไงซะลูกสาวเธอก็อยู่กับหมอแล้วไม่เป็นอะไรหรอกน่า ” โชติมนต์มองหน้าของผกามาศอย่างไม่อยากจะเชื่อหัวใจคนเป็นแม่จะรอได้ขนาดนั้นเชียวหรือนอกจากว่าจะไม่เห็นใจเธอแล้ว ก็เหมือนกับว่าผกามาศจะซ้ำเติมลงไปเสียอีกด้วยซ้ำ
“ จะบ้าเหรอเจ๊อ้อย ลูกเขาเข้าโรงพยาบาล ไม่ได้เข้าสนามเด็กเล่นที่จะไปตอนไหนก็ได้ ไปเลยเนยพี่เป็นพยานให้ว่าเนยลาแล้วและพี่เป็นคนอนุญาตเองถ้ามีอะไรพี่รับผิดชอบเองไปเถอะรีบไป ถึงจะอยู่กับหมอแต่จะให้อุ่นใจเหมือนอยู่กับแม่ก็คงไม่ใช่ ”
นริศราที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หัวหน้าแผนกและเธอยังรั้งตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกอีกด้วย เธอเอ่ยขึ้นมาอย่างทนไม่ไหว คนอะไรใจดำไม่มีความเห็นอกเห็นใจลูกน้องตนเองเลยสักนิด
“ ขอบคุณนะคะพี่ริช งั้นเนยขอตัวก่อนนะคะ”โชติมนต์ยกมือไหว้นริศราด้วยความซึ้งใจและจะรีบเดินออกไป เธอไม่สนใจหรอกว่าผกามาศจะว่าอะไรตามหลังมาหรือไม่ต่อให้คะแนนประเมินเธอจะต่ำเตี่ยเรี่ยดินเธอก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
“ จอย แกให้พี่เชนไปส่งนะ ฉันไปหาน้องรินก่อน ”โชติมนต์ไม่ลืมที่จะหันไปบอกจันทร์วาดก่อนอีกด้วย เพราะรู้ว่าจันทร์ก็ห่วงรินลดาไม่ต่างจากเธอ
“ เออ รีบไปเดี๋ยวเลิกงานฉันจะตามไป ” จันทร์วาดพยักหน้าและบอกให้โชติมนต์รีบไป ไม่ต้องห่วงเธอเดี๋ยวเธอจะตามไปทีหลังโชติมนต์พยักหน้าก่อนจะรีบสาวเท้าออกมาจากห้องทำงานตรงมายังรถยนต์คันเก่า หญิงสาวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็ถึงโรงพยาบาล เพราะความรีบร้อนที่จะมาหาลูกสาวให้เร็วที่สุดโชติมนต์ไม่รู้เลยว่าเหยียบคันเร่งไปเท่าไร รู้ตัวอีกทีก็ถึงโรงพยาบาลซะแล้ว
“ ครูบัวคะ น้องรินอยู่ไหนคะ” หญิงสาวรีบวิ่งมาที่หน้าห้องฉุกเฉินโดยมีครูพี่เลี้ยงยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าห้อง เธอรอให้ผู้ปกครองเด็กหญิงมาก่อนเธอถึงจะกลับโรงเรียน แต่ไม่ใช่เพราะแค่หน้าที่เท่านั้นครูบัวเป็นห่วงเด็กหญิงด้วยความจริงใจอีกด้วย
“ น้องรินอยู่ในห้องฉุกเฉินคุณหมอกำลังรักษาอยู่ค่ะเมื่อสักครู่บัวเข้าไปดูน้องกำลังพ่นยาค่ะตอนที่อยู่โรงเรียนน้องหอบมากค่ะคุณแม่ หอบจนตัวโยนเลย คุณแม่ลองคุยกับคุณหมอดูนะคะบัวแจ้งอาการเบื้องต้นกับคุณหมอไปหมดแล้ว เดี๋ยวบัวต้องขอตัวกลับโรงเรียนก่อนเป็นห่วงเด็ก ๆที่ห้องด้วยค่ะครูกระถินแกมาใหม่เกรงว่าจะเอาไม่อยู่ ยังไงคุณแม่อย่าลืมส่งข่าวน้องรินด้วยนะคะบัวเป็นห่วง คุณแม่สู้ ๆ นะคะ”
ครูบัวบอกไทม์ไลน์ต่าง ๆ ของรินลดาให้กับโชติมนต์ทราบ และเมื่อมารดาของเด็กหญิงมาแล้วครูบัวจึงจำเป็นที่จะต้องกลับโรงเรียนก่อนเพราะเกรงว่าคุณครูคนใหม่จะดูนักเรียนในห้องไม่ไหว
“ ขอบคุณนะคะครูบัว เราสองคนรบกวนครูบัวมากมายจริง ๆ ”โชติมนต์ไม่รู้จะขอบคุณครูสาวอย่างไรถึงจะเพียงพอกับความเอื้อเฟื้อและการเอาใจใส่ดูแลลูกสาวของเธออย่างดีเช่นนี้ รินลดาโชคดีจริง ๆที่มีครูที่แสนดีเช่นนี้
“ อย่าเกรงใจเลยค่ะ บัวก็รักเด็ก ๆ ทุกคนนั่นแหละค่ะบัวขอตัวก่อนนะคะ” ครูสาวบอกจับมือของมารดาเด็กอย่างให้กำลังใจ เธอรักเด็กนักเรียนทุกคนเท่ากัน เพียงแต่ว่าเธอจะเอ็นดูและจับตามองรินลดาเป็นพิเศษ เพราะด้วยว่าเด็กหญิงมีโรคประจำตัวไม่แข็งแรงเช่นเพื่อน ๆในห้องเมื่อครูสาวเดินจากไปแล้วโชติมนต์ก็รีบเดินเข้าไปหาลูกสาวของเธอที่นอนพ่นยาอยู่บนเตียงในห้องฉุกเฉิน รินลดาเห็นมารดาเดินเข้ามาเธอก็ยิ้มออกมา เด็กหญิงไม่มีอาการงอแงเลยถ้าเป็นเด็กคนอื่นอาจจะปีเป่าปี่กันขี้มูกโป่งไปแล้ว
“ จุนแม่ขาจุนแม่ลางานอีกแย้วเหยอคะ” เด็กหญิงรู้ดีว่าที่มารดาของเธอมาก่อนเวลาเลิกงานเช่นนี้เพราะคุณแม่ของเธอลางานมาอย่างไม่ต้องสงสัย
“ ค่ะ ลาแค่ครึ่งวันเอง หนูเป็นอย่างไรบ้างคะน้องริน เหนื่อยไหม ”โชติมนต์เดินไปจูบลงที่กลางศีรษะลูกสาวเธออย่างอ่อนโยน นอกจากจะไม่งอแงแล้วยังมีกะใจมาห่วงเธออีกเสียด้วย
“ไม่แย้วค่ะ น้อนรินซาบายดี จุณแม่นั่งรอนะคะ” รินลดาชี้ไปที่เก้าอี้เก้าว่าง ๆ ให้มารดาเธอไปนั่งรอ
“ ผู้ปกครองของน้องใช่ไหมครับ ”
“ ค่ะ ลูกดิฉันเป็นอย่างไรบ้างคะ”โชติมนต์หันไปยกมือไหว้หมอที่ทำการรักษาลูกเธอและถามอาการอย่างร้อนใจ
“ ในประวัติน้องมีโรคประจำตัวด้วยใช่ไหมครับ วันนี้หมอให้นอนโรงพยาบาลก่อนนะครับ เดี๋ยวคุณแม่รอคุยกับหมอเจ้าของไข้โดยตรงดีกว่าเนอะ ตอนนี้หมอก็รักษาไปตามอาการส่วนเรื่องโรคประจำตัวน้องเดี๋ยวให้คุณหมอเจ้าของไข้มาดูแลต่อนะครับ ”
“ ได้ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าตอบออกไป เมื่อพ่นยาในห้องฉุกเฉินเสร็จ รินลดาก็ถูกส่งตัวขึ้นมานอนพักที่ในห้องผู้ป่วยเด็กยังชั้นบน เพื่อรอคุณหมอเจ้าของไข้มาตรวจตามที่หมอห้องฉุกเฉินได้บอกเอาไว้
