บทที่ 8 ตอนที่ 6 ขนาดผัวยังแย่งมาได้

ตอนที่ 6

ขนาดผัวยังแย่งมาได้

“งั้น... น้องเนยขอนอนห้องนั้นได้ไหมคะ?”

นิ้วเรียวสวยชี้ตรงไปยังทิศทางของประตูห้องนอน ซึ่งปานวาดเพิ่งก้าวเดินออกมาได้ไม่นาน

บรรยากาศภายในบ้านพลันเงียบลงในชั่วครู่...

สิงหาขยับสายตามองตามทิศทางนั้น ก่อนจะหรี่นัยน์ตาลงช้า ๆ สีหน้าแห่งความหงุดหงิดรำคาญใจเริ่มฉายชัดยิ่งกว่าเดิม

ทั้งคฤหาสน์เงียบสนิท ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ และไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะขยับตัว... รวมถึงปานวาด ผู้ทำเพียงจับจ้องมองตรงไปยังบุคคลตรงหน้าด้วยสายตานิ่งสงบ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง

เธอรู้ดีว่าห้องนอนที่นลินทิพย์กำลังชี้นิ้วอยู่นั้น คือห้องนอนส่วนตัวของเธอเอง... ห้องที่เธออยู่อาศัยมาตลอดนับตั้งแต่แต่งงานเข้ามาอยู่ในตระกูลเดชเดชากุล แม้จะไร้ซึ่งร่างของอีกฝ่ายเคยเข้ามานอนร่วมเตียงเลยแม้แต่คืนเดียวก็ตาม

กระทั่งแสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องลอดผ้าม่านสีอ่อนเข้ามาในทุก ๆ วัน ก็ยังรู้ดีว่า... ผืนเตียงกว้างแห่งนั้นมักจะเย็นชืดไปข้างหนึ่งเสมอ

ทว่าเธอก็ยังคงเลือกที่จะอยู่ในห้องนั้น... เพราะมันคือ ‘พื้นที่ของเธอ’ อย่างน้อยที่สุด ก็ในฐานะ ‘ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย’

และในเวลานี้... นลินทิพย์กลับแสดงความปรารถนาอยากจะครอบครอง แม้กระทั่งห้องนอนของเธอ

เสียงกระแทกส้นเท้าดังก้องขึ้น ก่อนที่ใครทันจะได้เอื้อนเอ่ยประโยคใด ชบาก็ก้าวเดินเข้ามาขวางหน้านลินทิพย์ไว้ในทันทีด้วยท่าทางไม่เป็นมิตร

“ขอโทษนะคะ!”

เสียงเรียบราบหากทว่าเด็ดขาด แบบที่ชบาไม่เคยนำมาใช้กับแขกเหรื่อคนใดในบ้านหลังนี้มาก่อน

“ห้องนั้นเป็นห้องของคุณปานค่ะ! ตั้งแต่วันแรกที่คุณปานแต่งงานเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้!”

นลินทิพย์เลิกลิกคิ้วขึ้นสูงเล็กน้อย แย้มรอยยิ้มจางคล้ายกำลังจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ทว่าไม่ทันจะได้อ้าปาก ชบาก็พูดโต้แทรกขึ้นมาก่อน ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้เบาลงเลยแม้แต่น้อย

“แย่งผัวเขาไม่พอ ยังจะมาแย่งห้องนอนเขาอีก หน้าคนหรือพื้นซีเมนต์คะคุณ?!”

คำพูดนั้นเปรียบดังสายฟ้าที่ผ่าลงมา ณ ใจกลางห้องโถงหรู นลินทิพย์ถึงกับชะงักงันไปในชั่ววินาที แม้แต่สิงหาที่ยืนอยู่ ก็เบิกสายตากว้างด้วยความไม่คาดคิดว่าจะมีใครกล้าเอ่ยประโยคเช่นนี้ต่อหน้าตนเอง

เสียงฝีเท้าของปานวาดดังก้องขึ้นอย่างช้า ๆ ร่างอรชรงดงามขยับก้าวมาหยุดยืนเคียงข้างชบา เรียวมือบางเอื้อมไปแตะหลังมือของหญิงรับใช้คนสนิทเบา ๆ อย่างรู้สึกขอบพระคุณ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ

“ไม่เป็นไรหรอกชบา... เดี๋ยวฉันย้ายเอง”

“แต่คุณปานคะ!”

ชบาขึ้นเสียงโต้แย้งอีกครั้ง นัยน์ตาวาวโรจน์คล้ายอยากจะขย้ำคนหน้าด้านตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าปานวาดไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ทำเพียงส่ายหน้าปฏิเสธเบา ๆ แค่ครั้งเดียว

“พอแล้วชบา... เดี๋ยวฉันจัดการเอง”

น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น ส่งผลให้หญิงวัยกลางคนต้องกลืนถ้อยคำที่เหลือลงสู่ลำคอ ปานวาดยกมืออีกข้างขึ้น เตรียมจะจูงมือพาเธอเดินหันหลังกลับไป

แต่ทันใดนั้น... เสียงหวานแฝงความเย็นเยียบจากทิศทางด้านหลังก็ดังเย้ยหยันขึ้นมา

“ขนาดผัวยังแย่งมาได้...”

ถ้อยคำแรกเหมือนการสาดน้ำกรดลงกลางแผ่นหลัง...

“นับประสาอะไรกับอีแค่ห้องนอน!”

ถ้อยคำที่สองเหมือนสาดใส่ใบหน้าเข้าอย่างเต็มรัก...

อากาศภายในห้องราวกับเป็นสุญญากาศไปในชั่วพริบตา แม้กระทั่งเสียงนาฬิกาเรือนไม้โบราณที่มักจะส่งเสียงตีบอกเวลา ก็ยังคงเงียบสงบลง คล้ายกำลังตกตะลึงกับเหตุการณ์อันไร้ซึ่งยางอายตรงหน้า

กลิ่นอายของบ้านหลังเก่า... ไม่แตกต่างไปจากห้วงความทรงจำ บางครั้งมันไม่ได้หอมหวาน หากแต่เจือไว้ด้วยความคุ้นเคย

ปานวาดยืนอยู่ใจกลางห้องนอนเรือนปีกตะวันออก เรือนหลังย่อยที่สร้างเชื่อมต่อกับตัวคฤหาสน์ใหญ่ทางทิศตะวันออก ทว่ากลับมีความเงียบสงบราวกับเป็นอีกโลกหนึ่ง

เธอไม่ได้กลับเข้ามานอนที่แห่งนี้นานเกือบสามปีเต็มแล้ว...

เรือนหลังนี้เคยเป็นที่พึ่งพิงทางใจก่อนยามแต่งงาน และในวันนี้... ก็กลับกลายมาเป็นที่พักพิงชั่วคราวอีกครั้ง

เธอไม่ได้ขนสิ่งใดมาด้วยเลยนอกจากตัวและหัวใจที่แหลกร้าว

เสื้อผ้าเครื่องใช้และข้าวของจำเป็นทั้งหมด ถูกจัดแจงย้ายมาโดยชบาและเหล่าหญิงรับใช้ในบ้าน ที่คล้ายจะรับรู้ได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยประโยคใด พวกเธอช่วยกันทยอยขนย้ายของมายังเรือนปีกตะวันออกอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งคำถาม ไร้ซึ่งถ้อยคำเอื้อนเอ่ย ราวกับเข้าใจตรงกันผ่านสายตา

ปานวาดทิ้งกายลงนั่งที่ขอบม้านั่งไม้ริมหน้าต่างตัวเดิม ผิวหน้าของมันมีฝุ่นบางเบาเกาะอยู่

เรียวนิ้วบางคว้าผ้าเช็ดมือผืนเก่าที่ชบาวางทิ้งไว้ นำมาเช็ดถูคราบฝุ่นออกอย่างเบามือ รอยฝุ่นละอองเลือนหายไปตามแรงเช็ด ทว่ามวลความรู้สึกบางอย่างภายในอก กลับไม่ได้จางหายตามไปเลยแม้แต่น้อย

บรรยากาศรอบกายเงียบสงัด เสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของตนเองชัดเจน

ทว่าทันใดนั้น... เสียงเปิดประตูหน้าบ้านก็ดังขึ้นอย่างรุนแรงจนแทบจะกระแทกบานพับ!

“ปานวาดดดดดดด! เปิดบ้านใหม่ไม่บอกแม่เหรอคะ!!”

เสียงหวานแบบมีจริตลากยาวที่มาพร้อมกลิ่นน้ำหอมฉุนกึก และเสียงรองเท้าส้นตึกกระทบลงบนพื้นดังก้องตึงตัง

มะเฟือง ในชุดเดรสสีแดงเลือดนกผ่าข้างสูงลิ่วถึงสะโพก พร้อมริมฝีปากสีแดงเพลิง ยืนเด่นตระหง่านอยู่ตรงช่องประตู ราวกับเป็นนางพญาแห่งย่านบางนา

ปานวาดผินหน้าขึ้นมองทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น พร้อมรอยยิ้มบางเบาที่ผุดขึ้นบนใบหน้า

“มะเฟือง... แกมาได้ยังไง?”

อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยตอบคำในทันที แต่จัดการปิดประตูลงเสียงดัง ปัง! แล้วลากถุงพลาสติกซึ่งบรรจุข้าวมันไก่สองห่อข้างใน เข้ามาวางลงโครมบนโต๊ะกลางห้อง

“ขึ้นรถไฟฟ้าสิยะ! จะให้กูเหาะมารึไง!”

น้ำเสียงนั้นติดจะหอบเหนื่อยเล็กน้อยจากการเร่งรีบก้าวเดินมาจากหน้าประตู ทว่ากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยเปี่ยมพลังงานตามประสาคนที่ไม่เคยยอมปล่อยให้เพื่อนรักต้องเหงาแม้เพียงนาทีเดียว

มะเฟืองคือสาวประเภทสองเรือนร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมคาย คิ้วเป๊ะปัง ผิวพรรณสีน้ำผึ้งงดงาม และลิปสติกสีแดงเพลิงอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว เคยมีคนเอ่ยชมว่าหากเธอเกิดเป็นสตรีแท้ ๆ ป่านนี้คงคว้ามงกุฎนางงามระดับจังหวัดไปครอบครองแล้ว ทว่ามะเฟืองกลับไม่ได้แยแส เพราะความฝันของเธอใช่มงกุฎ หากแต่คือคลินิกศัลยกรรม

เธอทำงานประจำฝ่ายบุคคลในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เงินเดือนชนเดือน ขายของออนไลน์เป็นอาชีพเสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วเก็บหอมรอมริบเงินก้อนไว้ในบัญชีที่ตั้งชื่อไว้ว่า ‘ผ่ากีทำนม รีบทำก่อนสามสิบ’ 

แม้จะมีเป้าหมายในชีวิตยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไร้ซึ่งสิ่งใดสำคัญไปกว่าเพื่อนรักเพียงคนเดียว ที่เธอพร้อมจะพุ่งตัวมาหาในทันทีที่ได้ยินข่าวคราว

เธอหันกลับมาจับจ้องปานวาด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาทันตา

“พี่ชบาโทรบอกฉัน ว่าแกกำลังเดือดร้อน!”

เรียวนิ้วคว้ายางรัดผมออกจากข้อมือมาดึงรวบเรือนผมทรงใหม่แบบลวกๆ ขณะก้าวเดินเข้ามาใกล้ ด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

“ไหน... เล่ามาสิ เกิดบ้าอะไรขึ้นอีกคะคุณปาน!”

ปานวาดถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะขยับกายไปนั่งพิงพนักม้านั่งไม้ตัวเดิมที่เพิ่งเช็ดฝุ่นเสร็จ มือบางสอดประสานวางไว้บนตัก แผ่นหลังตั้งตรง ทว่าแววตาที่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกลับดูเลื่อนลอย ราวกับไร้จิตวิญญาณ

“คุณสิงห์ทำเด็กคนหนึ่งท้อง...”

ถ้อยคำนั้นเรียบราบ มะเฟืองชะงักงันไปครึ่งวินาที ก่อนจะตบมือลงบนอกตนเองดัง ปึ้ก! แล้วกรีดร้องตะโกนลั่นห้อง!

“วี้ดดดดด!! ตายห่าค่ะ!! ตาเถรตกต้นมะพร้าวตายค่ะ!!”

เธอทรุดกายลงนั่งเคียงข้างเพื่อนรัก มือหนึ่งคว้าพัดลายดอกไม้ที่พกติดตัวมาตบลงบนพื้นรัว ๆ ด้วยอาการสั่นเทิ้ม อีกมือทาบอกแน่นราวกับหัวใจจะหยุดเต้นลงเสียให้ได้

“มึงว่าอะไรนะ?! คุณสิงห์เนี่ยนะทำเด็กท้อง?! ใคร?! ลูกสาวป้าคนใช้ หรือหลานเจ๊กแถวร้านข้าวหมูแดง?!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป