บทที่ 8 โดนบังคับแต่งงาน
บ้านของเพชรดนัย
ใบหูบางที่แนบติดกับประตูตั้งใจฟังอย่างจริงจังเมื่อผู้เป็นปู่เรียกอาสาวเข้าไปพบพร้อมกับพ่อแม่และลุงๆอาๆแต่ห้ามเธอเข้าไป พิมพ์ลภัสตั้งใจฟังอย่างนึกสงสัย
“คุณพ่อว่ายังไงนะคะ พลอยกับธามงั้นเหรอไม่มีทาง” เสียงพรปวีร์เอ่ยขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจทำให้คนแอบฟังยิ่งอยากรู้หนัก โดยเฉพาะมีชื่อของบุคคลที่เธอยกให้เป็นทั้งศัตรูหมายเลข1 ผู้มีพระคุณ และจำใจยกให้เป็นพ่อทูนหัวอย่างธนกฤต
“มีทางสิพลอย ลูกน่ะ37แล้วนะควรออกเรือนได้แล้ว เดี๋ยวจะมีลูกยากพ่อยังอยากอุ้มหลานจากลูกอยู่ “ พัทธิพงษ์ ผู้เป็นปู่ของพิมพ์ลภัสเอ่ยบอกบุตรสาว
“ไม่ค่ะ พลอยกับธามเราไม่ได้รักกัน คนไม่รักกันแต่งงานกันไปก็ต้องหย่าร้าง” พรปวีร์เอ่ยค้าน กับธนกฤตเนี่ยนะ เหอะ แต่งงานกันไปไม่เกินสามวันไม่ใครก็ใครสักคนละทนไม่ไหวต้องรีบขอเลิก
“แต่งๆไปเถอะพอได้เป็นเพื่อนคู่คิด ห้ามปฏิเสธงานแต่งจะจัดขึ้นเดือนหน้า ตอนนี้พ่อกับลุงธิวเตรียมงานไปได้80%แล้ว เหลือแค่ชุด การ์ด แล้วก็เจ้าบ่าวเจ้าสาว” พัทธิพงษ์เอ่ยบอกก่อนที่จะเดินมาที่ประตู คนหูไวที่แอบฟังอย่างตั้งใจรีบวิ่งไปหลบอย่างว่องไวจนคนเปิดประตูออกมาไม่รู้ว่ามีตัวแสบแอบฟังอยู่
'อาพลายจะแต่งงานกับอีตาลุงงั้นเหรอทำไมรู้สึกเจ็บที่ใจนะ' เด็กสาวได้แต่คิดก่อนที่จะสะบัดหน้าแรงๆแล้วเดินกลับห้องตัวเองไปด้วยหัวใจหวิวๆอย่างไม่รู้ตัว 'เธอคงหวงอาพลอยมากไปเลยรู้สึกแบบนี้ '
เที่ยงวันต่อมา
ธนกฤตนั่งรอพรปวีร์ด้วยสมองที่ขบคิดหาวิธีไม่ต้องแต่งงานกับเพื่อนสาว หลังจากที่นอนกลุ้ม นั่งกลุ้มอยู่เกือบหกชั่วโมง เขาจึงโทรศัพท์นัดเพื่อนสาวให้ออกมาเจอที่ร้านอาหารและเครื่องดื่มข้างๆโรงเรียนที่หญิงสาวทำงานอยู่ในเที่ยงวันนี้
“รอนานมั้ย สั่งอะไรรึยัง” คนมาใหม่เอ่ยทักก่อนที่จะนั่งลง ธนกฤตไม่ตอบแต่กลับถามอีกฝ่ายแทน “เธอรู้เรื่องแต่งงานแล้วใช่มั้ย เธอคิดออกมั้ยว่าเราควรทำยังไง”
“เข้าประเด็นเลยเหรอ ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย พูดซะกินไม่ลงเลย” ครู่สาวเอ่ยบอกก่อนที่จะหันไปเรียกพนักงานมาเพื่อสั่งอาหารก่อนที่จะหันมาทำหน้าจริงจังใส่เพื่อนหนุ่ม “ฉันไม่มีทางแต่งกับนายแน่ แต่ตอนนี้ยังคิดแผนไม่ออก”
“ตอนนี้ฉันคิดออกแล้ว แต่เธอจะยอมรึเปล่านั่นเรื่องของเธอ” ธนกฤตเอ่ยบอกก่อนจะถอนหายใจออกมา “มันก็เป็นแผนง่ายๆธรรมดาๆแล้วก็โคตรปัญญาอ่อนอ่ะนะ”
“อย่าอมพะนำ รีบสาธยายมา” คนฟังบอก
“ต้องมีคนใดคนหนึ่งหนีงานแต่งครั้งนี้และต้องหายไปตอนที่ฉุกละหุกที่สุดถึงจะไม่มีเวลาหาเจอนัานคือช่วงเช้ามืดหรือคืนก่อนวันงาน เมื่อขาดใครไปสักคนงานก็เริ่มไม่ได้ต้องยกเลิกไป” ธนกฤตบอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ คิดหาทางไหนไม่ออกก็หนีงานแต่งนี่ล่ะ มุกจากนิยายน้ำเน่าที่พี่สาวเขาชอบอ่านให้ฟังตอนเด็กๆ
“จริงด้วย แล้วใครจะเป็นคนหายไป งั้นนายไปเถอะฉันอยู่เอง” พรปวีร์เอ่ยบอก วิธีนี้ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว
“ไม่ได้ถ้าฉันหนีไป เธอจะถูกมองเป็นหม้ายขันหมากมันดูไม่ดี เธอไปเถอะลางานสักสองอาทิตย์แล้วค่อยกลับมา ถึงตอนนั้นป๋ากับพ่อเธอคงเลิกล้มความคิดไปแล้ว” ธนกฤตพูด เขาเป็นสุภาพบุรุษมากพอที่จะไม่ยอมให้พรปวีร์เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือถูกมองเป็นหม้ายขันหมาก เพราะผู้ชายและผู้หญิงจะถูกมองแตกต่างกันเสมอ ผู้ชายถูกทิ้งอาจดูไม่เป็นไร แต่หากผู้หญิงสังคมอาจมองเธอไม่ดี
“แน่ใจนะธาม แขกผู้ใหญ่ในสี่เหล่าทัพมากันไม่น้อยเลยนะ นายเองก็มีชื่อเสียงในแวดวงนี้พอตัว” พรปวีร์ถามอย่างไม่แน่ใจ ชายหนุ่มไม่พูดแต่พยักหน้าแทนคำตอบเป็นอันว่าทั้งสองตกลงกันเรียบร้อย
หลังจากตกลงกันเรียบร้อยพรปวีร์ก็กลับไปประชุมต่อส่วนธนกฤตยังคงนั่งอยู่ที่เดิมเพราะได้ยินจากพรปวีร์ว่าเพราะมีการประชุมคณะครูในช่วงบ่ายนักเรียนจึงเรียนแค่ครึ่งวันเช้าและกลับบ้านในช่วงเที่ยงๆ 'จะกลับรึยังนะยัยพริกขี้หนู หรือยังไม่หายดีเลยหยุดเรียน '
“น้ำแตงโมปั่นแก้วนึงค่ะพี่วิ” เสียงใสๆที่เอ่ยสั่งเครื่องดื่มดังมาจากหลังทำให้ธนกฤตหันกลับไปมองอย่างไม่ต้องคิด 'เขาจำได้เสียงยัยพริกขี้หนูแน่นอน '
“หายดีแล้วเหรอ” ธนกฤตส่งเสียงขึ้นโชคดีที่โต๊ะเขาอยู่ใกล้เคาท์เตอร์ทำให้ไม่ต้องตะโกนใส่
“วันนี้ดูเรียบร้อยขึ้นเยอะเลยนะแม่พริกขี้หนู” ธนกฤตเอ่ยบอกก่อนที่จะพิจารณาชุดนักเรียนของพิมพ์ลภัสด้วยสายตากระโปรงคลุมเข่าผมยาวถูกรวบมัดไว้ทำให้ดูเหมือนเด็กเรียบร้อยขึ้นจากครั้งแรกที่เจอ หรือที่ริมชายหาด ด้านคนถูกบอกว่าเรียบร้อยขึ้นกลับกำลังนึกถึงบางอย่างที่ยังวนเวียนเหมือนภาพหลอนอยู่ในหัว อร๊ายออกไปจากหัวฉันเสียที
“เพี้ยนรึเปล่าแม่หนู ยืนหน้าแดงสะบัดหัวอยู่ได้ ระวังคอจะหัก” ธนกฤตเอ่ยบอกอย่างหยอกล้อ เขามองคนเก่งพอตัว ทำไมจะมองไม่ออกว่าแม่หนูนี่คิดอะไรอยู่ ก็แน่ล่ะบางอย่างมันติดตานิ
“ยุ่งอะไรด้วยเล่า” คนอายุน้อยกว่าเอ่ยอย่างไม่พอใจ 'นี่คงมาหาอาพลอยสินะ ฮึย '
“ก็ไม่ได้อยากยุ่งหรอกแต่มันอดใจไม่ไหว” คนสูงวัยกว่าเอ่ยบอกก่อนที่จะเรียกพนักงานมาเก็บเงินแล้วเดินออกไปทิ้งให้เด็กสาวได้แต่งุนงง 'เขาแค่อยากเห็นหน้าเท่านั้นแหละ ไม่ได้คิดมาหาเรื่องเธอสักนิด กลัวใจตัวเองจะบ้าไปมากกว่านี้ '
“เหอะ ประสาทกลับรึไงลุง พูดแล้วก็ไป ไม่เข้าใจเลย แถมยังไม่เปิดโอกาสให้ขอบคุณอีก ชิ วัยรุ่นเซ็ง” เด็กสาวได้แต่บ่นคนเดียวอย่างไม่เข้าใจแถมยังไม่ได้เอ่ยขอบคุณเรื่องคราวก่อนแต่ก็เผลอยิ้มออกมาอย่างไม่ตั้งใจ
