บทที่ 1 บทนำ
เรือนกายสูงโปร่งในเครื่องแบบทหารเรือสีขาวสง่า เครื่องหมายบนบ่าและอกเสื้อบ่งบอกถึงชั้นยศนาวาตรี ใบหน้าดูเคร่งขรึมดุดัน น่าเกรงขามยืนมองเพื่อนสนิทตรงหน้าอย่างสงสัย นาวาโทธนกฤต เตชะนาวินทร์หรือผู้การธามผู้บังคับการเรือหนุ่มเกือบใหญ่วัยสามสิบสามปีถึงกับฉงน
“พูดอีกครั้งสิพลอย เธอจะให้ฉันไปทำอะไรนะ” นายทหารเรือหนุ่มเอ่ยถามย้ำเมื่อต้องการฟังคำขอร้องของเพื่อนสาวคนเดียวอีกครั้งชัด ๆ
หญิงสาวผู้ถูกถามซ้ำไม่ได้มีท่าทีขุ่นเคืองหรือหงุดหงิดที่ถูกถามซ้ำ กลับกัน กลับมีท่าทีประจบเอาใจ ก่อนจะเอ่ย “แนะแนวพวกนักเรียนม.6 ที่โรงเรียนฉัน”
“ช่วยฉันหน่อยนะ เป็นการแนะแนวพิเศษเพื่อเป็นตัวเลือกให้กับนักเรียนที่สนใจการฝึกของนักทำลายใต้น้ำจู่โจม ฉันไม่เห็นใครเหมาะเท่านายอีกแล้ว ผู้การธาม ผู้เก่งกาจและหล่อเหลา” พรปวีร์ ภูมิภัทรภาธีหรือครูพลอย คุณครูมัธยมสาววัยสามสิบสามปี ที่ยังไม่คิดจะลงจากคานทองง่ายๆเอ่ยบอกเพื่อนสนิทที่คบหากันมาเกือบเท่าอายุอีกครั้งพร้อมกับยกมือไหว้วิงวอน
เธอเห็นว่าการแนะแนวทางด้านนี้ไม่ได้เสียหายอะไรแถมยังมีนักเรียนสนใจมากพอควรแม้จะไม่ได้ไปฝึกเองก็มีข้อมูลให้สำหรับคนที่จะไปฝึกได้เรียนรู้ออกจะเป็นแนวคิดที่ดี และอีกอย่าง…ก็มีคนใกล้ตัวที่ให้ข้อมูลได้แบบนี้ ลองจัดสักครั้งจะเป็นไรไป
“จะบ้าเหรอ ไม่ไปเด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่” ผู้การหนุ่มเอ่ยบอกสั้นๆ เรื่องอะไรจะไปทำแบบนั้น เขาไม่ชอบเด็กๆ มันดูวุ่นวายถ้าว่าเด็กสองขวบสามขวบพอว่า แต่นี่สิบเจ็ด สิบแปดปี วัยหัวเลี้ยวหัวต่อชัดๆ เกิดอยากลองของ อยากเท่ขึ้นมาแล้วเกิดผิดพลาดเขาไม่ซวยเหรอ
“น๊านะ ช่วยฉันสักครั้งนะ ฉันเอาเรื่องนี้เสนอผ.อ.แล้ว ท่านก็อนุมัติแล้วด้วย ถือว่าเห็นแก่เพื่อนสักครั้งนะ นะเพื่อนรัก ชวนพวกนายพีไปด้วยก็ได้ แล้วเดี๋ยวฉันจะเลี้ยงข้าวมื้อใหญ่เลย” พรปวีร์ยังคงโน้มน้าวพร้อมทำหน้าตาปานจะร่ำไห้ ถึงเพื่อนคนนี้จะดูเคร่งขรึมแต่ก็แพ้น้ำตาผู้หญิง เธอรู้ดี เธอใช้บ่อย
เห็นน้ำตาเพื่อนปริ่มจะไหล คนแพ้น้ำตาก็ต้องถอนใจหนัก ๆ “ก็ได้ ๆ ไปให้ก็ได้ พอใจหรือยัง”
“ขอบใจมากนะเพื่อนรัก รักแกที่สุดเลย” พรปวีร์เอ่ยบอกอย่างดีใจพร้อมทั้งกระโดดกอดเพื่อนอย่างดีใจ
ธนกฤตกลอกตามองบนอย่างไม่จริงจัง เขาคงซึ้งหรือรู้สึกดีถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นมาบอกรักแต่ไม่ใช่กับพรปวีร์เพราะเขารู้ดีว่าเธอไม่ได้คิดเกินเลย แถมเธอยังเป็นเลสเบียนอีกต่างหาก
“พอเลยยัยเบี้ยน ถอยไปเลย”
“หวงเนื้อหวงตัวซะจริ๊ง กับเพื่อนกับฝูงเนี่ย” พรปวีร์ว่าแล้วก็ยอมผละออกจากเพื่อนหนุ่มก่อนจะนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ “เออนี่ แกยังไม่เคยเจอพริกหวานตอนโตเลยใช่มั้ย คราวนี้จะได้เจอแล้วเดี๋ยวฉันจะแนะนำให้รู้จัก ยัยหนูน่ารักมาก ชาตินี้ลูกของตัวเองไม่มีก็ช่างแค่มีพริกหวานก็พอ”
“พูดถึงอีกแล้ว จะสักแค่ไหนกันฮ่ะเธอถึงรักถึงหลงขนาดนี้” คนเริ่มรำคาญเอ่ยบ่น เจอหน้าเพื่อนแต่ล่ะครั้งพรปวีร์ก็พูดถึงแต่ชื่อนี้แล้วก็จะตามมาด้วยคำที่เขาแสลงหู
“เฮอะ หลานฉันน่ารักจะตายไป แกเห็นแกต้องหลงแบบันแน่ ยังไงนายก็เป็นพ่อทูนหัวของพริกหวานไปเจอลูกสักครั้งสิ จะได้เจอซะทีคาดกันมาหลายครั้งแล้วตั้งแต่เล็กๆจนตอนนี้หลานฉันโตเป็นสาวแล้ว”
นั่นไงล่ะ ประโยคแสลงหู
“แค่กๆ ก็บอกว่าไม่รับเป็นพ่อทูนหัวไ งเธอกับพี่เพชรนี่พูดไม่รู้เรื่อง ให้ตั้งชื่อให้ก็พอมั้ง ไม่ใช่พ่อทูนหัวเว้ย” ธนกฤตรีบแย้งหลังจากหลุดจากอาการสำลักน้ำ ก่อนที่จะนึกย้อนไปถึงสมัยที่ภรรยาของพี่ชายพรปวีร์คลอดบุตรสาวคนเล็ก พี่ชายของพรปวีร์ขอให้เขาตั้งชื่อจริงและชื่อเล่นให้กับลูกสาวเพราะช่วงที่พี่สะใภ้ของพรปวีร์ท้องได้หกเดือนบ้านที่สัตหีบถูกไฟไหม้พี่สะใภ้ของพรปวีร์ติดอยู่ในกองไฟในขณะที่พี่ชายของพรปวีร์ออกไปรับลูกชาย ธนกฤตผ่านมาพอดีเข้ามาช่วยไว้ได้เขาจึงถูกมองว่าเป็นผู้มีพระคุณของเด็กหญิงแรกเกิดคนนั้นจึงให้ตั้งชื่อให้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเด็กน้อย แถมยังจะให้เป็นพ่อทูนหัวให้อีกแต่ตัวเขาปฏิเสธไปเพราะเห็นว่าตัวเองยังหนุ่มเกินไปที่จะเป็นพ่อทูนหัวของใคร
ตอนนั้นไม่รับ ตอนนี้ก็ยิ่งไม่รับเด็ดขาด!!
“จากเด็กหญิงพิมพ์ลภัสในวันวาน ตอนนี้เป็นนางสาวพิมพ์ลภัส นักเรียน ม.5 ที่น่ารักและสดใสได้ก็เพราะแกเลยนะ ยังไงฉันกับพี่เพชรก็สอนพริกหวานว่านายคือพ่อทูนหัว ต่อให้แกไม่รับก็เถอะ” พรปวีร์เอ่ยบอกก่อนที่โทรศัพท์ของพรปวีร์จะดังขึ้นเธอจึงขอตัวกลับ
“น้องมิวโทรมา ขอไปรับแล้วกลับเลยดีกว่า ห้ามเบี้ยวนะ ไม่งั้นฉันจะฟ้องพ่อแก เตรียมเจอตัวลูกสาวด้วยนะคุณพ่อทูนหัวของพริกหวาน”
เพื่อนสาวเดินจากไปแล้ว เหลือเพียงแค่ชายหนุ่มอยู่เพียงลำพัง ผู้การหนุ่มได้แต่ส่ายหัวก่อนจะโทรศัพท์หาเพื่อนรักผู้ร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันตั้งแต่ตอนฝึกนักเรียนทำลายใต้น้ำจู่โจมเพื่อชวนไปด้วยกัน…อะไรที่รับปากมาแล้ว ก็ต้องทำ
แต่…เรื่องลูกทูนหัวเนี่ย หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่รับและไม่ไปเจอเด็ดขาด!!!
