บทที่ 6 ตอนที่ 4 ยอมจำนน
ตอนที่ 4
ยอมจำนน
“แฟน?”
ตุลาขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย สายตาทอดมองสลับใบหน้าของคนทั้งสองตรงหน้า ก่อนจะหันไปจับจ้องน้องชายของตนเองโดยตรง ด้วยสีหน้าและแววตาเหมือนไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“เฮ้ยไอ้สิงห์... ทำไมมึงทำแบบนี้วะ?”
เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงต่ำ สีหน้าฉายความไม่พอใจออกมาอย่างเด่นชัด และดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ดีว่าตนกำลังถูกตำหนิด้วยเรื่องอะไร
“มึงจะแต่งงานกับปานเดือนหน้านี้แล้วนะ!”
บรรยากาศภายในร้านพลันตึงเครียดจนเงียบ หญิงสาวในชุดครุยชะงักไปเล็กน้อย คล้ายเพิ่งตระหนักได้ว่าตนกำลังตกอยู่ท่ามกลางบทสนทนารูปแบบใด ส่วนสิงหายังคงนิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก... รอยยิ้มที่ปราศจากความละอายเกรงกลัวเลยแม้เพียงนิดเดียว
เขาเหลือบสายตาไปมองใบหน้าของปานวาดเพียงแวบเดียว ด้วยแววตาเย็นชาเรียบเฉยจนแทบไร้ซึ่งชีวิต แล้วจึงหันกลับไปสบตากับผู้เป็นพี่ชาย ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับเฉือดเชือนหัวใจของหญิงสาวผู้กำลังจะแต่งงานด้วยจนแหลกสลายออกเป็นชิ้น ๆ
“ก็แค่แต่งงาน... ทำเป็นตื่นเต้นอะไร?”
เพียงแค่นั้น...
เพียงแค่ประโยคนั้นประโยคเดียว... ก็ส่งผลให้บางสิ่งบางอย่างภายในอกของปานวาดพังครืนลงมาทั้งแผ่น ความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นริ้วขึ้นมาทับถม หนักอึ้งเสียจนเธอรู้สึกว่า แม้แต่การสูดลมหายใจก็กลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้กำลังมากเกินไป
‘ก็แค่แต่งงาน’
ถ้อยคำจากปากของคนที่เธอกำลังจะฝากฝังทั้งชีวิตเอาไว้ ชายผู้กำลังจะกลายเป็นเจ้าบ่าวของเธอในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า กลับเอื้อนเอ่ยมันออกมา ราวกับชีวิตคู่และพันธะสัญญาเหล่านั้น ไร้ซึ่งคุณค่าและราคาใด ๆ
ไม่ว่าหญิงสาวคนใดต่างก็ปรารถนาอยากมีงานแต่งงานอันแสนอบอุ่นกับคนที่ตนรัก... แค่เพียงครั้งเดียวในชีวิต แค่เพียงวันเดียวเท่านั้นที่อยากจะรู้สึกว่าตนเองเป็นคนสำคัญ
ทว่าปานวาด... กลับต้องมายืนฟังถ้อยคำใจดำเช่นนี้ จากปากของว่าที่สามีตนเอง
มือเรียวกำแน่นเข้าหากัน พยายามสะกดกั้นเสียงสะอื้น พยายามไม่แสดงออกถึงความอ่อนแอ ทว่าดวงตาคู่สวยกลับเริ่มแดงช้ำเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา
“ไอ้สิงห์! มึงหยุดพูดจาแบบนั้นกับปานได้แล้วนะ!”
เสียงตวาดของพี่ชายดังพอจะทำให้พนักงานในร้านสะดุ้งตัวโยน แม้แต่หญิงสาวที่ยืนเคียงข้างสิงหาก็เริ่มขยับกายอย่างกระอักกระอ่วน ทว่าเจ้าของประโยคต้นเหตุกลับทำเพียงปรายสายตามามองอย่างเมินเฉย
“ทำไมครับ?” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบ “พี่ไม่ใช่คนที่ต้องมานั่งรับกรรมกับเรื่องนี้ พี่ก็พูดได้สิ”
ตุลาชะงักค้าง ทว่าสิงหากลับยังคงไม่หยุด เขาออกก้าวเดินเข้าไปหาอย่างช้า ๆ สบสายตากับผู้เป็นพี่ชายโดยตรง
“ไอ้น้องเวร...”
“หรือว่าพี่อยากจะรับแต่งงานแทนผมล่ะ?” สุ้มเสียงนั้นเย็นเยือกและเสียดแทงลึก “แต่คงจะไม่ใช่สินะ เพราะอนาคตของพี่มันสำคัญเกินกว่าจะยอมมาเสียสละให้กับเรื่องโง่ ๆ แบบนี้”
คำพูดนั้นหนักหน่วงเสียจนอากาศรอบกายคล้ายจะหมดสิ้นลง ไม่เหลือช่องว่างให้สูดหายใจ
ตุลาหน้าเสียลงในทันตา นัยน์ตาคมที่เคยเข้มแข็งมั่นคงเริ่มสั่นระริกเล็กน้อย เขากำหมัดแน่นข้างลำตัว สีหน้าหมองคล้ำราวกับกำลังกลืนเลือดตนเองลงคอ
“พี่ไม่มีสิทธิ์มาต่อว่าผม” สิงหายังคงเอ่ยต่อ น้ำเสียงเริ่มแข็งกระด้างขึ้นเรื่อย ๆ “ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าผมสักเท่าไรหรอก”
“ไอ้สิงห์!!”
เสียงตวาดของตุลาดังก้องเสียจนราวกับจะทำให้ร้านทั้งร้านสั่นสะเทือน หากทว่านั่นเอง กลับส่งผลให้สุ้มเสียงแผ่วเบาจากบริเวณหน้าประตู ดังแทรกขึ้นมา...
“พอเถอะค่ะ...”
น้ำเสียงของปานวาดดังพอจะทำให้สองพี่น้องหยุดชะงักและเงียบเสียงลงในทันที ดวงตาคู่สวยทอดมองชายทั้งสองตรงหน้า ราวกับหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะยืนฟังสิ่งใดต่ออีกแล้ว
“พอแล้วค่ะ...”
เธอเอื้อนเอ่ยซ้ำอีกครั้ง ขณะดึงสายตากลับมา แล้วโน้มตัวไปจับท่อนแขนเสื้อของตุลาไว้เบา ๆ ฝ่ามือบางเย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจ หากทว่าน้ำหนักจากปลายนิ้วที่ส่งผ่าน กลับหนักแน่นราวกับคำขอร้องอันแสนร้าวรานที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใดออกมาอีก
ตุลาหันกลับมามอง และเพียงแค่ได้สบสายตากับนัยน์ตาอันแหลกสลายคู่นั้น... เขาก็ยอมก้าวเดินตามเธอกลับออกมา โดยไม่เอ่ยสิ่งใดอีกเลย
ภายในรถยนต์คันหรูที่กำลังขับเคลื่อนแล่นไปตามเส้นทางของถนนสายหลัก
ตุลาทอดสายตามองกระจกข้างเป็นระยะ ขณะหักเลี้ยวพวงมาลัยเข้าสู่เส้นทางร่มรื่นของเขตพื้นที่พักอาศัย ที่เบาะนั่งข้างกายเขา ปานวาดยังคงนั่งอยู่อย่างนิ่งสงบ ฝ่ามือบางประสานวางไว้บนตักอย่างเรียบร้อย ดวงตาคู่สวยจับจ้องออกไปทอดมองภาพนอกหน้าต่าง... โดยปราศจากการโฟกัสจุดหมายใด ๆ
ไม่มีเสียงเอื้อนเอ่ยประโยคใดเล็ดลอดออกมา ท่ามกลางมวลความเงียบสงัด... กระทั่งรถยนต์แล่นผ่านพ้นสี่แยกที่สองไปได้ครู่หนึ่ง
“ปาน...”
เสียงนั้นนุ่มนวลแผ่วเบา หากทว่ากลับแฝงระลอกคลื่นความรู้สึกบางอย่างที่กำลังสั่นสะท้านอยู่ภายในอก
“ปานมาแต่งงานกับพี่ไหม?”
ถ้อยคำนั้นเปรียบเหมือนหินก้อนใหญ่ ที่ตกกระทบลงสู่ใจกลางผืนน้ำอันนิ่งสงบ ปานวาดค่อย ๆ หันใบหน้ากลับมาทอดมองชายหนุ่มข้างกายอย่างช้า ๆ รอยยิ้มบางเบาที่ผุดพรายขึ้นบนใบหน้างดงาม ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความสุขเจือปนอยู่เลยแม้เพียงเศษเสี้ยว หญิงสาวเข้าใจในเจตนาของประโยคนั้นดี... มันไม่ใช่การขอแต่งงานอย่างคนรักทั่วไป ทว่ามันคือหยาดน้ำใจและความสงสารเวทนาที่เขามักหยิบยื่นให้เธอเสมอมา ทว่าสำหรับเธอนั้น... เธอรับความเมตตาเหล่านั้นมาจากเขามากเกินพอแล้ว
เธอสั่นศีรษะปฏิเสธอย่างช้า ๆ เพราะเธอรับรู้ดีว่า พี่ตุลย์กำลังจะย้ายไปใช้ชีวิตที่ยุโรปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เธอรู้ว่าเส้นทางอนาคตของชายหนุ่มตรงหน้านั้น เรียบง่ายและสะอาดหมดจดเกินกว่าจะยอมดึงเขาให้ลงมาตกอยู่ในกับดักแห่งความวุ่นวายโง่ ๆ แบบนี้
หากผู้รับกรรมกลายเป็นพี่ตุลย์... หากเขาทำเช่นนั้นจริง อนาคตอันสดใสของเขาก็ต้องพังพินาศ และหากชีวิตนี้จะมีใครสักคนที่ต้องแหลกสลาย... ปานวาดขอยอมเป็นเพียงคนเดียวที่พังก็เกินพอ
เธอไม่ได้เอ่ยความคิดเหล่านั้นออกไป คนตัวเล็กทำเพียงหันสายตากลับไปมองกระจกข้างรถตามเดิม แล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบ
“แต่งกับใคร... ก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ”
ตุลานิ่งเงียบลงทันตา ฝ่ามือหนาที่จับพวงมาลัยกระชับกำแน่นขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ปานวาดเอ่ยต่อ ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบคงเส้นคงวา
“พี่ตุลย์ไม่ต้องเป็นห่วงปานหรอกนะคะ... ไม่ต้องรู้สึกผิดด้วย เข้าใจไหมคะ”
แววตาของเธอนิ่งสงบเหลือเกิน... นิ่งเสียจนผู้มองเริ่มสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่กัดกินใจ เพราะนัยน์ตาอันไร้ซึ่งประกายเช่นนั้น... คือแววตาของผู้คนที่ยอมจำนนและพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาอย่างแท้จริง
